คุ้มครองเด็ก
การใช้กฎหมาย ช่วยเด็ก
เมื่อวานช่วงเช้า ผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายให้เจ้าหน้าที่จากส่วนงานต่างๆ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฟัง ในหัวข้อเรื่อง "การใช้กฎหมาย ช่วยเด็ก"
ผมเองไม่ได้เรียนจบนิติศาสตร์ แต่จบครุศาสตร์ คงเพราะเป็นสมาชิกวุฒิสภานานร่วม 13 ปีและต้องอ่าน พิจารณา ถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายมามาก ผู้จัดจึงเห็นว่าน่าจะให้แง่มุมความคิดได้บ้าง
ผมเสนอในรายละเอียดไว้มาก พร้อมยกกรณีศึกษา ประกอบการอภิปราย แต่ขอสรุปสาระหลักๆ โดยเฉพาะไว้สั้นๆ 5 ข้อดังนี้ครับ
1.กฎหมายด้านสังคม มีเพื่อช่วยคนเดือดร้อน มีเพื่อช่วยคนทำงานให้ทำงานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย มีเพื่อจัดการกับคนไม่ดี จึงต้องอ่านให้รู้ไว้บ้าง
2.กฎหมายเป็นเสมือนผู้ช่วย แต่คนทำงานต้องมี "จิตใจเพื่อช่วย"เป็นตัวนำ คือเมื่อมีเหตุ มีผู้ร้องเรียนว่า เกิดอะไรที่โน่นที่นี่ในทางไม่ดีไม่งามต่อเด็กและเยาวชน กฎหมายได้ให้อำนาจเข้าไปช่วยเหลือ แต่ที่สำคัญคือ จิตต้องนำเรามุ่งไปช่วยให้ผู้นั้นพ้นทุกข์ออกมาโดยเร็ว
3.การไปช่วยนั้น แม้เราจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่การไปช่วยนั้นควรประสานขอแรงเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมไปด้วย เพราะประชาชนทั่วไปคุ้นเคยกับภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าเราที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์
4.เมื่อช่วยผู้เดือดร้อนมาแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือเราต้องเป็นหลักระดมสมอง ด้วยการนำเรื่องเข้าสู่การทำงานร่วมกันในรูปแบบของ สหวิชาชีพ คือมีผู้คนในหลายสาขาอาชีพเข้าร่วมกันช่วย ได้แก่อัยการ แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ นักพัฒนาภาคเอกชน ร่วมกันหารือว่า
--จะช่วยกันดูแลผู้ถูกละเมิดหรือผู้ทุกข์ยากได้อย่างไร
--จะจัดการกับผู้ละเมิดที่ทำร้ายผู้อื่นอย่างไร
5.แต่ละฝ่ายดำเนินการตามภาระที่ได้จากการประชุมกลุ่มสหวิชาชีพ เช่นตำรวจตามจับผู้กระทำผิด อัยการช่วยในด้านคดีความ แพทย์ตรวจรายละเอียดและเก็บหลักฐาน นักสังคมสงเคราะห์ดูแลผู้ถูกละเมิดทั้งหลายทั้งปวงก็สรุปได้เป็นเช่นนี้


ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ
กฏหมายเป็นเพียงเครื่องมือภายนอกที่มีส่วนช่วยให้สังคม มีระเบียบ มีกฎกติกา แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากจิตใจของผู้คนในสังคมยังไม่ได้รับการพัฒนา ผมคิดว่า แม้ประเทศเราจะออกกฎหมายมามากมายหลายฉบับ ก็ไม่บังเกิดผลใหสังคมสงบได้ อยากเห็นคนในสังคมยกระดับคุณภาพจิตใจขึ้นมา เพื่อช่วยกันสร้างบ้านของเราให้ร่มเย็นครับ ขอบคุณครับ
คุณคำสิงห์ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ ถูกต้องครับสำหรับเรื่องการยกระดับคุณภาพจิตใจ แต่คงเพราะมีคนจำนวนมาก ที่ต้องอยู่ร่วมกัน แต่ละคนก็มีคุณภาพจิตใจไม่เท่ากัน จึงต้องมีกฎหมายมาเป็นหลักในการให้คนได้อยู่ร่วมกันภายใต้กฎ กติกา กฎหมาย
หารชุมชนใดมีประชาชนที่มีคุณภาพทางจิตใจ กฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่ต้องใช้ครับ