เก่ง ดี มีสุข ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่ครูและอาจารย์ จะมีเทคนิคการสอนอะไรบ้างที่ช่วยให้ลูกศิษย์ เก่ง ดี และมีสุข

สวัสดีครับ

วันนี้ผมขอนำเสนอการถอดบทเรียนที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการเรียนการสอน หัวข้อ สอนให้ศิษย์ เก่ง ดี มีสุข

 

 

 

เริ่มต้นด้วยรองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ รศ.นพ.สุรพล วีระศิริ ได้กล่าวให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบว่า ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือ KM มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการทำงานให้มีคุณภาพมากขึ้น

 

 

 

รศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร (อาจารย์อาวุโสภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ อดีตรองอธิการบดี อดีตคณบดีคณะแพทย์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาล) ได้นำเสนอเกี่ยวกับเทคนิคของอาจารย์ดังต่อไปนี้

 

อาจารย์กล่าวว่า เก่งอย่างไร ดีอย่างไร มีสุขเป็นอย่างไร?

 

สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างเป็นเรื่องของนามธรรม เพราะว่าคนที่เก่งที่เป็นที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง อาจเป็นรองจากอีกโรงเรียนหนึ่ง ก็ได้

 

 

อาจารย์นำเสนอข้อมูลที่ไปค้นคว้ามา

เก่ง เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ความสามารถทางใดทางหนึ่ง หรือ การทำเช่นนั้นบ่อยๆ เช่น กินเก่ง อ่านเก่ง

 

ดี เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง เป็นไปในทางที่ต้องการน่าปรารถนา น่าพอใจ เช่น การซื้อที่เราไปซื้อของ เราต้องการของหรือสินค้าที่ดีๆ ที่เราชอบ

 

มีสุข คือ มีความสะดวก ความสบาย น่ายินดี น่าพอใจ

 

 

สำหรับเทคนิคการสอนให้ศิษย์ ดี เก่ง และ มีสุข น่าจะทำเป็นอย่างไร?  อาจารย์ได้มานั่งคิดถึง วิธีการสอนของอาจารย์เองที่ผ่านมา ตั้งแต่สอนพ่อจนมาถึงรุ่นลูก (พ่อจบหมอที่ ม.ขอนแก่น ลูกก็เรียนหมอที่ม.ขอนแก่น)

 

 

สอนแพทย์ อาจารย์ได้เน้นการสอนที่ผู้เรียนสามารถไปประกอบอาชีพได้ (พร้อมทำงาน ตรงตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัย) ตรงตามกรอบคุณลักษณะที่ตรงตามแพทย์สภากำหนด (เน้นมาตรฐานและสมรรถนะตรงตามกรอบวิชาชีพ) สามารถทำงานในสภาพชีวิตความเป็นจริง ซึ่งร้อยละ 80-90 แพทย์ต้องออกไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ตามภาคต่างๆของประเทศได้เป็นอย่างดี

  

เก่ง คนที่สอบเข้าแพทย์ได้ต้องมีความเก่งอยู่แล้ว ในการสอนให้แพทย์เก่งที่จะไปทำงานได้ ต้องเป็นแพทย์ที่เก่ง แบบบรูณาการณ์ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งสามอย่างต้องสอดคล้องกัน

 

ดี เป็นแพทย์ที่ดี เคารพกฎหมาย มีคุณธรรม มีจริยธรรม  เป็นตัวอย่างที่ดี 

 

มีสุข มีสุขจากการทำงาน มีสุขจากการทำงานที่ประสบความสำเร็จ หากสามารถทำได้ ก็จะได้รับการยอมรับ จากผู้ป่วย ผู้รับริการ และผู้ร่วมงาน ต้องรู้จักที่จะทำงานเป็นทีม เพราะว่าแพทย์ที่ทำงานเป็นทีม สามารถทำงานอย่างมีความสุข

ดังนั้นในการสอนที่ผ่านมาพยายามเน้นการเรียนการสอนที่เกิดความสอดคล้องกัน

 

 

เน้นมาตรฐานวิชาชีพ

อาจารย์ได้ยกตัวอย่างการสอนนักศึกษา ที่เน้นการลงมือทำงานที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง คือ ก่อนการตรวจวินิจฉัยรักษา แพทย์ต้องเน้นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง นำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยและรักษาโรค

 

เนื่องจากในชีวิตในการทำงาน แพทย์เหล่านี้ต้องออกไปปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลชุมชน หากสามารถทำการซักประวัติของผู้ป่วยที่ละเอียด ถูกต้องจะเกิดประโยชน์ต่อการรักษาโรคมาก ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของคณะแพทย์ ที่มีเครื่องมือตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น การตรวจที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง CT Scan หรือ MRI  เนื่องจากเครื่องมือเหล่าช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายในตรวจวินิจฉัยค่อนข้างสูง แต่ตามโรงพยาบาลชุมชน ในชนบทไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ แต่หากต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจจริง ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่ต้องเสียไปด้วย (สอนให้คิดถึง ใจเขา ใจเรา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้รับบริการ แพทย์สะดวกก็จริง แต่ความคุ้มค่า ผลที่ผู้ป่วยได้รับมีมากน้อยเสียใด หากตรวจจับ คล่ำ เคาะ ฟังในการตรวจให้ดี อาจช่วยให้วินิจฉัยได้เช่นกัน) 

  

ดังนั้น แพทย์ต้องพยายามใช้ความสามารถตนเอง โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกายให้ละเอียด ควรทำแบบมีวัตถุประสงค์ สิ่งที่ตรวจพบ สิ่งที่ฟังจากผู้ป่วย ช่วยบอกอะไรได้หลายอย่าง หากสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ข้อมูลมานั้นได้กับโรคที่สงสัย จะวางแผนการรักษาโรคได้

ซึ่งแตกต่างจากการเรียนการสอนที่ระหว่างฝึกปฏิบัติ จะมีประวัติผู้ป่วยพร้อมอยู่แล้ว จากโรคตัวอย่างที่อาจารย์จัดเตรียมไว้ให้ การมีเครื่องมือทันสมัยช่วยวินิจฉัย ช่วยสนับสนุน (เครื่องมือที่ทันสมัย บางครั้งทำให้นักศึกษาไม่พยายามซักประวัติ หรือหาข้อมูลจากสิ่งที่พบเห็นในผู้ป่วย ถ้าหากนักศึกษาไม่เรียนรู้ ก็จะไม่เกิดทักษะที่ดี) การเรียนรู้ จะทำไม่ได้ หากนักศึกษาไม่รู้ถึงการที่จะเชื่อมโยงการซักประวัติ อาการกับโรคที่พบเห็นได้ 

 

รู้เรียน รู้จดจำ รู้ทำให้เป็น

 

 

 

การทำงานเป็นทีม

อาจารย์ได้ยกตัวอย่าง การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคณาจารย์ เช่น

เมื่ออาจารย์สุชาติ ดูภาพถ่ายรังสีจากฟิล์มหรือจากจอภาพของผู้ป่วย หากไม่เข้าใจ หรือมีข้อสงสัย อาจารย์จะทำตัวอย่างให้นักศึกษาดู โดยการมาพบ มาเรียนรู้กับผู้มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น ที่ภาควิชารังสีวิทยา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับอาจารย์ที่ภาควิชาฯ เรียนรู้ตลอดเวลา

 

 

การมีส่วนร่วม

อาจารย์ยกตัวอย่างการเรียนการสอน ที่ เน้นนักศึกษามีส่วนร่วม มีส่วนในการตัดสินใจ เช่น การสอนในช่วงที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ที่ให้จำนวนชั่วโมงการเรียนการสอนหายไป ถ้าหากนักศึกษาต้องการ อาจารย์ก็จะมา ให้การเรียนการสอนเป็นไปโดยความสมัครใจ แบ่งเวลาส่วนตัวกับเวลาเรียนร่วมกัน 

 

 

ลดความเครียดระหว่างการเรียนการสอน

เมื่อในห้องผ่าตัด อาจารย์ไม่สอนในลักษณะที่ทำให้นักเรียนก็ความเครียด ลดความกดดันนักศึกษา ร่วมถึงไม่พยายามทำหรือแสดงพฤติกรรมที่ทำผู้ร่วมงาน เครียดเช่นกัน เพราะหากมีความเครียด การทำงานก็ไม่เป็นสุข จะได้เรียนอย่างมีความสุข อาจารย์มักจะให้กำลังใจผู้ร่วมงานอยู่เสมอๆ

จากการบอกเล่าของอาจารย์แพทย์ที่เข้าร่วมประชุม วิสัญญีแพทย์และพยาบาลที่ต้องดมยาสลบ ให้ผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด อาจารย์สุชาติ มักจะรอด้วยความใจเย็น รวมถึงการพูดให้กำลังใจผู้ร่วมงาน ทำให้การทำงานเป็นสุข ร่วมกัน

 

 

อาจารย์ได้สรุปว่า... การเป็นคนดี บางครั้งอาจจะบอกหรือสอนไม่ได้ชัดเจน แต่สามารถแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างได้ ส่วนความเก่งต้องใช้การฝึกฝน ทำบ่อยๆ สะสมประสบการณ์ เกิดความชำนาญ ทำด้วยความตั้งใจ ชอบในงานที่ทำ รวมถึงการให้กำลังใจ การลดความเครียดในการเรียน ช่วยทำให้นักศึกษามีความสุขในการเรียน ก็จะ เก่ง ดี และมีสุข ได้