สงครามการแข่งขัน

สงครามการแข่งขัน

    สงครามการแข่งขันในเชิงธุรกิจดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากและจะมีในทุกอุตสาหกรรม จะแตกต่างกันบ้างก็ในแง่ของความรุนแรงเท่านั้น  สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจนั้นจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  และภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำมาซึ่งโอกาสและการเสี่ยงภัยที่อาจมากระทบต่อผู้ผลิตในอุตสาหกรรม  การเคลื่อนไหวเชิงยูทธ์ของเขาอาจเป็นที่สังเกตได้  ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวเชิงตอบโต้ซึ่งกันและกันเพื่อรักษาสถานภาพทางตลาดของตนไว้ การโต้ตอบเชิงแข่งขันหากทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะนำไปสู่การทำสงครามทางธุรกิจ นักธุรกิจจะต้องตระหนักได้ถึงความรุนแรงแห่งการฟาดฟันแข่งขันในปัจจุบัน และสามารถคาดคะเนออกไปในอนาคตได้  ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดระดับความรุนแรงแห่งการต่อสู้ฟาดฟันกันระหว่างผู้ผลิตในอุตสาหกรรมใดๆ จะประกอบด้วยสำคัญดังต่อไปนี้

1.จำนวนผู้ผลิตในอุตสาหกรรม  ยิ่งจำนวนคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมมีมากเท่าใด  โอกาสที่ผู้ผลิตบางรายจะริเริ่มกลยุทธ์ทางประเภทในลักษณะของการฉวยโอกาสโดยไม่คำนึงถึง ความเสี่ยงภัยในภายหลังก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น 

2.ความเท่าเทียมกันด้านกำลังทรัพยากรและความสามารถเชิงแข่งขันของผู้ผลิตในอุตสาหกรรม  จำนวนผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมแม้จะมีความสำคัญที่จะสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเข้มแข็งแห่งการแข่งขัน แต่ก็ไม่ใช้ทั้งหมด ขนาดและกำลังทรัพยากรของคู่แข่งแต่ละรายก็มีส่วนสำคัญอยู่มากแม้ว่าในอุตสาหกรรมจะมีคู่แข่งไม่กี่ราย แต่ถ้าประกอบไปด้วยคู่แข่งที่มีขนาดและกำลังเท่าๆกันจะเกิดการฟาดฟันอย่างรุนแรงก็มีมากเพราะว่าต่างฝ่ายต่างมีกำลังพอๆกัน ฉะนั้นการตอบโต้จะเกิดขึ้นได้ง่าย

3.อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม  อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว  การแข่งขันฟาดฟันอย่างเอาเป้นเอาตายจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เพราะผู้ผลิตจะสามารถขยายยอดขายของตนเองในตลาดได้โดยไม่จำเป็นที่จะแย่งชิงลูกค้าจากผู้ผลิตอื่นๆ แต่ถ้าอยู่ในช่วงอิ่มตัว ก็เกิดการแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่ง  โอกาสที่จะนำไปสู่สงครามแห่งการแข่งขันจะมีสูง

4.ระดับของความมสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในตัวผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า  ในอุตสาหกรรมผู้ผลิตที่สามารถทำสินค้าของตนแตกต่างไปจากคู่แข่งอื่นๆ ลูกค้าก็จะยึดมั่นกับการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ตนมีความจงรักภักดีอยู่  การฟาดฟันกันอย่างรุนแรงในการแย่งลูกค้าจะต่ำกว่าในกรณีที่ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดสร้างความแตกต่างได้ ฉะนั้นผู้ผลิตแต่ละรายมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันอย่างรุนแรงโดยสร้างภาพพจน์แห่งความแตกต่างให้เกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงลูกค้าซึ่งกันและกัน

5.ลักษณะความแตกต่างของผู้ผลิตแต่ละราย  หมายถึงแตกต่างกันด้านปรัชญาการ บริหาร  ด้านกลยุทธ์  เป้าหมายทางธุรกิจ  ตลอดจนความสัมพันธ์กับบริษัทแม่(ในกรณีที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่)  ถ้าอุตสาหกรรมใดประกอบด้วยคู่แข่งขันที่มีความแตกต่างสูง โอกาสที่จะเกิดการฟาดฟันทางธุรกิจก็เกิดขึ้นได้ง่าย  สาเหตุอันหนึ่งเป็นเพราะว่า  ถ้าคู่แข่งขันคล้ายคลึงกัน อาทิ ปรัชญาการบริหาร เป้าหมาย การคาดคะเนหรือเดาใจคู่ต่อสู้จะง่ายขึ้น

6.ขวากหนามที่สกัดกั้นการถอนตัวของอุตสาหกรรม  อุตสาหกรรมจะประกอบไปด้วยปัจจัยที่อาจเป็นขวากหนามซึ่งสามารถสกัดกั้นการถอนตัวจากอุตสาหกรรม  ขวากหนาวจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งที่จะเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการฟาดฟัน  ถ้าอุตสาหกรรมมีลักษณะที่ผู้ผลิตสามารถถอนตัวได้โดยไม่มีอุปสรรคเมื่อถุกแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตที่อ่อนแออาจถอนตัวโดยไม่ดื้นรั้นแต่ถ้าอุตสาหกรรมดังกล่าวมีขวากหนามแน่นหนาซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถถอนตัวออกได้โดยไม่สูญเสียอย่างใหญ่หลวง การต่อสู้ในลักษณะที่ว่าจะต้องล้มไปข้างหนึ่ง

     อุตสาหกรรมจะมีอุปสรรคหรือขวากหนามแห่งการถอนตัวออกค่อนข้างสูง ถ้าหากมีคุณสมบัติดังนี้ 

      1.ธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่ง ถ้าหากว่า

        - ธุรกิจนั้นเป็นเพียงธุรกิจเดียวที่บริษัทนั้นมีอยู่

        - ความอยู่รอดของธุรกิจนั้นจะมีผลต่อภาพพจน์ของบริษัท คือผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อบริษัท 

        - ธุรกิจในอุตสาหกรรมเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักหล่อเลี้ยงฐานะของบริษัทโดยรวม

           2. การลงทุนทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเฉพราะอย่าง  อาทิ  เครื่องจักรหรืออุปกรณ์การผลิตที่มีต้นทุนสูง

           3. เป็นอุตสาหกรรมซึ่งมีต้นทุนที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  แม้ว่าบริษัทจะยุติหรือยุบเลิกกิจการไป  อาทิ  มีข้อผูกพันการให้บริการอะไหล่ เป็นต้น

           4. เป็นอุตสาหกรรมที่ผุ้บริหารหรือผู้เป็นเจ้าของมีความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจสูง เช่น  ธุรกิจที่ผู้บริหารสร้างมากับมือจนประสบความสำเร็จ  ฉะนั้นความพูกพันธ์เสมือนหนึ่งชีวิตจิตใจอาจเกิดขึ้นได้  การเลิกกิจการบริษัทอาจไม่มีผลกระทบต่อความอยู่รอด  แต่อาจมีอิทธิพลทางด้านจิตใจสูง

เนื้อหานี้ได้นำมาจากหนังสือยุทธวิธี  การแข่งขัน 

เรียบเรียงโดย 

ดร.สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์  สุวินัย  ต่อศิริสุข  และ  ดร.อุตตม  สาวนายน