รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน DCAR (Diary Classroom Action Research)
เราคุณครูในวิชาชีพครู ปัจจุบันจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในชั้นเรียนห้องเรียนหนึ่งๆ จะพบเด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมการเรียนรู้แตกต่างกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตามทัศนะของผู้ศึกษา ได้แก่ นักเรียนกลุ่มเรียนเก่ง กลุ่มปานกลางสูง กลุ่มปานกลางต่ำ กลุ่มเรียนอ่อน โดยนักเรียนกลุ่มเรียนเก่ง หรือเราจะเรียกนักเรียนกลุ่มนี้ว่า “ฉลาด” สามารถเรียนรู้ได้ไว สอนง่าย มีความจำดี คิดต่อยอดจากคุณครูได้ นักเรียนกลุ่มนี้มักจะเรียนได้ดี ไม่ว่าครูจะนำรูปแบบการสอนใด เนื้อหาลักษณะไหน ผลคะแนนการทดสอบจะมีระดับคะแนนสูงกว่า เพื่อนนักเรียนกลุ่มที่เป็นรองกว่า ถ้าจะพิจารณาในห้องเรียนหนึ่งๆนั้น จะมีนักเรียนกลุ่มเก่งที่มีความ ฉลาดที่โดดเด่นออกมาเพียงกลุ่มเดียว ส่วนเด็กนักเรียนที่เหลือเป็นนักเรียนกลุ่มรองลงมา จะเป็นไปได้ไหมที่คุณครูจะพัฒนานักเรียนกลุ่มรองให้เป็นนักเรียนกลุ่มเก่งทุกคน โดยพัฒนาจากกลุ่มนักเรียนแบบขั้นบันไดก้าวที่ละขั้นจนนักเรียนทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มเก่งได้ ซึ่งคุณครูคงจำกันได้ว่าในอดีต เรามีนักเรียนที่เรียนเก่งบางวิชา ไม่เก่งบางวิชา มีนักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียน ครูสอนไปนักเรียนเล่นกัน พูดคุยแข่งกับครู ไม่ทำการบ้าน นักเรียนบางคนเรียนเก่งมากตอนประถมศึกษาพออยู่ในระดับมัธยมศึกษาระดับผลการเรียนก็ลดลง เราคุณครูไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่า นักเรียนทั้งหลายที่ผ่านการสอนจากคุณครู จะประสบความสำเร็จเมื่อเติบโตขึ้น นักเรียนแต่ละคนล้วนมีจุดแข็งจุดอ่อนอยู่ในตัว ที่ไม่สามารถพัฒนาให้นักเรียนทุกคนเป็นนักเรียนกลุ่มเรียนเก่งได้ ในรูปแบบที่คุณครูต้องการ เมื่อเวลาผ่านไป เราคุณครูกลับมามองเด็กนักเรียนซึ่งปัจจุบันเด็กนักเรียนไม่ใช้เด็กอีกต่อไป พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตามรูปแบบที่นักเรียนได้เลือกเป็น เลือกเอง ความทรงจำในอดีตของคุณครูในอดีตที่คุณครูมีต่อนักเรียนเทียบกับสิ่งที่เห็นในวันนี้ พรพิไล เลิศวิชา (2552, หน้า 3-7) กล่าวไว้เกี่ยวกับการพัฒนานักเรียนดังนี้ นักเรียนที่จบปริญญาแล้ว (และแน่ละบางคนไม่จบ และลาออกกลางคัน) ข่าวที่กลับมาถึงคุณครูช่างน่าประหลาดใจ นักเรียนเดินไปบนเส้นทางที่ต่างกัน กลับกลายเป็นว่ามิใช่มีแต่นักเรียนเก่งที่สอบได้ที่ 1-5 เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จเด็กอันดับอื่นๆ ต่างมีทางเลือกของตนเอง และมีบางคนก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างงดงาม ทั้งๆ ที่เคยเป็นเด็ก “ไม่เอาถ่าน” มาก่อน ถึงตอนนี้การวัดผลและการสอบ ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก เราได้ตัดสินชีวิตเด็กไปแล้ว ตั้งแต่เขาจบชั้นประถม มัธยมและมหาวิทยาลัย เราแก้ไข “การทดสอบ” ใหม่ไม่ได้แล้ว เรารู้แต่เพียงว่า “การทดสอบ” ที่ผ่านมาแล้วไม่ใช่สิ่งที่อธิบาย ได้หมดว่าเด็กเป็นอย่างไรกันแน่ มีอะไรผิดพลาด ไม่สมบูรณ์อยู่ในกระบวนการทดสอบหรือเปล่า เป็นสิ่งที่น่าคิด คุณครูจำเป็นต้องมองดูนักเรียน และอนาคตของเด็กเสียใหม่ วิธีการที่ใช้อยู่ ทำให้เด็กนักเรียนไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสสอบได้ที่ดีๆ แต่แท้จริงแล้ว เด็กทุกคนมีความเฉลี่ยฉลาดกันคนละแบบ เผอิญว่า โรงเรียนต้องการเห็นความสำเร็จชัดชัดๆ แบบเดียวคือ แบบ “ได้ที่ 1-5” เท่านั้นต่างหาก ความเฉลียวฉลาดของเด็ก “ที่เหลือ” เหล่านี้จึงมักไม่ได้รับความสนใจและถูกทอดทิ้ง เด็กที่ฉลาดจำนวนมากมักจะค่อยๆ หาช่องทางพัฒนาตนเองขึ้นมา จนวันหนึ่งก็ประสบความสำเร็จ กลายเป็นคนสำคัญของหมู่บ้าน ของบริษัท ของกรมกอง ของจังหวัด ของรัฐบาลและของประเทศชาติ ซึ่งแน่นอน อาจมีบางคนไม่ทันได้เติบโตพบความสำเร็จ แต่โชคร้ายหลงทาง หรือ “พลัด” ตกลงไปในวงจรอันเลวร้าย และกลายเป็นคนล้มเหลวไปในที่สุด ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน กับดักแรกที่สำคัญคือ วิธีการสอบ (testing) โดยที่ผู้จัดสอบคิดว่า ความรู้ ความฉลาด ของเด็กจะต้องถูกวัดออกมาให้ได้ทันทีในเวลาที่กำหนด อันที่จริงโรงเรียนไม่ได้ทำการสอบแค่ครั้งเดียว แต่ทำหลายครั้ง เพื่อให้โอกาสนักเรียนได้พัฒนาตนเอง และใช้ระบบคะแนนสะสม แต่แม้จะใช้ระบบนี้ การสอบทุกครั้งก็จะมีเด็กที่ได้คะแนนน้อย และพัฒนาช้าจะตกเป็นเป้าสำหรับครู ทั้งๆ ที่ตามหลักการพัฒนาการทางสมองนั้น สมองต้องอาศัยระยะเวลาช่วงหนึ่ง (ซึ่งขอย้ำว่า ไม่เท่ากันในแต่ละคน) กว่าจะพัฒนาไปถึงจุดที่ต้องการ กับดักที่สอง คือ กับดักต้องการค้นหาความเป็นเลิศ หรือคัดเอาผลที่ดีที่สุด ออกมาจากนักเรียนทั้งหมดแต่เพียงอย่างเดียว โดยมีความเชื่อว่า การจัดลำดับจะช่วยให้เด็กทุกคนรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน และก้าวไปข้างหน้าได้ คนที่อยู่ลำดับหลังๆ คือคนที่ไม่ฉลาด และอาจอยู่ในประเภทรอการคัดออกต่อไปในชั้นสูง การค้นหาความเป็นเลิศนี้ เริ่มทำมาจังแต่เด็กยังอยู่ระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ก็มีปัญหาบางประการเกิดขึ้น กล่าวคือ ในวัย 7-8 ปีนี้ พัฒนาการทางสมองของเด็ก ยังอยู่ในระยะของการสะสมประสบการณ์และข้อมูลมากกว่า ส่วนคิด ตัดสินใจ และแก้ปัญหา จะพร้อมพอสมควรก็ล่วงเข้าสู้วัย 20-25 ปี ดังนั้น อย่าให้ความสำคัญกับการค้นหาเด็กฉลาดบนโลกนี้มากเกินไป เพราะการตัดสินเด็กโดยการสอบวัด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ได้บอกอะไรแน่นอนเกี่ยวกับเด็กคนนั้นในเวลาที่เหลือของชีวิต ถ้าเรารู้ว่าสมองอาศัยเวลาและประสบการณ์ที่จะพัฒนาความฉลาดขึ้นมา สิ่งที่น่าสนใจกว่าน่าจะเป็นว่า เราจะใช้อะไรพัฒนาสมองในช่วงเวลาใด อย่างไรต่างหาก
ผู้ศึกษาในฐานะครูได้พยายามคิด แสวงหาความรู้ เพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่าจะมีวิธีการใด ที่ครูสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาการจัดการเรียนรู้ พัฒนานักเรียนและสิ่งเหล่านี้สามารถทำเป็นผลงานทางวิชาการ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาในเวลาเดียวกัน โดยตั้งสมมุติฐานคือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วยเหตุผลที่ว่า เมือใดก็ตามที่ครูจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการวิจัยในชั้นเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น โดยงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเรียกว่า CAR (Classroom Action Research) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ PAOR (Plan Act Observe Reflect)
1. Plan วางแผนหลังจากที่วิเคราะห์และกำหนดปัญหา
2. Act ปฏิบัติการตามแผนที่กำหนด
3. Observe สังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ
4. Reflect การสะท้อนผลหลังการปฏิบัติเพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมวิพากษ์
นำผลที่ได้จากการสะท้อนผลไปสู่การปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติต่อไป เป็นวงจรวิจัยปฏิบัติการ
|
Act |
|
Reflect |
|
Plan |
|
Observe |
|
Plan |
|
Observe |
|
Plan |
|
Observe |
|
Act |
|
Act |
|
Reflect |
|
Reflect |
แผนภาพที่ 1 แสดงวงจรการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
(อ้างอิง : สุวิมล ว่องวาณิช, 2552 หน้า 23)
จากแนวคิดรูปแบบการวิจัย CAR ผู้ศึกษาได้พัฒนาเป็น DCAR (Diary Classroom Action Research) มี 4 ขั้นตอน คือ PDAER
1. Problem ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดการเรียนรู้
2. Development การแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้
3. Action ปฏิบัติการตามแนวทางที่ได้พัฒนาขึ้น
4. Evaluation ประเมินผลการเรียนรู้
5. Reflect สะท้อนผลการการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างครูกับนักเรียนและเพื่อนครู
|
P |
|
D |
|
E |
|
R |
|
A |
|
P |
|
D |
|
E |
|
R |
|
A |
|
P |
|
D |
|
E |
|
R |
|
A |
แผนภาพที่ 2 แสดงวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน
(พัฒนาโดย วรากุล ตุ่นเครือ)
จากแผนภาพที่ 2 เป็นวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้งที่ครูมักจะพบปัญหาด้านความสามารถทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความแตกต่างกัน (Problem) ครูต้องคิดวิธีการพัฒนานักเรียนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนให้มีความสามารถเป็นไปตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดของหลักสูตร (Development) นำวิธีการที่ได้จากการพัฒนาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน (Action) ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดหลักสูตรเพื่อแบ่งกลุ่มความสามารถทางการเรียนรู้ (Evaluation) ครูร่วมกับนักเรียนวิพากษ์การจัดการเรียนรู้เพื่อทราบ จุดเด่น จุดด้อย ปัญหา และครูนำผลจากการจัดการเรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครู เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาพร้อมบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ (Reflect) โดยมีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อหาวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพนักเรียนทุกครั้งกลายเป็นวงจรวนเวียนจนเสร็จสิ้นปีการศึกษา
แนวคิดในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติในชั้นเรียน DCAR (Diary Classroom Action Research) พัฒนา ต่อยอดจาก ศ.ดร.สุวิมล ว่องวานิช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแนวคิด ศน.เกษแก้ว ปวนแดง ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 6โดยมีความเชื่อที่ว่า วิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน DCAR มีความเหมาะสมกับตนเองและเพื่อนครูผู้สอนระดับการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ตามที่ได้เรียบเรียงดังนี้
ครูต้องปรับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับยุคสมัยซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ครูไม่สามารถนำเนื้อหาสาระมาจัดการเรียนรู้ได้ทั้งหมด ภารกิจของครูไม่สามารถเสร็จสิ้นภายในห้องเรียน ครูมีภาระงานอื่นๆอีกที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาทั้งระบบ แต่ครูควรจะมีเวลาทบทวนผลการทำงานในแต่ละวันว่า “สามารถนำพานักเรียนผ่านมาตรฐาน ตัวชี้วัดหรือไม่ ถ้าไม่จะทำอย่างไรต่อไป” ระบบการศึกษาของประเทศไทยทำให้ครูเหนื่อยกับภารกิจนอกเหนือการจัดการเรียนรู้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ครูต้องมีการประเมินตนเองหลังจากการสอนทุกครั้งเพื่อพัฒนาปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป
การปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง 2552 เมื่อทบทวนการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่หนึ่ง 2542 อะไรที่ทำให้ครูเหนื่อยแล้วไม่ได้พัฒนานักเรียนปฏิรูปการศึกษารอบสองควรนำมาแก้ไข นั้นคือต้องปฏิรูปภาระงานของครูด้วย และที่ครูจะทิ้งไม่ได้นั้นคือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หมวดที่ 4 ที่ระบุว่า ครูต้องทำวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ “การทำวิจัยในชั้นเรียนที่ครูสอน เป็นกระบวนการหนึ่งที่ครูใช้ในการประเมินการสอนของครูเพื่อพัฒนาวิธีการสอนของครูและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนไปพร้อมกัน ซึ่งเรียกงานวิจัยลักษณะนี้ว่า วิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน” และเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะที่ครูสอน ซึ่งสอดคล้องกับวิถีการทำงานของครู จะแยกออกจากการสอนไม่ได้
การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ DCAR เป็นการสอนนักเรียนพร้อมเก็บข้อมูลรวบรวมข้อมูลไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อนำข้อมูล ปัญหาที่พบพัฒนาการสอนของครูการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการคิดวางแผนแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาอย่างเป็นระบบ ถ้าครูการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเราไม่ทำแบบนี้เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับงานวิจัย เวลาในการสอนจะลดลงนักเรียนอาจจะได้รับผลกระทบจนอาจกล่าวได้ว่า “ครูเอาเวลาไปทำผลงาน วิจัย ครูทิ้งนักเรียน เวลาที่ครูสอนนักเรียนให้ความรู้จึงน้อยลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง” ครูอุทิศเวลาให้นักเรียนน้อยลง ปรับเปลี่ยนเป็นครูต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนที่กำลังเกิดขึ้นขณะนั้นเป็นปัจจุบัน เพราะจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน ไม่ใช่ว่างานวิจัยที่ทำอยู่จะใช้พัฒนานักเรียนปีการศึกษาต่อไป ซึ่งนักเรียนที่เรียนอยู่ในปัจจุบันไม่ได้รับการพัฒนาจากการทำวิจัย วิธีแก้ปัญหาในปีการศึกษาก่อนอาจใช้ไม่ได้ในปีการศึกษาปัจจุบันหรือกล่าวได้ว่า “ปัญหาปัจจุบันคิดสร้างพัฒนาสำหรับใช้คราวหน้า สุดท้ายเด็กที่มีปัญหาไม่ได้รับการพัฒนาจากการวิจัยในปัจจุบัน” ส่วนในปีการศึกษาต่อไปครูสามารถต่อยอดงานวิจัยเชิงปฏิบัติการปีการศึกษาที่ผ่านมาได้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น ถ้าครูจัดทำการวิจัยต่อยอดไปทุกปีการศึกษา ถ้าถามครูว่า “ครูทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาตนเองพร้อมพัฒนานักเรียนหรือมุ่งหวังเพื่อตำแหน่งเป็นหลัก ต่อเมื่อได้รับตำแหน่งที่หวัง ครูมักจะหยุดไม่ทำวิจัยในประเด็นที่เห็นควรพัฒนาแก้ปัญหาอื่นอีกต่อไป หรือบางท่านอาจกล่าวว่าเวลาที่เหลือของครูในหนึ่งวันนั้นหมดกับภาระงานอื่นๆ ด้วยซ้ำ” นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยจะทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในศาสตร์ที่ตนเองถนัดมีความสามารถด้วยการตอบคำถามการวิจัยที่หนักแน่นแสดงภูมิรู้ของตนเอง แต่ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานหาได้เป็นแบบนั้นไม่
ด้วยภาระงานประจำของครู ส่งผลให้ครูมีเวลาในการศึกษาเอกสาร ทฤษฎีน้อย หรือมีเวลาศึกษาได้อย่างเต็มที่ ครูจึงมีเวลาเหลือน้อยในการปฏิบัติการทำวิจัยอย่างเต็มรูปแบบตามที่ควรจะเป็น ความยากลำบากในงานวิจัยเต็มรูปแบบ (Formal Research) ทำให้ครูท้อแท้ด้วยความหวังที่จะสร้างผลงานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนโดยตรง ปัญหาที่ครูทำเป็นปัญหาที่ครูเลียนแบบงานวิจัยของนักวิชาการ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน งานวิจัยแบบนี้ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาพัฒนานักเรียนในชั้นเรียนงานวิจัยของนักวิชาการ ครูไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีไม่ทันต่อเหตุการณ์ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในห้องเรียน เพราะในขณะที่ครูสอนได้เกิดปัญหาขึ้น นักเรียนต้องการความช่วยเหลือจากครู ซึ่งที่ผ่านมาครูสร้างเพื่อนำไปใช้ปีการศึกษาต่อไป ถึงเวลานั้นนักเรียนที่มีปัญหาไม่อยู่ให้ครูได้แก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนา ครูจึงต้องทำวิจัยให้สอดรับกับวิถีการทำงานของครูให้เป็นปรกติประจำวัน แม้รูปแบบเบื้องต้นจะเป็นวิธีการไม่ถูกต้องตามมาตรฐานของงานวิจัยทางวิชาการ แต่นี่คืองานวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับงานปรกติของครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน
DCAR เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน มุ่งหาคำตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการดำเนินการส่วนหนึ่งของการสอนปรกติ โดยใช้ขั้นตอนการทดลองใช้ยุทธวิธีกระบวนการใหม่ๆ ที่ครูคิดขึ้นพัฒนาขึ้นจากแนวคิดต่างๆ เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ตัวบงชี้ทางการเรียนรู้ตามหลักสูตร ครูสามารถดำเนินการวิจัยปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายปัญหาควบคู่กับการสอน (สามารถหลอมรวมหลายปัญหาเป็นปัญหาเดียว เป้าหมายเดียวเพื่อสะดวกต่อการวิจัย) กระบวนการค้นหาคำตอบของปัญหาเพื่อพัฒนาควรใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เพื่อให้ข้อค้นพบมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ได้จริง เมื่อทำการพัฒนาต่อยอดทุกปีการศึกษาสามารถใช้ได้ผลดี แก้ปัญหา พัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด วิธีการกระบวนการที่ใช้ในการเรียนรู้สามารถเป็นองค์ความรู้ที่เป็นต้นแบบเผยแพร่ขยายผลได้
การทำวิจัยปัญหาที่เกิดจากสภาพปัญหาจริงขณะนั้น ครูไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ แก้ปัญหาได้ครูต้องคิดหาวิธีใหม่ เพราะบริบทเปลี่ยนวิธีที่เคยใช้ได้ผลอาจจะไม่ได้ผลสำหรับอีกกลุ่มเป้าหมาย กระบวนการวิจัย DCAR เป็นไปอย่างง่ายๆ ครูสามารถใช้ข้อมูลในสถานการณ์ระหว่างจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนค้นหาคำตอบ ของคำถามการวิจัย เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องดำเนินการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติการสอน โดยใช้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ครูมีหน้าที่คิดหาวิธีการแก้ปัญหาการเรียนรู้ ด้วยการพัฒนาอย่างเหมาะสมภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ถ้าครูทั้งโรงเรียนร่วมกันทำให้เกิดเป็นรูปธรรมสามารถสร้างเป็นผลงานนวัตกรรมระดับสถานศึกษาเป็นแบบอย่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาต่อยอด
ถ้าครูสามารถทำวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ DCAR ซึ่งได้พัฒนาต่อยอดจากการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่เรียกว่า “Classroom Action Research” แต่ต้องการให้งานวิจัยเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนรู้ที่ควบคู่การทำงานวิจัย จึงเติมคำว่า Diary เป็นการบันทึกเรื่องราวการสอนทุกครั้งที่สอน (บันทึกหลังการสอน) ในรอบปีการศึกษาว่าครูสอนอะไร อย่างไร ปัญหาที่พบครูแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด ได้ผลหรือไม่ สอนแล้ว ผมสัมฤทธิ์เป็นไปตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด หรือไม่ สิ่งที่ครูค้นพบระหว่างการจัดการเรียนรู้หลอมรวมกันในหนึ่งปีสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ ที่เพื่อนครูสามารถแลกเปลี่ยนศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาแนวทางการพัฒนา นำไปปรับประยุกต์ใช้ ถ้าทุกโรงเรียนทำเช่นเดียวกันประเทศไทยจะมีองค์ความรู้ใหม่ที่มีความหลากหลายเต็มไปหมด นั้นหมายความว่าผลที่ได้จากงานวิจัยจะส่งถึงนักเรียนอย่างมีคุณภาพ สังคมไทยจะเต็มไปด้วยสังคมแห่งการเรียนรู้ ใช่แต่จะรอให้นักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการเรียนรู้ให้แต่ครูฝ่ายเดียว เสมือนว่าครูการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเรา แสวงหาความรู้เองไม่เป็น สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เองไม่ได้
พื้นฐานงานวิจัยมาจากปัญหา ความสงสัย และความต้องการที่จะขจัดปัญหาข้อสงสัยให้หมดไป หรือพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อที่ต้องการช่วยเหลือนักเรียนให้มีความสามารถทางการเรียนเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการที่ครูคิดขึ้นจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาของการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น แล้วตั้งประเด็นคำถามการวิจัย เพื่อค้นหาคำตอบด้วยกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริง เป็นขั้นตอนของเรื่องราวการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน เมื่อครูทำวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเสร็จแล้ว ควรเผยแพร่ให้เพื่อนครูหรือนักการศึกษา สาธารณชนได้รับทราบ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูให้ก้าวหน้า
วิธีการวิจัยตามแนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ครูได้นำเรื่องราวสะท้อนผลการแก้ปัญหาและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเขียนบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดการเรียนรู้ ว่าการจัดการเรียนรู้ของครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในแต่ล่ะครั้งไม่ใช่การปฏิบัติที่ง่ายราบรื่นทุกครั้ง ครูต้องพบกับปัญหาเกี่ยวกับนักเรียนมากมายซึ่งปัญหามีหลากหลายรูปแบบไม่สามารถกำหนดการล่วงหน้าได้ ครูต้องค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ และจัดเตรียมวิธีการที่ได้พัฒนาพร้อมตั้งสมมุติฐานวิธีการจัดการเรียนรู้ที่น่าจะใช้ได้นำไปจัดการเรียนรู้ ระหว่างการจัดการเรียนรู้ครูสามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น กระบวนการ วิธีการ ใบความรู้ ใบงาน แบบฝึกหัด แบบทดสอบ แบบสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียน การสอนของครู การสนทนาระหว่างการเรียนรู้ครูกับนักเรียน คะแนนจากการประเมิน การจัดลำดับความสามารถทางการเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนา เป็นข้อมูลในการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ครูเป็นผู้ควบคุมเพราะเกิดขึ้นจากสภาพจริงในชั้นเรียนโดยมีนักเรียนเป็นกลุ่มเป้าหมาย
|
บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ |
|
P |
|
D |
|
A |
|
E |
|
R |
|
การจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการวิจัย |
|
สิ้นปีการศึกษา |
ปัญหา พัฒนา ปฏิบัติ ประเมิน สะท้อนผล รายงานการวิจัย
แผนภาพที่ 3 แสดงวงจรการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการวิจัย DCAR
การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นกระบวนการวิจัยที่ครูทำการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้ที่ครูคิดขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหาพัฒนานักเรียน มีการตรวจสอบผลการใช้ และปรับวิธีการเพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับนักเรียนมากที่สุด อีกทั้งการจัดทำวิจัยควบคู่กับการสอน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการพัฒนาตัวครู ผู้มีส่วนร่วมและนักเรียนอย่างต่อเนื่อง
การจัดการเรียนรู้ของครูครั้งแรกเมื่อทำการทดสอบด้วยการประเมินผลตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด เมื่อผลสัมฤทธิ์ไม่เป็นไปตามกำหนด ครูต้องตั้งปัญหาความสงสัยในการจัดการเรียนรู้ที่อาจเกิดจากครูเองหรือนักเรียน จะเป็นด้วยวิธีการสอนหรือสมรรถนะของนักเรียน มีอะไรเกิดขึ้นเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จะแก้ปัญหา พัฒนาด้วยวิธีการใด นำไปสู่การวางแผนการพัฒนา ครูต้องกำหนดปัญหา ตั้งคำถามเพื่อคิดหาวิธีการที่จะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างเจาะจง สร้างวิธีการแนวทางเพื่อนำไปใช้พัฒนานักเรียนพร้อมเก็บข้อมูล บันทึกการสอนทุกครั้งหลังการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ หาข้อสรุปผลเพื่ออภิปราย เขียนเป็นรายงานการวิจัย เผยแพร่ข้อค้นพบหรือจะเรียกว่า “การแก้ปัญหาเพื่อพัฒนานักเรียนขณะเรียนรู้” ซึ่งผลจากการแก้ปัญหาจะได้รับการสะท้อนหลังจากการนำไปใช้ทันที สมมุติฐานในการแก้ปัญหา วิธีการไปใช้พัฒนานั้นอาจเป็นข้อมูลที่รวบรวมได้ระหว่างการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการวิจัย และใช้วิธีการที่ครูคิดขึ้นนำไปจัดการเรียนรู้ ส่วนการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้นั้น ได้จากแบบทดสอบ กระบวนการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างใช้หรือครูร่วมกับนักเรียนเป็นผู้สะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ก็ได้
รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน DCAR (Diary Classroom Action Research)
Diary คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนรู้ของนักเรียนโดยมีครูเป็นผู้จัดการเรียนรู้
Classroom คือ ห้องเรียนหรือสถานที่ครูนำนักเรียนไปเรียนรู้เพื่อเกิดการเรียนรู้
Action คือ การปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนด้วยวิธีการของครูหรือนักเรียนร่วมกัน
Research คือ การวิจัยค้นหาความจริงโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ข้อแตกต่างของงานวิจัยทางวิชาการ กับงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน DCAR กล่าวคือนักวิชาการมีบทบาทที่เฝ้ามอง เมื่อคิดสร้างเครื่องมือเพื่อพัฒนานำให้กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้ รอผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้เครื่องมือ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล เขียนรายงานการวิจัย แต่ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานจะแสดงบทบาทเป็นผู้คิดค้นพัฒนา นำไปใช้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วยตนเองทุกขั้นตอน
สรุปได้ว่า รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน DCAR เป็นกระบวนการที่มีเป้าหมายเพื่อครูจะได้คิดแสวงหาวิธีการที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียน ช่วยค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดของหลักสูตร นักเรียนเมื่อได้วิธีการจากครูสามารถคิดต่อยอดจากสิ่งที่ครูให้ เพื่อพัฒนาตนเองให้เกิดประสิทธิผลต่อนักเรียน ครูต้องทดสอบสะท้อนวิธีการที่นำไปใช้วิธีใดช่วยพัฒนานักเรียนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น นักเรียนต้องค่อยควบคุมตนเองเรียนรู้ด้วยตนเองให้เป็น ต่อยอดจากวิธีการ เรื่องราวที่ครูถ่ายทอด ครูทำการบันทึกหลังการสอนเพื่อเป็นข้อมูลในการวิจัย ครูและนักเรียนต้องร่วมมือกันในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ในระหว่าเรียนรู้ครูและนักเรียนต้องพูดคุยหารือเกี่ยวกับวิธีการ ผลการเรียนรู้ที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ครั้งต่อไป วนเวียนพัฒนาจนสิ้นสุดปีการศึกษา เขียนรายงานการวิจัยเผยแพร่สิ่งที่ค้นพบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครู สำหรับรูปแบบการเขียนรายงานสามารถเขียนแบบเป็นทางการวิชาการหรือแบบไม่เป็นทางการขึ้นอยู่กับเวลาและความเหมาะสม ซึ่งถ้าครูทุกท่านสามารถร่วมกันปฏิบัติตามแนวทางนี้ประเทศไทยจะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อุดมด้วยปัญญา นักเรียนจะเป็นนักเรียนที่มีคุณภาพตามมาตรฐานตัวชี้วัดหลักสูตรอย่างแน่นอน
หมายเหตุ
บทความฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งบอกไม่ได้ว่ามีกี่ตอน ผู้ศึกษาใช้เวลาในการอยู่เวรรักษาความปลอดภัย เสาร์-อาทิตย์ ในการเขียน/เรียบเรียง ผู้ศึกษาพยายามจะเขียน/เรียบเรียง จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์และนำเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะรูปแบบงานวิจัยนี้ผู้ศึกษาคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อความใดที่ไม่น่าจะเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ ของเดิมดีอยู่แล้ว ทำไมต้องพัฒนาด้วย หรือต้องการวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะติชม ผู้ศึกษาขอน้อมรับด้วยใจและขอบคุณในความเมตตา ท่านสามารถติดต่อผู้ศึกษาได้ที่ Email : [email protected]
หรือสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ศึกษาเพิ่มเติมโดย พิมพ์ วรากุล ตุ่นเครือ ใน Google สวัสดีครับ...
เอกสารอ้างอิง
พรพิไล เลิศวิชา. ครูเก่งเด็กฉลาด. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2552.
สุวิมล ว่องวาณิช. การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552.