กว่า 30 ปี ที่องค์กรชุมชนได้ร่วมกันคิดค้นงานพัฒนาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในชุมชนของตนเอง โดยมีเป้าหมายเหมือน ๆ กันนั่นก็คือ ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้
แต่ในยุคที่กระแสโลกาภิวัฒน์เชี่ยวกราด ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การพึ่งตนเองของชุมชนเป็นไปได้ยากขึ้น ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องคิดค้นรูปแบบงานพัฒนาใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อที่จะนำพาชุมชนให้อยู่รอดได้ภายใต้กระแสทุนนิยม
ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา องค์กรชุมชนทั่วประเทศได้พร้อมใจกันที่จะบูรณาการงานพัฒนา จากที่เคยทำแบบแยกส่วนต่างคนต่างทำ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน ป่าชุมชน สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น ไปสู่ “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” โดยใช้วิธีการจัดทำแผนชีวิตชุมชนมาเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
นายสังคม เจริญทรัพย์ แกนนำชุมชนจากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะที่เป็นครูและเคยเป็นนักเรียนมาก่อนบอกว่า ที่ผ่านมาการศึกษาบ้านเรามักจะถูกสอนให้คิดแบบแยกส่วน ทำให้คนมองเห็นปัญหาไปคนละแบบเหมือนตาบอด คลำช้าง คลำโคนตรงไหนก็บอกว่าช้างมีลักษณะเช่นนั้น
“การพัฒนาชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งก็เช่นกัน จากเดิมเราทำแต่สิ่งที่ตนถนัด ไม่ค่อยจะมีการประสานเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ผู้นำถนัดเรื่องสวัสดิการก็สนับสนุนให้ชาวบ้านทำแต่สวัสดิการ ถนัดออมทรัพย์ก็ทำแต่ออมทรัพย์ ถนัดทำ OTOP ก็ทำแต่ OTOP ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วในชุมชนหรือสังคมหนึ่ง ๆ มีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างที่จะช่วยกันพยุงให้ชาวบ้านพัฒนาไปได้ จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้”
คนทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องมีสวัสดิการที่มั่นคง ต้องมีเงินออม ต้องสร้างวิถีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ต้องมีครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ
ด้วยเหตุนี่ เราจึงต้องคิดกันใหม่ ไม่คิดแบบแยกส่วน ไม่ทำแบบแยกส่วนอีกต่อไป ในหนึ่งชุมชนอาจมีงานพัฒนาที่หลากหลาย แล้วมาคิดร่วมกันว่า กิจกรรมเหล่านั้นจะบูรณาการหนุนเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร หรือที่เราเรียกมันว่า “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น”
พ่อทองคำ แจ่มใส จากบุรีรัมย์บอกว่า ตนเป็นคนเผ่า “กุย” ซึ่งเป็นคนส่วยที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์มีพิธีกรรมความเชื่อเป็นของตนเอง เราก็อาศัยวัฒนธรรมความเชื่อเหล่านั้นมาร้อยคนเข้าด้วยกัน ชวนทุกคนมาทำงานฟื้นวัฒนธรรมความเชื่อ สร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ แบบพี่น้องชาวกุยให้เกิดขึ้น เมื่อคนมาร่วมกันได้แล้ว จะชวนกันทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ในขณะที่พ่อคำเดื่อง ภาษี จากบุรีรัมย์เช่นกันบอกว่า คนเราถูกหลอกให้เชื่อว่า “คนต้องหาเงิน” จนเงินกลายเป็นพระเจ้า ซึ่งในการหาเงินนี้ ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติด้วยวิธีการต่าง ๆ กัน ปลูกพืชก็ต้องใส่สารเคมี ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตัดไม้ทำลายป่า ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อให้ผลผลิตมาก ๆ ขายทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา
“เราต้องปรับแนวคิดเรื่องการทำเกษตรกันใหม่ ปลูกพืชหลายอย่าง ปลูกเพื่อกินเพื่อใช้ เพื่อสร้างหลักปักฐาน ให้กับลูกหลาน สร้างที่ดินและทรัพยากรที่สมบูรณ์ให้ลูกหลาน หันไปหาภูมิปัญญาคนพื้นบ้าน แทนที่จะให้คนอื่นหลอกว่าต้องหาเงิน เพราะยิ่งหาไป ยิ่งทำให้เป็นหนี้ หยุดหาก็หยุดเป็นหนี้”
พ่อคำเดื่อง บอกอีกว่า ขณะนี้เครือข่ายภูมิปัญญาไทย ได้พัฒนารูปแบบการทำเกษตรแนวใหม่ขึ้นมานั่นคือ “เกษตรปราณีต 1 ไร่” เป็นการทำเกษตรที่ต้องปรับแนวคิดใหม่ ว่าไม่ใช่การทำเพื่อขาย แต่ทำให้พึ่งตนเองได้ ปรับวิธีการบริหารดิน บริหารน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกพืชทุกอย่างทั้งพืชยืนต้น จนถึงพืชล้มลุก ทำเนื้อที่หนึ่งไร่ให้เกิดคุณค่าและเป็นมรดกให้ลูกหลาน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะ เราก็จะพบว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้นมีมากมาย ต้องนำกลับมาใช้ใหม่
การเกษตรมิใช่เป็นเพียงการสร้างอาหารที่ปลอดภัยแต่เป็นการสร้างวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม ความเชื่อ การแบ่งปันเอื้ออาทรแบบครบวงจร
ด้านดาบวิชัย สุริยุทธ ตำรวจนักปลูกป่า จากอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีษะเกษบอกว่า การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น คนในพื้นที่จะต้องช่วยกัน ที่อำเภอปรางค์กู่ เดิมแห้งแล้งผมจึงลุกขึ้นมาปลูกป่าและก็มีการทำเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวางจนกลายเป็นคำขวัญประจำอำเภอ นายทุนหลายคนที่เคยร่ำรวยจากการขายสารเคมีก็เลิกขาย หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขาย เขาบอกว่าได้ทำบาปเอาไว้มากทำให้แม่ธรณีร้องไห้ ทำลายปู ปลา ในไร่นาที่เคยเป็นอาหารของผู้คนก็หายไป จึงขอไถ่บาป โดยการหันมาสนับสนุนเกษตรอินทรีย์
ท้ายสุดกำนันสมคิด สิริวัฒนากุล ลูกย่าโม จากเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนให้ความเห็นว่า เชื่อว่าแนวคิดการฟื้นฟูมีอยู่ในทุกคนมานานแล้ว เพียงแต่ต้องทำให้เป็นระบบ ทำอย่างมีการวางแผน ซึ่งในการวางแผนจะต้องเน้นกระบวนการของการทำแผน ไม่ใช่เน้นที่การทำให้ได้แผน เพื่อไปขอสนับสนุนงบประมาณ ในการทำแผนพัฒนาชุมชนทุกคนต้องมาร่วมกันคิดร่วมกันสำรวจข้อมูล จนมองเห็นตัวตนของตนเอง นี่คือกระบวนการ แผนที่ออกมา จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
คำพูดข้อคิดของปราชญ์อีสานข้างต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นโดยชัดเจนว่า การที่จะบูรณาการไปสู่การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นให้พึ่งตนเองได้ หนีไม่พ้นที่จะร่วมกันฟื้นความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้เกิดขึ้น มีความเป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทรต่อกัน ฟื้นวิถีแห่งวัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ละเลยหรือดูถูกภูมิปัญญาของตนเอง และกล้าที่จะนำภูมิปัญญาเหล่านั้นไปสู่การทำกินแบบพอเพียง และเป็นมิตรกับธรรมชาติ
สิ่งเหล่านี้ไม่อาจคิดและทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยกระบวนการจัดทำแผนมาร้อยรัดอย่างเป็นระบบ ชุมชนถึงจะเข้มแข็งพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน