โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเซีย (API) มีเป้าหมายสร้างความเป็นปึกแผ่นในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมของเอเซีย (ตะวันออก) ผ่านการทำกิจกรรมในลักษณะ “ปัญญาชนสาธารณะ” ร่วมกันโดยคนจำนวนไม่กี่คนที่ได้รับการสนับสนุนใน ๔ ประเทศคือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย กิจกรรมที่ทำเป็นกิจกรรมข้ามประเทศอยู่ใน ๕ ประเทศ คือรวมญี่ปุ่น ประเทศที่ให้ทุน
หัวเรี่ยวหัวแรงในประเทศไทยคือ รศ. ดร. สุริชัย หวันแก้ว
ผมเคยบันทึกเรื่องที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับ API ไว้ที่นี่ ๑, ๒, ๓
บัดนี้ โครงการ API ดำเนินการมาครบ ๑๐ ปี ทาง Nippon Foundation เขาจึงจัดการประชุมวิชาการฉลองที่มานิลา ระหว่างวันที่ ๒๘ – ๓๐ พ.ค. ๕๓ และเชิญผมและอีกหลายคนจากประเทศไทยไปร่วมด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสไปร่วมงานประชุมวิชาการของ API และเป็นครั้งแรกที่ผมไปเยือนนครมานิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์
ผมมีข้อสังเกตว่าโครงการ API ได้แสดงบุคลิกการทำงานแบบสไตล์ญี่ปุ่นชัดเจนมาก ที่ผมพอจะจับได้ ได้แก่
• วางแผนการทำงานยาวนาน มีการคิดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ไว้อย่างรอบคอบ
• เอกสารมี format แน่นอน มองเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็น proceedings ของ API ดังตัวอย่างนี้ หรือรู้ทันทีว่าเป็นจดหมายข่าวของ API ดังตัวอย่างนี้
• ใช้กิจกรรมและผลที่เกิดขึ้นเป็น data สำหรับสังเคราะห์เป็น information และ knowledge ตอบโจทย์ใหญ่/ลึก เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมใน ๔ ประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมาย ได้แก่ นักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารมวลชน ศิลปิน นักคิด นักเขียน นักพัฒนาสังคมจากองค์กรพัฒนาเอกชน นักสังคมสงเคราะห์ ข้าราชการพลเรือน และอื่นๆ โดยในปี ๒๕๕๔ เขาเพิ่มนักกิจกรรมสังคม (social worker) เข้าไปด้วย
ผมไปร่วมประชุมที่มานิลาด้วยคำถามใน bullet ที่ ๓ ข้างบนนี่แหละครับ ว่าทางญี่ปุ่นเขาเรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานนี้ ๑๐ ปี
จากการอ่านเอกสาร proceedings ของการประชุมประจำปี ซึ่งเขาจัดทุกปีมา ๗ ครั้งแล้ว ผมจับความได้ว่าทาง Nippon Foundation เขาต้องการใช้โครงการ API ในการทำความเข้าใจสังคมเอเซียจากแว่นหรือมุมมองของคนเอเซียด้วยกัน ไม่ใช่ผ่านแว่นของตะวันตกอย่างที่คุ้นเคยกัน ดังนั้น เขาจึงสนับสนุนให้คนใน ๕ ประเทศได้มีกิจกรรมสร้างสรรค์/วิชาการร่วมกันผ่านโครงการ แล้วมาสะท้อนความเข้าใจ/เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์ใหญ่ทำความเข้าใจสังคมเอเซียในบริบทที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
ผมชอบที่เขาเน้นการเรียนรู้จากกิจกรรมที่มีการลงมือปฏิบัติ แล้วเอามาตีความทำความเข้าใจร่วมกัน และชอบที่เขารวมเอานักปฏิบัติในหลากหลายอาชีพเข้ามาเป็น “ปัญญาชนสาธารณะ” ด้วย ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ซึ่งไปร่วมประชุมคราวนี้ด้วย บอกว่าท่านเห็นพลังของการให้โอกาสศิลปิน เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันและตีความสังคมออกสู่ผลงานศิลปะ ซึ่งผมก็เห็นด้วย
ตอนเดินทางไปด้วยกัน ผมถาม ดร. สุริชัยว่า เห็นความเป็นชุมชน (community) ของ API Fellows ไหม เขามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนอกเวทีประชุมของ API แค่ไหน พอมองเห็นหรือไม่ ได้ความว่ายังไม่สามารถตรวจพบได้ ผมได้เสนอว่า หากต้องการให้เกิดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสม่ำเสมอเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) ของปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเซีย ก็น่าจะใช้พลังของ ICT มาช่วย เดี๋ยวนี้ web 2.0 ที่เป็น social network ใช้ง่ายมาก และยังมีพลังในการสื่อออกไปนอกวง API ได้ด้วย
เราเดินทางด้วยสายการบินไทยเป็นคณะใหญ่เกือบ ๒๐ คน ออกจากกรุงเทพ ๙.๐๐ น. ใช้เวลาบินเพียง ๓ ช.ม. เครื่องบินคนน้อยมาก ก่อนเครื่องบินลงเล็กน้อยท้องฟ้าแจ่มใสดีมาก ตอนเครื่องบินใกล้ลงสังเกตว่าบ้านเรือนหนาแน่นกว่ากรุงเทพ และโรงแรมอยู่ห่างสนามบิน ๑๕ ก.ม. แต่เขาบอกว่าใช้เวลาเดินทาง ๔๕ นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เราเห็นว่าคนขับรถในมานิลาขับเปลี่ยนเลนเป็นว่าเล่น โดยเขาถือเป็นเรื่องปรกติ
พักที่โรงแรม Holiday Inn Galleria Manila ซึ่งอยู่ติดกับศูนย์การค้าใหญ่ ตอนเย็นผมออกไปเดินเล่น และเข้าไปในร้านขายอาหารสด เห็นมีทุเรียน มะม่วง และอื่นๆ ผมลองซื้อมะม่วงซึ่งผลเหลืองหอมน่ากินมากมากิน พบว่ารสชาติสู้มะม่วงไทยไม่ได้เลย นอกจากนั้นยังลองซื้อกล้วยหอมมาลองชิมเปรียบเทียบ ก็พบว่าสู้ของไทยไม่ได้ ไม่ทราบว่าผมมีอคติชาตินิยมหรือเปล่า
วิจารณ์ พานิช
๒๗ พ.ค. ๕๓
มานิลา