ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็น “ยาเย็น” สำหรับประสานรอยร้าวในสังคม   ที่เกิดวิกฤตร้าวลึกอย่างที่แสดงอาการให้เราเห็นเป็นระยะๆ

          เมื่อวันที่ ๗ มิ.ย. ๕๓ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดศาลายาเสวนา เรื่อง มหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมนำการเสวนาดังนี้

 

 คุณไพบูลย์  วัฒนธรรมศิริ

 ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์

 รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

 ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

 ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช

 ดำเนินรายการโดย รศ.อนุชาติ  พวงสำลี

 

          ศ. นพ. ประเวศ วะสี มาร่วมไม่ได้   ท่านได้ให้แนวทางไว้ดังนี้

 

มหาวิทยาลัยไทยรวมใจแก้ไขวิกฤตชาติ


มหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศ ๑๐๐+ แห่ง รวมตัวแก้วิกฤตประเทศ โดย

๑.   สร้างความเป็นธรรมทุกระดับ
๒.   แก้ความยากจนในทุกพื้นที่   โดยอย่างน้อยหนึ่งมหาวิทยาลัย จะส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นในหนึ่งจังหวัด ให้พัฒนาอย่างบูรณาการสู่สังคมสันติสุขได้เต็มพื้นที่จังหวัด ให้ครบทุกจังหวัด
๓.   วิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อปฏิรูปประเทศไทยทุกด้าน เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม เช่น  ปฏิรูปการเมือง  ปฏิรูประบบราชการ  ปฏิรูประบบความยุติธรรมรวมทั้งระบบตำรวจ  ปฏิรูปลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม  ปฏิรูปการสื่อสาร  ปฏิรูปเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้  ฯลฯ


วิธีทำงาน


๑.   คณะกรรมการการอุดมศึกษา  ที่ประชุมอธิการบดี  ที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัย  สถาบันคลังสมอง  ร่วมจัดประชุม “มหาวิทยาลัยไทยแก้ไขวิกฤตชาติ”  เพื่อประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว


๒.  จัดประชุมแนวทางการทำงานแก้ไขความยากจนทุกพื้นที่


๓.  จัดทีมวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัย หรือ IURT (Inter-University Research Team) ทำการวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะตามประเด็นที่จะปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน    ทั้งนี้โดยมี สกว.  สถาบันคลังสมองฯ  และแผนงานนโยบายสาธารณะของ สสส. สนับสนุน

 

          การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเรื่องต่างๆ ออกมาได้คมชัดลึก จะเป็นเครื่องดึงดูดให้กลไกต่างๆ เข้ามาทำงานอย่างได้ผล    ปราศจากความรู้อันทรงพลังนี้ ก็จะเหะหะ ด่าว่าตีกันไปเรื่อยๆ

 

          มหาวิทยาลัยสามารถเป็นพลังปฏิรูปประเทศไทยได้จริงๆ

 

ป.ว.


ในการเสวนา