เป้าหมายในชีวิต


เป้าหมายในชีวิตฉันก็คือเป้าหมายในชีวิตของพ่อและแม่

เป้าหมายในชีวิตคุณคืออะไร บางคนมีเป้าหมายว่าจะทำอย่างนั้นว่าจะเป็นอย่างนี้ซึ่งแต่ละคนก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไป ส่วนตัวฉันจริงๆแล้วไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรไว้เลย ตั้งแต่ตอนที่ฉันเป็นเด็กแล้วเพราะจะมีคนตั้งเป้าหมายให้ฉันเสมอ ก็คือ คุณพ่อกับคุณแม่ฉันเอง :-) เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วงที่เรียนจบ ม.3 ก็จะเป็นช่วงเรียนต่อระหว่างสายอาชีพและสายสามัญ เป้าหมายที่พ่อและแม่อยากให้ฉันทำการเข้าเรียนสายสามัญ(วิทย์-คณิต) แต่ตัวฉันเองอยากเรียนสายอาชีพเพราะฉันคิดว่าตัวฉันเองคงเรียนสายสามัญไม่ไว้ ซึ่งจริงๆก็ไม่รู้จะเรียนอะไรหรือทำอาชีพอะไร แต่ถ้ามีคนถามคำตอบที่ง่ายที่สุด คือ อยากเป็นครู ทั้งที่จริงก็ไม่รู้ว่าอยากจะเป็นอะไรแน่ ในที่สุดพ่อและแม่ก็ไม่อยากให้ฉันเรียนทางสายอาชีพ ก็ได้ว่ายังไงก็ว่าตามกัน ในที่สุดก็ได้เรียนจนจบ ม.6 แล้วยังไงต่อหละที่นี่ ชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร ถึงคราวที่เราต้องลงสู่สนามสอบเอนทรานซ์แล้วหรือนี่ อ้าวที่นี่เป้าหมายที่พ่อแม่ต้องการเป็นอย่างมากก็คือ การที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้  แย่แล้วเรา แล้วเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ซึ่งก่อนจะสอบเอน ก็จะเป็นช่วงการสอบโควตาในช่วงเทอมปลาย ซึ่งฉันมีสิทธิ์สมัครไม่มากนักเนื่องจากช่วงที่เรียนก็เรียนไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจอะไรมากมายแค่พอไม่ให้สอบตกไม่ให้โดนพ่อกับแม่ว่าก็พอ ผลการเรียนก็ออกมาปานกลาง ก็ได้โควตาในวิทยาลัยที่อยู่ในจังหวัดพิษณุโลกสาขาพืชศาสตร์เรียนที่นี่ 2 ปี แล้วต่อที่เกษตรบางพระอีก 2 ปี ด้วยความเป็นห่วงลูกกลัวลูกไม่มีที่เรียนก็ไปรายงานตัวกันไว้ก่อน เพื่อเอนไม่ติด แต่สิ่งที่ดลใจให้ฉันมีความอยากที่จะเอนให้ติดคือ ฉันได้ไปดูห้องพักพบว่า ช่องว่างของพื้นห้องที่จะอยู่ห่างกันประมาณนิ้วหนึ่งได้(ห้องพักสมัยนั้นตอนนี้คงไม่มีแล้วมั่ง)นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันอยากเอนให้ติด และอีกสาเหตุหนึ่งคือ ฉันอยากทำให้พ่อแม่ดีใจที่ลูกสามารถสอบเอนติด ซึ่งตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ในความรู้สึกของฉัน ความเชื่อต่างๆ เข้ามาในหูฉันมากมายไม่ว่าจะเป็นการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่างๆ หรือแม้แต่การที่เราเห็นรถเต่าให้เราหยิกตัวเองแล้วอธิฐาน(ไม่รู้ว่าเคยได้ยินเรื่องนี้กันหรือเปล่า) ฉันก็ทำทั้งสองอย่างนั้นแหละเพื่อความสบายใจ แต่อย่างหลังไม่ได้บอกใครนะว่าทำอายเขาแต่ถ้าเจอรถเต่าเป็นต้องหยิกพร้อมกับอธิฐานขอให้เอนติดด้วยเถิด นึกแล้วขำตัวเอง:-) (แต่จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรามากกว่า การเตรียมตัวก่อนสอบ)

     ก่อนสอบก็ต้องมีการเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่จะเข้า แล้วเราจะเลือกที่ไหนดีนะ ด้วยความรู้ของฉันที่มีอันน้อยนิดนั้น แพทย์ วิศวะ นิติ วิทย์ คณะที่ดังมากๆไม่ได้อยู่ในความคิดเลย ประเมินคร่าวๆ จากการลองทำแนวข้อสอบของปีที่ผ่านมาทั้งคิดและเดาแล้ว คะแนนไม่เกินครั้งแน่นอน ต้องเลือกอะไรที่ไม่เกิน 250 คะแนน แล้วดูคะแนนสูงต่ำในปีที่ผ่านว่ามีคณะไหนบางที่อยู่ในช่วงนี้ ในที่สุดก็ติดสิ้นใจเลือกทางสายเกษตรให้หมดเลย อะไรที่เป็นเกษตรอยู่ในกลุ่มที่เราจะเลือกทั้งนั้น ทำไมถึงเลือกสายนี้ เพราะตอนนั้นคิดแค่ว่าไม่อยากเรียนทางสายวิทย์แล้วอะไรที่ดูแล้วมีแนวโน้มที่ต้องเรียนเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ จะไม่เลือก ก็คิดว่าเกษตรไม่ต้องเรียนทางวิทยาศาสตร์เรียนแค่การดูแลต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า การเลี้ยงสัตว์ ดูแล้วไม่เห็นจะยากเลย เลี้ยงสัตว์หรือโอ้สบายมากที่บ้านก็มีฟาร์มไก่ (สมัยก่อนก่อนที่เจอโรคไข้หวัดนกระบาด) เลี้ยงไก่สบาย ๆ ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้ศึกษารายละเอียดต่างๆจริงๆว่าเรียนอะไร ต้องเรียนรายวิชาอะไรบ้าง ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ และมหาวิทยาลัยที่เลือกต้องเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลด้วย และแล้วก็เลือกอันดับ 1 เกษตร-เกษตร  2 เกษตร ม.ช 3. เกษตร ม.ข และอันดับสุดท้ายห้อยด้วยลาดกระบัง ในการสอบเราก็ทำเต็มความสามารถของเราทั้งคิดคำนวณและสุ่มเดาช่วงที่สอบฉันก็คิดว่าฉันอยากเอนติดเพื่อให้พ่อแม่ดีใจที่ลูกสามารถสอบเอนติด พอสอบเสร็จก็เปรยกับพ่อว่าถ้าเอนไม่ติดขอเรียนรามได้ไหม และแล้วข้อกำหนดก็ออกมาว่าห้ามเรียนรามให้เรียนวิทยาลัยครูแทน(ราชภัฎ) จบแล้วก็มีงานทำเลยก็คือการเป็นครูนั้นเอง พอฉันฟัง ฉันก็มีคำถามขึ้นในใจเลย ทำไม ทำไม ทำไมเรียนรามได้ เหตุผลของท่านก็คือเขากลัวเราเรียนไม่จบ กลัวว่าเราจะไม่มีความรับผิดชอบ โอเคยังไงก็ได้เพราะยังไงท่านก็ไม่ให้เราเรียนรามอยู่แล้ว (ไม่ใช่ว่าการเรียนที่ม.รามไม่ดีนะ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะตั้งใจเรียนแค่ไหน จริงๆแล้วเรียนที่ไหนก็มีโอกาสเรียนไม่จบเหมือนกันถ้าเราไม่ตั้งใจเรียน) ช่วงที่รอผลสอบฉันรู้สึกเฉยๆมากไม่ตื่นเต้นเท่าไร แค่คนที่ตื่นเต้นมากคงเป็นพ่อกับแม่ฉัน แล้วผลทางไปรษณีย์ก็มาถึงฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย พ่อก็เปิดดูคนรอบข้างต่างถามว่าเป็นยังไงเอนติดไหมตอนนั้นมีเพื่อนพ่อกับแม่อยู่2-3 คน พ่อไม่ตอบ แต่เขาก็ยิ้ม แล้วเขาก็อ่านข้อความในจดหมายให้ฟัง สรุปก็เอนติด ที่ เกษตร-เกษตร พ่อกับแม่ฉันดีใจมาก มากถึงมากที่สุด (ดูจากอาการที่แสดงออกนะ) ซึ่งตอนนั้นถ้าลูกใครสอบเอนติดเขาจะประกาศออกทางวิทยุชุมชุนเลยนะว่าคนในเขตอำเภอเราสามารถสอบเอนติดกี่คนมีใครบ้างติดที่ไหน(ออกจะบ้านนอกไปหน่อย) จริงแล้วฉันไม่รู้หรอกว่ามีการประกาศเพราะบ้านฉันอยู่ไกล เวลาเขาประกาศจะประกาศในตลาด โอ้ช่วงนั้นมีแต่คนบอกว่าเก่งจังเลยสอบเอนติดด้วยโดยเฉพาะช่วงที่เจอพวกเพื่อนพ่อกับแม่ ส่วนฉันก็ยิ้มเป็นพิธีเพราะฉันรู้สึกเฉยๆ แค่เห็นพ่อแม่ดีใจก็โอเคแล้ว

    พอได้เข้ามาเรียนก่อนหน้านี้ยังไม่รู้เลยว่ากำแพงแสนอยู่ที่ไหน พอได้เข้ามาสัมผัสฉันรู้สึกดีนะเพราะค่อนข้างร่มรื่นรถก็ไม่ติดมลพิษก็ไม่มีโอเคเลย เรื่องเรียนก็ได้รับรู้ว่าสิ่งที่เราไม่อยากเจอ กลับต้องมาเจอไม่ว่าจะเป็นเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ หรือแม้แต่การคำนวณ และได้รู้อีกอย่างคือ เกษตรที่เราจะเรียนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดมันเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์ทางการเกษตร ซึ่งในความในจริงมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนทางวิทยาศาสตร์  ช่วงที่เรียนก็ได้เลือกที่จะเข้าเรียนในภาควิชาปฐพีวิทยา เหตุผลที่แท้จริงในการเลือกคือเลือกตามพี่ห้องและเพื่อนห้องอีก 2 คน ซึ่งตอนนั้นอยู่หอพักกัน 7 คน ปี4 อยู่ปฐพี 2คน ปี 3 อยู่พืชไร่ 1คน ปี 2 อยู่พืชสวน 1 คน และในที่สุดฉันก็เรียนจบจนได้และเป้าหมายต่อไปของพ่อและแม่ คือ ให้ฉันเรียนต่อ ป.โท โอเค เรียนก็เรียน ในสาขาเดิม ในช่วงนี้เป้าหมายของพ่อและแม่ฉันมีมาเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พอใกล้เรียนจบ เพื่อนๆ ที่ฉันรู้จักได้เป็นอาจารย์กันหลายคน ทำให้พ่อและแม่อยากให้ฉันเป็นอาจารย์บ้าง (ซึ่งเขาอยากให้เป็นตั้งแต่แรก) ฉันก็เฉยเพราะยังไม่จบฉันเรียน ป.โท ประมาณ 4 ปี ช่วงใกล้จบพ่อกับแม่ก็เตรียมหางานให้ฉันเอาไว้ (เกี่ยวกับทางการเกษตร) แต่ฉันก็บอกท่านว่ายังไม่ต้องเพราะยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร หัวหน้างานก็ถามท่านว่าเมื่อไรลูกจะจบ(งานรออยู่) ท่านก็มาถามเราว่าเมื่อไรเราจะจบ (ช่วงนี้กดดันสุด) สุดท้ายก็ปฏิเสธงานนั้นไป ในช่วงที่รอทำเล่มวิทยานิพนธ์ก็ได้มีโอกาสไปสมัครเป็นอาจารย์ที่บางพระ เพราะเพื่อนฉันจะมาสอบเป็นอาจารย์ที่กำแพงแสน ทำให้ตำแหน่งว่าง และฉันก็ได้ทำงานที่เกษตรบางพระ (ทำเป้าหมายของพ่อและแม่สำเร็จอีกแล้ว :-) ) 

     ปัจจุบันเป้าหมายในชีวิตฉันตอนนี้ที่พวกท่านและตัวฉันเองต้องการ คือ ตั้งใจทำงานและตั้งใจเรียนให้จบ

หมายเลขบันทึก: 366846เขียนเมื่อ 16 มิถุนายน 2010 09:20 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 03:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

สวัสดีครับ..เพิ่งทราบว่าการอธิษฐานขอกับรถเต่า ก็ทำให้ประสพผลสำเร็จได้..แต่ที่แน่ ๆ ผมว่าความตั้งใจ ที่จะทำให้คุณพ่อ คุณแม่มีความปิตีสุข ที่ได้เห็นความสำเร็จของลูก ต่างหากที่เป็นพลังแห่งความสำเร็จที่บริสุทธิ์

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

ขอเรียนถามอีกนิด...

"การศึกษา R & D คืออะไรครับ "

สวัสดีครับ

แวะมาเยี่ยมครับ

ขอให้ประสบความสำเร็จกับการทำงานและการเรียนนะครับ...

เรียน คุณจ่าหมอ

R&D ในความหมายของฉันคือ วิจัยและพัฒนา (research and development) แต่ชื่อเต็มๆ คือ วิจัยและพัฒนาการเกษตร (Agricultural Research and Development)

ขอบคุณนะคะที่แสดงความคิดเห็น

ชีวิตน่าสนใจดีและน่าภูมิใจด้วยว่าสามารถทำให้พ่อและแม่ดีใจได้ตลอดและภูมิใจในตัวลูกอย่างมาก ได้บุญมากๆเลยนะที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขมากนะและหวังว่าบุญกุศลคงส่งให้เจริญยิ่งๆขื้นๆใปนะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี