องค์ความรู้การจัดการขยะมูลฝอยภายในสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14

Plan_reo14
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
โครงการพิเศษเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย

การจัดการขยะมูลฝอยภายในสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14

            สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 ได้ จัดทำโครงการพิเศษ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยของสำนักงาน และเป็นจุดสาธิตการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อให้หน่วยงานหรือชุมชนที่สนใจได้น้ำวิธีการไปใช้ในการจัดการขยะมูลฝอยต่อไป

                วิธีการในการจัดการมูลฝอยที่ สสภ.14 เลือกใช้ได้แก่ การกำจัดขยะอินทรีย์โดยใช้ไส้เดือนดิน การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยหมัก และการเผาถ่าน โดยใช้เตาเผาถ่านถังขนาด 200 ลิตร ชนิดปล่องขนานข้างเตา ได้น้ำส้มควันไม้ โดยแต่ละวิธีจะใช้จัดการกับขยะมูลฝอยที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

1. การกำจัดขยะอินทรีย์โดยใช้ไส้เดือนดิน

              

  สายพันธุ์

                สสภ.14 ได้เลี้ยงไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ จากบ้านพักในสำนักงาน โดยทำการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.80 เมตร. , 0.90 เมตร และ 1.00 เมตร โดยใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์ขี้ตาแร่ (Pheretima peguana) :ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นของประเทศไทย พบได้ทั่วไปในภาคเหนือ และอีกหนึ่งสายพันธุ์คือ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ (Eudrilus  eugeniae) เป็นไส้เดือนดินต่างประเทศ สามารถอยู่ได้ในสภาพอากาศร้อน จากการเลี้ยงไส้เดือนทั้งสองสายพันธุ์พบว่า สายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ สามารถกำจัดขยะอินทรีย์ได้เร็วกว่าสายพันธุ์ขี้ตาแร่

                ขยะอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารของไส้เดือนดิน

                ขยะอินทรีย์ที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนดิน ควรเป็นขยะที่ย่อยสลายได้เร็ว เช่นเศษผัก ผลไม้ สำหรับเศษอาหารสามารถให้ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรเป็นเศษอาหารที่มีรสจัด (เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน) และการให้อาหารไม่ควรให้ในปริมาณที่มากเกินไปจนไส้เดือนดินกินไม่ทัน ทำให้เกิดก๊าซที่เป็นพิษต่อไส้เดือนดินได้ และควรสับหรือย่อยอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เน่าเร็วและไส้เดือนกินได้สะดวกขึ้น

                ศัตรูของไส้เดือนดิน

                ต้องมีการป้องกันศัตรูของไส้เดือนดิน เช่น มด นก จิ้งจก ตุ๊กแก หอยทาก ที่จะมากินไส้เดือนดิน โดยการปิดฝาบ่อซีเมนต์ที่เลี้ยงไส้เดือนดินด้วยตาข่ายไนล่อน หรือแผ่นยิปซัม และหมั่นตรวจตราศัตรูของไส้เดือนดินทุกวัน หากพบก็ให้กำจัด

                การจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงไส้เดือนดิน

                - ความชื้น ต้องตรวจเช็คความชื้นให้เหมาะสม เนื่องจากไส้เดือนดินมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 70-80 % ของน้ำหนักตัว และมีการแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านทางผิวหนัง ความชื้นของดินในบ่อเลี้ยงจึงควรอยู่ที่ 70-90 % โดยใช้บัวรดน้ำรดน้ำลงในบ่อ แล้วเช็คดินเป็นระยะโดยการปั้นดินเป็นก้อน และแบมือออกมาดินต้องไม่จับตัวแน่นเกินไป และไม่แตกออกง่ายเกินไป และขณะบีบต้องไม่มีน้ำไหลออกมาตามง้ามนิ้วมือ

                - อุณหภูมิ มีอิทธิพลอย่างมากต่อกิจกรรมของไส้เดือนดินหลายด้าน ทั้งขบวนการเมตาบอลิซึม การเจริญเติบโต การหายใจ และการสืบพันธุ์ โดยอุณหภูมิจะแปรผันกับความชื้น คือในบริเวณผิวดินที่มีอุณหภูมิสูงจะส่งผลให้ดินแห้งและมีความชื้นลดลงซึ่งเป็นผลเสียต่อไส้เดือนดินมากว่าอุณหภูมิที่ต่ำหรือดินที่มีน้ำท่วมขัง สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตของไส้เดือนดิน พันธุ์ขี้ตาแร่ คือ 18-25 องศาเซลเซียส และ สายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ คือ 20-28 องศาเซลเซียส  ถ้าหากอุณหภูมิต่ำหรือสูงกว่านี้จะทำให้ไส้เดือนดินกินอาหารน้อยลง และไม่ขยายพันธุ์ และช่วงอุณหภูมิที่ไส้เดือนดินสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จะอยู่ประมาณ 4-30 องศาเซลเซียส

                - ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เป็นกลาง (pH ประมาณ 7.0) ถ้าหากสภาพความเป็นกรดด่างไม่เหมาะสมไส้เดือนดินจะหนีจากบ่อเลี้ยงหรือตายได้ โดยสังเกตได้จากลักษณะลำตัวของไส้เดือนดินจะมีสีซีดลง จนเกือบขาว หรือพบเห็นไส้เดือนดินตัวขาด การแก้ไขคือใช้เปลือกไข่ตากแห้งบดให้ละเอียดและโรยให้ทั่วพื้นดินที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อปรับสภาพดินให้เป็นกลาง การใช้เปลือกไข่ยังช่วยให้ไส้เดือนดินกินอาหารได้ดีขึ้น เนื่องจากไปช่วยปรับสภาพอาหารที่ไส้เดือนดินจะกินให้มีสภาพความเป็นกรด-ด่างลดลง ไส้เดือนดินสามารถอาศัยอยู่ในดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในช่วง 5-8 ได้

                - การระบายอากาศ และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การระบายอากาศ ต้องจัดการให้ดีไม่ควรให้อาหารไส้เดือนดินที่มีความหนาของชั้นอาหารมากเกิน 2.5 นิ้ว และควรให้เป็นแถวโดยเว้นให้มีช่องว่างของพื้นเลี้ยง เพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศและพื้นดิน

                - ชนิดและโครงสร้างของดิน ไส้เดือนดินแต่ละชนิดจะอาศัยอยู่ในดินที่ต่างกัน สำหรับสายพันธุ์ที่ สสภ.14 เลี้ยง ดินที่นำมาใช้เป็นที่อยู่ของไส้เดือนดินควรเป็นดินร่วน ผสมกับมูลวัว ควรเลี่ยงไม่นำเอาดินที่มีส่วนผสมของกรวดทราย หรือดินเหนียวในสัดส่วนที่มากมาใช้ในการทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับไส้เดือนดิน เพราะจะทำให้ผิวหนังของไส้เดือนดินระคายเคือง ไส้เดือนต้องขับเมือกจำนวนมาก สำหรับดินเหนียวจะทำให้ไส้เดือนดินเคลื่นที่ได้ลำบากและตัวผอมลีบเนื่องจากกินอาหารได้น้อย และแยกไส้เดือนดินออกจากดินเหนียวได้ค่อนข้างยากและทำให้ตัวไส้เดือนดินขาดได้ขณะทำการแยก

                การเก็บเกี่ยวผลผลิต (ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน และน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน)

                - ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน (Vermicompost) หมายถึง เศษซากพืชอินทรียวัตถุต่างๆ รวมทั้งดินและจุลินทรีย์ที่ไส้เดือนดินกินเข้าไปแล้วผ่านกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านั้นภายในลำไส้ของไส้เดือนดิน แล้วจึงขับถ่ายเป็นมูลออกมาทางรูทวาร ซึ่งมูลที่ได้จะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำ  มีธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่สามารถนำไปใช้ได้ในปริมาณที่สูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก

               

                การเก็บปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

                1.ใส่อาหารในบ่อซีเมนต์เพียงครึ่งบ่อ ปล่อยทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ไส้เดือนดินจะเคลื่อนที่ไปในบริเวณที่มีขยะอินทรีย์ แล้วใช้พลั่วพรวนปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน บริเวณที่ไม่ใส่อาหารเพื่อให้เกิดการระเหยน้ำเร็วขึ้น

                2. ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ภายหลังจากมูลไส้เดือนดินที่พรวนไว้มีความชื้นลดลงแล้ว ไส้เดือนดินจะหนีไปอยู่บริเวณที่มีอาหารหรือด้านล่างที่มีความชื้นมากกว่า ทำให้สามารถขนย้ายปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินออกจากบ่อไปผึ่งลดความชื้นเพื่อให้ได้ความชื้นที่ต้องการบริเวณลานผึ่งต่อไป

                3. ใส่ขยะอินทรีย์ในบริเวณที่ขุดปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินออกไปแล้ว และปฏิบัติเช่นเดียวกันกับรอบแรกในขั้นตอนที่ 1- 2 ต่อไป

                4. ภายหลังจากขนย้ายปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินออกจากบ่อแล้ว อาจจะคัดแยกไส้เดือนดินภายในบ่อออกมาบางส่วนเพื่อเลี้ยงในบ่อใหม่ หรือใช้ประโยชน์ตามต้องการ แล้วจึงเติมขยะอินทรีย์ให้ทั่วบ่อตามปกติ

                - น้ำหมักมูลไส้เดือนดิน หมายถึง น้ำที่ได้จากกระบวนการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากการเน่าสลายของเศษขยะอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารของไส้เดือนดิน เป็นน้ำในเซลของพืชผัก ผลไม้ และเศษอาหารต่างๆ หรือน้ำที่ได้จากวัสดุที่นำมาให้ไส้เดือนดินกำจัด โดยน้ำหมักที่ได้จะมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ ไม่มีกลิ่นเหม็น มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืช ฮอร์โมนพืช และจุลินทรีย์หลายชนิด

                แนวทางการพัฒนาวิธีการเลี้ยงไส้เดือนดินของ สสภ.14

                1. การป้องศัตรูของไส้เดือนดิน ต้องสร้างโรงเรือนที่สามารถป้องกันการรบกวนของแมลง และสัตว์ที่เป็นศัตรูของไส้เดือนดินได้ เช่นการกั้นมุ้งลวดรอบโรงเรือน การสร้างรางน้ำรอบโรงเรือน หรือรอบวงขอบซีเมนต์เพื่อป้องกันการรบกวนของมด เป็นต้น

                2. การลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน ต้องทำการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มร่มเงาให้โรงเรือน หรือติดสปริงเกอร์บนหลังคาในช่วงที่อุณหภูมิสูงมาก

                3. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของ สสภ.14 เกี่ยวกับการนำอาหารมาให้ไส้เดือนดิน ว่ามีประเภทไหนที่ไส้เดือนดินกินได้ ถ้านอกเหนือจากนั้นก็นำไปทำปุ๋ยน้ำ หรือปุ๋ยหมัก

                4. ขยายผลไปสู่หน่วยงานหรือชุมชนต่างๆ ให้ใช้ไส้เดือนดินกำจัดขยะอินทรีย์ภายในหน่วยงานหรือบ้านเรือนของตนเอง

2. การทำน้ำหมักชีวภาพ

                สสภ.14 มีการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยตั้งอยู่บริเวณโรงเรือนเลี้ยงไส้เดือนดิน มีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ ที่ไม่เหมาะสมสำหรับให้ไส้เดือนดินกำจัด และกำจัดขยะอินทรีย์ในช่วงที่ทำการเก็บปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ขยะอินทรีย์ที่นำมาทำน้ำหมักชีวภาพ ได้แก่ เศษอาหารที่ต้องใช้เวลาในการเน่านาน เศษเนื้อ ปลา เปลือกกุ้ง สด เป็นต้น

                วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ  ใช้เศษผัก ผลไม้ เศษอาหาร 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือนำตาลทรายแดง 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเทใส่ถุงปุ๋ย หรือกระสอบที่น้ำซึมผ่านได้ เกลี่ยให้เสมอกัน แล้วนำไปใส่ถังที่จะใช้หมัก ปิดฝาทิ้งไว้ 15 วัน จะได้หัวเชื้อนำหมักชีวภาพ จากนั้นเติมน้ำ ลงไป 5 ส่วน และเริ่มนำขยะอินทรีย์มาใส่ได้ทุกวันจนกว่าจะเต็มถุง/กระสอบ

                การนำไปใช้ประโยชน์ ผสมน้ำ 1 ต่อ 500 ใช้ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ ช่วยเร่งการเจริญเติบโต หรือใช้น้ำหมัก 100 % ราดเพื่อดับกลิ่นในห้องน้ำ  หรือราดลงโถส้วมเพื่อช่วยย่อยและทำให้ส้วมไม่เต็ม และเทลงในลำคลอง สระน้ำ เพื่อช่วยให้น้ำสะอาดขึ้นได้ หรือถ้าเป็นน้ำหมักที่ได้จากผลไม้รสเปรี้ยว สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดกระจก และพื้นห้องน้ำหรือสุขภัณฑ์ได้

                ข้อควรรู้

                1. เศษอาหารที่เต็มถุง/กระสอบ สามารถนำไปทำปุ๋ยหมักต่อไปได้

                2. การทำน้ำหมักต้องใช้เศษผักผลไม้ หรือเศษอาหาร ที่ยังไม่เน่าเสียเท่านั้น

                3. เมื่อทำการหมักจะเกิดฝ้าเชื้อราสีขาวขุ่นซึ่งเป็นเชื้อราที่มีประโยชน์ แสดงการหมักถูกต้อง

                4. หากหมักแล้วมีเชื้อราสีดำเกิดขึ้นและมีกลิ่นเหม็น ให้เติมกากน้ำตาลลงไป

                5. ถังน้ำหมักต้องตั้งอยู่ในที่ร่มเท่านั้น

                6. การทำน้ำหมักมีปัจจัยเรื่องกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

3. การทำปุ๋ยหมัก

                สสภ.14 มีพื้นที่ที่เป็นสนามหญ้า และมีต้นไม้หลายประเภท ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ผล และไม้ประดอกไม้ประดับ ทำให้ในเดือนๆ หนึ่งต้องทำการตกแต่งและตัดหญ้า ทั้งยังมีใบไม้ที่ร่วงต้องกวาดทำความสะอาดเป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในสำนักงาน และนำเศษอินทรียวัตถุเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ สสภ.14 จึงนำมาทำปุ๋ยหมักโดยการกองไว้บนพื้นดิน ขนาดของกองกว้างประมาณ 0.5-1.5 เมตร และมีความสูงประมาณ0.5-1.0 เมตร ยาวประมาณ 2-3 เมตร แล้วราดน้ำเพื่อให้มีความชื้นในกองปุ๋ยหมัก และปิดคลุมกองปุ๋ยหมักด้วยแผ่นพลาสติก หรือทางมะพร้าว เพื่อป้องกันการปลิวของใบไม้ และเศษหญ้า และปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ โดยสามารถเร่งการย่อยสลายโดยราดน้ำหมักชีวภาพที่ สำนักงานได้หมักเอาไว้ ราดให้ทั่วกอง และต้องมีการพลิกลับกองปุ๋ยเป็นระยะๆ เมื่อเวลาผ่านไปเศษอินทรียวัตถุเหล่านั้นจะค่อยๆ ย่อยสลาย ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

               นอกจากนี้ท่านผอ.สสภ.14 ยังกำจัดเศษอาหารจากครัวเรือนด้วยการนำดินมาใส่ในเข่งเป็นชั้นจากนั้นนำเศษอาหารที่เหลือมาใส่ลงไปและนำดินมากลบทับป้องกันกลิ่นและแมลงวัน และทำแบบเดียวซ้ำกันไปทุกวันจนดินเต็ม จึงไปเริ่มทำในเข่งที่ 2 เมื่อเข่งที่สองเต็มเข่งที่ 1 ก็ย่อยสลายพอดี

                การนำไปใช้ประโยชน์ นำไปใส่ต้นไม้ที่ปลูกใน สสภ.14 โดยใส่ปุ๋ยรอบโคนต้นไม้ ให้ห่างจากโคนตามความกว้างของเรือนยอดต้นไม้ และพรวนดินกับปุ๋ยให้คลุกเคล้ากัน

4. การจัดการกิ่งไม้ที่เกิดจากการลิดกิ่งต้นไม้ในสำนักงาน

                เนื่องจากบริเวณสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 มีไม้ยืนต้นที่ต้องทำการลิดกิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสายไฟฟ้า และอาคาร ซึ่งการลิดกิ่งแต่ละครั้งมีกิ่งไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของ สสภ.14 ซึ่งมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแนะนำวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 จึงมีแนวคิดในการเพิ่มมูลค่ากิ่งไม้เป็นถ่านไม้ และน้ำส้มควันไม้ เพื่อเป็นการลดภาระของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีในการจัดเก็บ และเป็นตัวอย่างให้กับบ้านเรือนหรือชุมชน ในการจัดการกิ่งไม้ ท่อนไม้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

                สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 จึงติดต่อกับสำนักงานพลังงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อซื้อเตาเผาถ่านถังขนาด 200 ลิตร ชนิดปล่องขนานข้างเตา ได้น้ำส้มควันไม้ และได้ทำการทดลองเผาถ่าน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2553 โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพลังงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาแนะนำวิธีการในการเผาถ่านให้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ขั้นตอน  

                1. ตัดไม้ฟืนเป็นท่อน ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เรียงไม้ฟืนในแนวตั้งจนเต็ม โดยเอาส่วนเล็กลงด้านล่าง ถ้าเรียงในแนวนอนจะกินเนื้อที่และอากาศไหลเวียนไม่ดี

                2. รัดกิ๊บปิดฝาถัง เพื่อไม่ให้อากาศรั่ว

                3. ใส่น้ำในปล่องขนานข้างเตา(ปล่องนอก) จนเต็ม เพื่อให้ควันกลั่นตัวเป็นน้ำส้มควันไม้ และขันน๊อตด้านใต้ปล่องขนานข้างเตาออก และนำภาชนะมารองเพื่อรับน้ำส้มควันไม้

                4. นำกิ่งไม้สำหรับเผาเป็นเชื้อเพลิงใส่ในช่องใส่ไฟ และจุดไฟ เมื่อไฟติดประมาณ 40-60 นาที (ระหว่างนั้นต้องคอยใส่เชื้อเพลิงอย่าให้ไฟดับ) แล้วสังเกตปล่องควันหรือปล่องเร่งควัน ควันจะมี 3 ระยะ ระยะแรกคือควันสีขาวเข้ม จากนั้นจะเป็นสีฟ้าแล้วค่อยๆ ใสขึ้น จนเป็นไอร้อนหรือใสเรือนกระจก

                5. ระยะเวลาเดินไฟ 2 ชม. ผ่านไปทำการปิดปล่องเร่งด้านบน และหลังจากนั้น ชม.ที่ 5 ให้สังเกตปล่องควันเหมือนกับปล่องเร่ง ควันจะเริ่มใสขึ้นให้ทำการปิดปล่องควัน ที่มีควันใส และลดช่องจุดไฟลงเหลือ ½ ส่วน และสังเกต ปล่องควันที่เหลือ ถ้าใสให้ทำการปิดไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 3 ปล่อง โดยใช้ผ้าห่อทรายแล้วชุบน้ำมาอุดปากปล่องควัน และปิดช่องจุดไฟทั้งหมดและนำดินเหนียวมายารอบแนวเพื่อป้องกันอากาศเข้า

                6. ระยะเวลาในการเผาตั้งแต่เริ่มจุดไฟจนปิดเตาประมาณ 6 ชม. หลังจากนั้นให้ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 2 ชม. จึงทำการเปิดเตา จะได้ถ่านที่มีคุณภาพดีให้ความร้อนสูง เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ผลการเผาถ่าน  

                ผลการทดลองเผาครั้งแรกยังไม่ได้ผลตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จาก สนง.พลังงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากผู้เผาถ่านยังไม่ชำนาญ คาดว่าในการเผาครั้งต่อๆไป จะได้ผลตามคำแนะนำ

ผลด้านสิ่งแวดล้อม

 

                จากการทดลองเผาในครั้งแรก โดยใช้เศษกิ่งไม้เป็นเชื้อเพลิง พบว่าเกิดควันเยอะ ก่อความรำคาญได้ จึงได้ปรึกษาหารือกันว่าจะใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงในครั้งต่อไป และต่อปล่องระบายควันให้สูงขึ้น เพื่อลดปัญหาเรื่องควันไฟ

ลักษณะของเตา

                เป็นเตาผลิตถ่านแบบประหยัดพลังงาน ขนาด 200 ลิตร ชนิดปล่องขนานข้างเตา เอาน้ำส้มควันไม้ เป็นเตาที่ประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้หาง่ายในท้องถิ่น (reuse) คือใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร โดยได้ปรับปรุงพัฒนาจนมีประสิทธิภาพการเผาไม้ที่ดียิ่งขึ้นทำให้ถ่านที่ได้มีคุณภาพดี ในการเผาแต่ละครั้งจะได้ถ่าน 23 – 25 กก./ครั้ง ประหยัดเวลา และสร้างประกอบง่าย ราคาถูก เหมาะสำหรับครัวเรือนชนบทที่มีการใช้ถ่านเป็นพลังงานในการหุงหาอาหาร และมีผลพลอยได้จากการเผาถ่านเป็นน้ำส้มควันไม้ สามารถนำไปใช้เป็นยากำจัดแมลงศัตรูพืชได้

น้ำส้มควันไม้

                น้ำส้มควันไม้ (wood  vinegar) ได้มาจากควันที่เกิดจากการเผาถ่าน ในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่นแล้วกลั่นตัวเป็นของเหลวสีน้ำตาลแดงใส มีกลิ่นควันไฟ มีรสเปรี้ยวเนื่องจากมีสภาพเป็นกรด มีค่า pH ประมาณ 1.5 – 3.7 จึงควรใช้ภาชนะที่เป็นพลาสติกรองรับน้ำส้มควันไม้ โดยเก็บได้เมื่ออุณหภูมิที่ปากปล่องระหว่าง 80 – 150 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิในเตาเผาจะเท่ากับ 300 – 400 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่น้ำส้มควันไม้มีคุณภาพดีที่สุด เมื่อเก็บมาแล้วยังไม่สามารถใช้ได้ทันที ต้องทิ้งให้ตกตะกอนในถังพลาสติก โดยตั้งในที่ร่มทิ้งไว้ 3 เดือน และไม่ให้สั่นสะเทือน น้ำส้มควันไม้จะแยกตัวเป็น 3 ชั้น ชั้นบนจะเป็นนำมันใส ชั้นกลางจะเป็นของเหลวสีชา ซึ่งก็คือน้ำส้มควันไม้ และชั้นล่างสุดเป็นของเหลวสีข้นดำหรือที่เรียกว่าน้ำมันทาร์ 

                การร่นระยะเวลาจาก 3 เดือน เหลือ 45 วัน ในการนำน้ำส้มคันไม้มาใช้ประโยชน์ สามารถทำได้โดยการผสมผงถ่านประมาณ 5 % ของน้ำหนักรวมของน้ำส้มควันไม้ ให้โรยผงถ่านประมาณ 5 % ของน้ำหนักรวมของน้ำส้มควันไม้ทั้งหมด โดยผงถ่านจะดูดซับทั้งน้ำมันใสชั้นบนและน้ำมันดินลงสู่ชั้นล่างสุดในเวลาที่เร็วขึ้น หลังจากตกตะกอนในถังครบกำหนดแล้วถึงนำของเหลว สีชาในชั้นกลาง มากรองซ้ำอีกครั้งด้วยผ้ากรองจึงสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งสามารถพิจารณาง่ายๆ ด้วยสายตา น้ำส้มควันไม้ที่ดีควรมีสีใสจนถึงสีชา หากมีลักษณะขุ่นดำ แสดงถึงความหนาแน่นของน้ำมันดิบซึ่งไม่เป็นผลดีในการนำไปใช้งาน

                การนำไปใช้ประโยชน์ น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย สามารถนำไปใช้เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช และใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แผนสิ่งแวดล้อม

คำสำคัญ (Tags)#การทำปุ๋ยหมัก#การกำจัดขยะอินทรีย์โดยใช้ไส้เดือนดิน#การจัดการกิ่งไม้ที่เกิดจากการลิดกิ่งต้นไม้ในสำนักงาน#การทำน้ำหมักชีวภาพ

หมายเลขบันทึก: 366438, เขียน: 14 Jun 2010 @ 16:13 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 23:03 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ คอยเชียร์อยู่จ้า