ฯพณฯ ชวน หลีกภัย จะมีอายุครบ ๗๒ ปี ในวันที่ ๒๘ ก.ค. ๕๓   มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะทำหนังสือเนื่องในโอกาสนี้ และขอให้ผมเขียนถึงท่าน   ซึ่งผมถือว่าเป็นเกียรติและเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาส    และขอนำมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้

 

ฯพณฯ ชวน หลีกภัย
ปูชนียบุคคลของไทย

 

          ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาต่อเนื่องยาวนานมาก   เข้าใจว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘   ตั้งแต่ท่านยังเป็นผู้แทนราษฎรหนุ่มฝีปากกล้าอนาคตไกล   คำอภิปรายมีเสน่ห์ต้องใจชาวมหาวิทยาลัยและคนไทยทั้งประเทศ   ท่านเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อเนื่องตลอดมาแม้ช่วง ที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

          ที่ผมประทับใจคือ ท่านไม่เคยใช้ตำแหน่งกรรมการสภาหาผลประโยชน์ให้แก่เขตเลือกตั้งของท่าน หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของท่านเลย   คือท่านระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ให้เกิดขึ้น   เป็นนักการเมืองที่เชื่อมั่นได้ว่ายึดถือเกณฑ์คุณธรรมจริยธรรมที่สูง   คือเอาผลประโยชน์ของหน่วยงานที่ท่านเกี่ยวข้องเป็นตัวตั้ง    ไม่เข้าไปใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

          ผมสังเกตว่าตามปกติท่านจะฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกประเด็นสำคัญไว้    ในวาระทั่วไปท่านแทบจะไม่ได้พูดเลย    แต่เมื่อมีเรื่องร้อน หรือมีประเด็นที่มีฝ่ายนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพล เข้ามาบีบมหาวิทยาลัย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ท่านจะให้ความเห็นหรือคำแนะนำในที่ประชุม   และเข้าใจว่าในบางกรณีท่านช่วยประสานทำความเข้าใจหลักการของมหาวิทยาลัย ที่ยึดมั่นในความเป็นธรรม    ไม่เปิดช่องให้รับนักศึกษาจากการฝากฝัง หรือการเล่นพวกแบบอื่นๆ

          การที่ท่านเข้าไปนั่งในสภามหาวิทยาลัย จึงเท่ากับเป็นการเชื่อมโลกวิชาการกับโลกการเมืองเข้าด้วยกัน   ผ่านบุคคลที่ผมคิดว่าพิสูจน์แล้วว่ามีความซื่อสัตย์ และความดี เป็น “ปูชนียบุคคล” ของชาติ   โดยที่จริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยจำนวนมาก รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลีกเลี่ยงการเชิญนักการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย   แต่สำหรับ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ถือเป็นข้อยกเว้น   เพราะที่เราหลีกเลี่ยงก็ด้วยเกรงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน    แต่กรณีท่านชวน ท่านพิสูจน์แล้วว่า ไม่เคยเกิดปัญหานี้

          เรื่องนิสัยการจดบันทึกของท่านชวน น่าจะถือเป็นตัวอย่างสำหรับผู้คนที่ต้องการฝึกฝนตนเองให้เป็น “นักเรียน” อยู่ตลอดเวลา    ท่านจะมีสมุดบันทึกติดตัวตลอดเวลา และผมสังเกตเห็นท่านจดบันทึกระหว่างการประชุม   แต่ไม่เคยอ่านสมุดบันทึกของท่าน จึงไม่รู้วิธีจด   แต่เคยสังเกตเห็นว่า บางครั้งระหว่างนั่งประชุม ท่านจะวาดรูป   บางครั้งก็เป็นรูปคนที่นั่งประชุมอยู่นั้นเอง   เข้าใจว่าการวาดรูปเป็นการพักผ่อนสมองของท่าน   ผมเคยรู้สึกเสียดายว่าถ้าผมมีความสามารถด้านวาดรูปง่ายๆ บ้างก็จะดี    คงจะช่วยผ่อนคลายสมองได้ทางหนึ่ง 

          เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเขียนแสดงมุทิตาจิตในโอกาสเกษีนณอายุราชการต่อมิตรรุ่นน้องคนหนึ่ง คือ ท่านอดีตอธิบดี นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา   มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ดังนี้

          “… ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐ ผมได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับคุณหมอณรงค์ศักดิ์ และมีความประทับใจในความว่องไวปราดเปรื่องของท่าน    จึงขอนำมาเล่าไว้ในที่นี้

          ช่วงนั้นผมทำหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    คุณหมอณรงค์ศักดิ์ ซึ่งเป็นรุ่นน้องหลายปี เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกระบี่   ทางกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตกลงทำความร่วมมือกัน ในการพัฒนาสาธารณสุขของภาคใต้   ได้ร่วมกันจัดตั้ง คปสต. (คณะกรรมการพัฒนาสาธารณสุขภาคใต้) โดยมีคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ คือผม เป็นแกนหลัก   ทางกระทรวงสาธารณสุขมี นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข (ชื่ออาจไม่ตรงตามตัวอักษร) เป็นแกนหลัก   และมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้ ๑๔ จังหวัดเป็นกรรมการ    รวมทั้งนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่มีความร่วมมือในการผลิตแพทย์กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  

          ตอนนั้น นพ. ณรงค์ศักดิ์เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดใหม่ๆ ซิงๆ    และหนุ่มที่สุดใน ๑๔ ท่าน   รวมทั้งแม่นวิชาการที่สุดด้วย   เราจึงทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนพัฒนาการใหม่ๆ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาคใต้อย่างสนุกสนาน 

          โดยที่ คปสต. มีนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกลของภาคใต้ คือคุณชวน หลีกภัย รับมาเป็นประธาน   และต่อมาท่านก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   ผมได้ไปเรียนขอร้องท่านว่าขอให้ยังเป็นประธาน คปสต. ต่อไป ซึ่งท่านก็ยอม   การประชุม คปสต. ในช่วงนั้นจึงคึกคักมาก …”  

          การทำงาน คปสต. ในครั้งนั้น ทำให้ผมใกล้ชิดท่าน และได้ประจักษ์ในความเอางานเอาการ และการมองภาพใหญ่ ยึดถือหลักการของท่าน   ยิ่งตอนที่ผมมาทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. ระยะต้นๆ เป็นช่วงที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี    ในท่ามกลางมรสุมของการวิ่งเต้นปัดแข้งปัดขาเรื่องงบประมาณ   ท่านให้งบประมาณแก่ สกว. เต็มที่ตามที่เราเสนอ    โดยท่านบอกกับผมเป็นการส่วนตัว ว่าท่านเห็นว่างานวิจัยเป็นสิ่งสำคัญต่อบ้านเมือง   ท่านจึงจัดให้อย่างเต็มที่    โดยที่ท่านไม่เคยเข้ามาขอให้จัดสรรทุนวิจัยให้แก่บุคคลหรือสถาบันใดๆ เลย  

          ในช่วงที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนี้   ท่านได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายสังคม ขึ้นมาขับเคลื่อนการพัฒนาความเข้มแข็งของชนบท   โดยมีกรรมการมาจากทุกภาคส่วน และท่านได้ตั้งผมเข้าไปเป็นกรรมการด้วย   ทำให้ผมได้เห็นความตั้งใจจริงที่จะสร้างความเจริญให้แก่ชนบท ให้คนยากจนได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน   ผมคิดว่าท่านนายกชวนได้ทำงานเพื่อคนจนไม่น้อยกว่านายกรัฐมนตรีท่านใดๆ ในประวัติศาสตร์ไทย    โดยที่ท่านเน้นทำเชิงระบบ เช่นเรื่องการกระจายอำนาจการปกครอง ที่เกิดมี อบต. และเทศบาลขึ้นมากมาย และงบประมาณแผ่นดินกระจายสู่ชนบทกว่า ๒๕% ในขณะนี้   ผมก็เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลท่านชวน   แต่ชาวบ้านไม่ค่อยตระหนัก เพราะท่านไม่ได้ใช้แนวทางประชานิยม   ใช้หลักการนิยม

          เรื่องความเป็นธรรมในสังคมนั้น ผมได้สัมผัสท่านชวนด้วยตนเองจากเหตุการณ์หนึ่ง   ที่ สกว. ได้ให้ทุนวิจัยแก่นักวิชาการคารมกล้าให้วิจัยภาพรวมของสังคมไทย   ผลของการวิจัยออกมาในการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน   สื่อมวลชนก็เอาข้อมูลไปตีความหรือแปลงความต่อ   มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเอาไปพาดหัวข่าวเล่นงานรัฐบาลที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี    ท่านโทรศัพท์มาหาผมถามว่า สกว. ให้ทุนนี้หรือ   ทำไมจึงให้ทุนแก่โครงการวิจัยที่ให้ผลเป็นอคติเช่นนี้   ท่านพูดด้วยความน้อยใจ   เพราะท่านสนับสนุน สกว. มาก   ผมได้เรียนท่านว่า ข้อความในพาดหัวข่าวนั้นเป็นการตีไข่ใส่สีของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น   แต่ขอให้อ่านสาระของผลการวิจัยตามในเนื้อความในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ รวมทั้งฉบับนั้นด้วย   จะเห็นว่าสาระเกือบทั้งหมดสะท้อนความสำเร็จของรัฐบาล   ท่านบอกผมว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นโกรธท่าน และหาทางโจมตีท่าน เพราะขอตำแหน่งให้นายตำรวจท่านหนึ่งแล้วไม่ได้   ผมจำเหตุการณ์นี้ได้แม่นยำ และตีความว่า เป็นตัวอย่างหนึ่งของนักการเมืองที่มีความเป็นธรรม   การโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตามผลงานและความเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง   ไม่ใช้ผลประโยชน์ของเจ้าของหนังสือพิมพ์ 

          ในโอกาสที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย จะมีอายุครบ ๗๒ ปี ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นี้   ผมขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย และผู้ทรงคุณงามความดีทั้งปวงในโลก จงอำนวยพรให้ท่านมีความสุขในทุกๆ ด้าน   และทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยในฐานะผู้อาวุโส และปูชนียบุคคล ต่อไปอีกนาน

 

วิจารณ์ พานิช
๔ มิถุนายน ๒๕๕๓

 


วิจารณ์ พานิช
๔ มิ.ย. ๕๓