ไทโส้

ประเพณีเลี้ยงผีของไทโส้                      

            ไทโส้เป็นชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของภาคอีสาน มีมากที่สุดที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมาก ผู้เขียนเป็นครูสอนที่โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม มีลูกศิษย์ไทโส้จำนวนมากจึงอยากเล่าประเพณีอันมีคุณค่าให้ทุกท่านได้ศึกษาร่วมกัน

  ประเพณีเลี้ยงผีประจำปีของชาวไทโส้   เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งเพื่อเป็นการซ่อมเสริมสุขภาพของตน  ในกลุ่มคนที่รักษาคนด้วยการเหยา  ในแต่ละหมู่บ้านจะรวบรวมผู้มีศรัทธาต่อแม่ครูซึ่งเคยให้การบำบัดรักษาคนมาแล้วให้มาทำพิธีร่วมกันเป็นประจำทุกปี โดยจัดทำพิธีในหมู่บ้านของตน และนิยมจัดกันระหว่างช่วงเดือน ๔ ถึงเดือน ๕ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง สามารถเก็บมาบูชาแม่ครู  พิธีเลี้ยงผีมีชื่อเรียกว่า "ลงสนาม"ภาษาไทโส้เรียกว่า"แซงสนาม"  โดยปกติจะจัดขึ้น ๒ วัน โดยช่วงวันงานจะมีผู้ที่ได้รับการอุปสมให้เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ทำพิธีเรียกว่า "ลูกแก้ว" จะปรึกษาหารือกำหนดวันลงสนามติดต่อนัดหมายกันกับแม่ครู  รวมทั้งรวบรวมเงินทองที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในวันทำพิธีกรรมและค่าตอบแทนแม่ครู (สถานที่บ้านโคกม่วง  ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์)เก็บเงินคนละ ๒๐๐ บาท  รวม  ๒๘  คน  ครั้นถึงวันงานในภาคเช้าจะช่วยกันทำตูบทำผาบ (ปะรำพิธี) ปะรำพิธีจัดขึ้นไม่ยากนัก  โดยหาบริเวณที่เป็นลานกว้างด้านหนึ่งจะปลูกเป็นร้านปักเสาเป็นล็อค ๆให้มีความกว้างยาวพอที่จำนวนลูกแก้วและแม่ครูจะนั่งทำพิธีหรือนอนพักผ่อนในเวลากลางคืนได้  รวมทั้งมีพื้นที่จะวางสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น  ปะรำพิธีปกคลุมหลังคาด้วยวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น เช่น หญ้าแฝก ผ้าใบ ผ้าร่มด้านหนึ่งของปะรำพิธีหาแผ่นไม้หรือแผ่นสังกะสีกั้นไว้มิให้โล่งแจ้งเพื่อวางเครื่องบูชาของลูกแก้วแต่ละคน

              การจัดเตรียมอีกส่วนหนึ่งคือ  การทำเสากลางลานพิธีไว้ฟ้อนรำตกแต่งด้วยดอกไม้โดยเฉพาะดอกจำปานำมาร้อนเป็นพวง แขวนไว้ตามปลายร่มขนาดใหญ่รอบ ๆ เสากลางลานพิธี จะมีโอ่งน้ำ กาละมัง  จะใส่น้ำใช้คล้ายเป็นอ่างน้ำมนต์ใช้ลูบหน้าเวลาร้อน ใช้ตักน้ำรดแม่ครูและลูกแก้วด้วยกันตลอดจนใช้ลอยเรือกาบกล้วยเพื่อสะเดาะเคราะห์   ส่งเคราะห์ผี ส่งผีคืนสู่ถิ่นเดิมของตน การตกแต่งเสากลางลานพิธีเลาไม้ต่าง ๆ  มักนิยมนำดอกไม้มาประดับ เช่น ดอกรัง  ดอกจิก ดอกจำปาในช่วงการจัดพิธีลงสนามเป็นช่วงฤดูดอกไม้บาน ดังคำกลอนที่ว่า " เดือนสามข้อยดอกไม้บานพี (คลี่)  "เดือนสี่ข้อยดอกไม้บานหลาย"

             ในการตกแต่งปะรำพิธี  หมอเหยาบางคนจะใช้ไม้อัดมาทำเป็นรูปตัวช้าง ม้า ทาด้วยสีเหลืองซึ่งมีความหมายถึงเป็นสัตว์พาหนะเชิญให้ผีมาประทับร่างตนและส่งผีกลับที่เดิมลูกแก้วทุกคนที่เข้าร่วมพิธีจะเตรียม หมอน ๑  ใบ ขันธ์ ๕  ซึ่งประกอบด้วยเทียน ๕ เล่ม ดอกไม้ ๕ มัดดอก  เงินคายพิธี ซึ่งแล้วแต่ละคนแต่ละแห่งกำหนด (เช่น  ๑ บาท  ๕ สลึง หรือ ๖ สลึง) อุปกรณ์ในการเสี่ยงทายเช่น ดาบ (ง้าว) ข้าวสารเป็นต้น อุปกรณ์ดังกล่าว  แม่ครูจะมีผู้จัดหาไว้ให้แม่ครูรวมทั้งเสื้อผ้าที่จะแต่งเมื่อทำพิธีและอุปกรณ์เสี่ยงทาย บางอย่าง เช่น ไข่ไก่หัวสาว ๑ ฟอง เงินเหรียญบาท ๕ เหรียญ  เป็นต้น ตลอดจนการเตรียมหมอแคน  คนตีกลอง ก่อนเวลาเที่ยงวันหมอเหยาจะแต่งตัวเข้าสู่ปะรำพิธีพร้อมด้วยลูกแก้ว ทุกคนเข้าประจำที่ของตน ลูกแก้วนั่งประนมมือบูชาครู แม่ครูพนมมือเพื่อเชิญผีเข้าสู่ร่างตนโดยร่างกายจะสั่นไหวเมื่อผีเข้าประทับร่างแล้วจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าจะเริ่มพิธีกรรมเชิญผีอื่น ๆ ได้หรือไม่

             สาระของพิธีกรรมเลี้ยงผีลงสนามของชนเผ่าไทโส้ที่เชื่อเรื่องวิญญาณทำให้เกิดความเจ็บป่วยเชื่อว่าผีทุกชนิด เช่น ผีมูล (ผีบรรพบุรุษ) ผีน้ำ ผีป่า ผีนา ผีฟ้า ทำให้เจ็บป่วยได้ ทั้งนี้เพราะการทำนาหาของป่าต้องเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ การรักษาสุขภาพที่ดีคือการปัดเป่าขอร้องให้ผีออกจากร่างกายด้วย  ผู้ที่มีความรู้มีอำนาจเหนือกว่าตนด้วยการจัดทำพิธีเลี้ยงผีและเลี้ยงหมอเหยาไปพร้อม ๆ กัน นับเป็นการรักษาสุขภาพตามระบบความเชื่อดั้งเดิมแบบพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่ยังมีอยู่ในชนบทภาคอีสาน

            ในด้านความเจ็บป่วยที่เกิดจากผีหมอเหยา มีวิธีการสังเกตว่าผีทำให้เจ็บป่วยเป็นผีชนิดใด เช่น            

               ๑. ผีนา ผีป่า เมื่อเข้าสิงร่างนิยมเล่นน้ำ
               ๒.ผีฟ้า  ไม่ชอบเล่นน้ำ แต่จะเล่นคล้องช้าง คล้องม้า
               ๓. ผีมูล ผีตระกูล ไม่นิยมให้เหยาที่สนามรวมแต่จะให้เหยาบนเรือนในกลุ่มชาวไทโส้ ถ้าผีมูลเข้าสิงร่าง   เวลารำหมอเหยาจะร้อง เอ้อเลอะ เอ้อเล่อ แต่ถ้าผีชนิดอื่นเข้าสิงร่างจะไม่ร้องเช่นนี้          การเลือกแนวทางในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บในหมู่ชนพื้นเมืองเผ่าไทโส้ไม้ถือเป็นเรื่องเสียหายทั้งนี้เพราะเป็นทางออกเมื่อทางตันแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้