วันอาทิตย์ที่แล้ว (๖ มิถุนายน ๒๕๕๓) ผู้เขียนในฐานะอาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้มีโอกาสต้อนรับนิสิตปริญญาโท สาขาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ รุ่นที่ ๒๒ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๘ ท่าน และทั้งหมดกำลังเรียนอยู่ในช่วงเทอมสุดท้ายของการเรียนในห้อง (Take Course) ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทำวิทยานิพนธ์

รายวิชาที่ผู้เขียนกำลังทำหน้าที่ในการบรรยายเทอมนี้ คือ "พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่" (Buddhism and Modern Sciences) ซึ่งรายวิชานี้ ประกอบไปด้วยประเด็นสำคัญ ดังนี้
แนวสังเขปรายวิชา
ศึกษาลักษณะของศาสตร์สมัยใหม่ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิเวศวิทยา บนฐานแนวคิดพระพุทธศาสนา รวมทั้งประยุกต์ใช้ศาสตร์สมัยใหม่เพื่ออธิบายคำสอนทางพระพุทธศาสนา
วัตถุประสงค์โดยทั่วไป
๑. เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิเวศวิทยา เป็นต้น
๒. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการแสวงหาความรู้และความจริง ตลอดจนหลักการและวิธีการเสนอ ทฤษฎีความรู้และการแสวงหาความรู้ในพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อศาสตร์สมัยใหม่และอิทธิพลของศาสตร์สมัยใหม่ที่มีต่อพระพุทธศาสนา ตามหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์และหนังสือต่าง ๆ
๓. เพื่อให้นิสิตสามารถนำวิชาการเหล่านั้นมาพัฒนาคุณภาพชีวิตและใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาสังคม
วัตถุประสงค์เชิงคุณธรรม
๑. เห็นคุณค่าภูมิปัญญาของมนุษย์ที่มีต่อพระพุทธศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่
๒. ยอมรับความแตกต่างของวิชาการแขนงต่าง ๆ ได้ โดยสามารถนำเอาวิชาการเหล่านั้นมาบูรณาการซึ่งกันและกันได้
๓. เกิดความสำนึกและรับผิดชอบร่วมกันในการที่จะใช้หลักการของศาสตร์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาสังคมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป
หัวข้อในการบรรยายในอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๓
พุทธสันติวิธีในฐานะเครื่องมือจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน
-สันติวิธีคืออะไร
-ความขัดแย้ง: ความหมาย ความสำคัญ สาเหตุ
-เครื่องมือในการจัดการความขัดแย้ง
-ท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อความขัดแย้ง
หนังสืออ่านประกอบในหัวข้อบรรยาย
๑. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี, ดุษฏีนิพนธ์ปริญญาเอก, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.
๒. http://gotoknow.org/blog/buddhist-conflict-management?page=3
๓. http://gotoknow.org/blog/forgiveness
๔. http://gotoknow.org/blog/mediation
๕. http://gotoknow.org/blog/peaceful-means
๖. http://gotoknow.org/blog/peaceful-means/363744
การศึกษาตลอดชีวิต
ครูบุญส่ง
นมัสการพระคุณเจ้า
กราบนมัสการ พระอาจารย์ ผศ.ดร.หรรษา ธมฺมหาโส ที่เคารพ
ศิษย์, ในฐานะที่เป็นนิสิตผู้ไฝ่หาความรู้เรื่องพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระอาจารย์เป็นผู้ชี้แสงสว่างคือปัญญาให้กับศิษย์
ศิษย์มีความปลาบปลื้มใจยิ่งนักที่ได้มีโอกาศได้ร่ำเรียนวิชา"พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่" โดยเฉพาะกับพระอาจารย์ที่มีความรู้และความสามารถเป็นอย่างมากอย่างพระอาจารย์ ถือได้ว่าเป็นบุญ และเป็น วาสนา แก่กระผมขอรับ
ขอขอบพระคุณพระอาจารย์หรรษาที่ได้กรุณาให้โอกาศกับพวกผมในการที่ได้เรียนวิชากับพระอาจารย์และได้เปิดโอกาศให้พวกกระผมได้มีพื้นที่ที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆบนเวทีอันทรงคุณค่าแห่งนี้ขอรับ
ด้วยความเคารพ
สานุ มหัทธนาดุลย์ (ประธานนิสิตปริญญาโทพุทธศาสตร์ภาคพิเศษรุ่น๒๒)
นมัสการพระอาจารย์ค่ะ
น้ำทิพย์ พรพัฒนานิคมรายงานตัวเจ้าค่ะ
โยมที่ส่งหัวข้อการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรมในการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์เองค่ะ อิอิ
นมัสการพระอาจารย์
วิชานี้ท่าทางสนุก หนังสืออ่านประกอบเพียบ อีกทั้งหัวข้อบรรยายในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ นี้ ทันยุค-ทันสมัย ทันเหตุการ์บ้านเมืองและสถานการณ์โลกในปัจจุบันจริงๆ จบ class นิสิตคงได้เรียนรู้อีกมากมาย...
หมายเหตุ: ขอขอบคุณครูคิมที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ
ครูคิม
โยมสานุ
โยมน้ำทิพย์
โยมจุฑาทิพย์
นมัสการค่ะ ท่านพระมหาหรรษาโยมไม่ได้เรียนกับพระอาจารย์ในอาทิตย์แรกเพราะติดภารกิจงาน
ที่สำคัญต้องออกต่างจังหวัดรู้สึกเสียดายมากๆที่ไม่ได้เริ่มต้นฟังบรรยาย "พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่"
คงได้ความรู้ใหม่จากท่านอาจารย์มากมายกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
นมัสการค่ะ
โยมชยานันต์
นมัสการค่ะพระอาจารย์
วันนี้นิสิตได้เรียน"เรื่องสันติวิธี"นิสิตหลายท่านมีส่วนเสนอความคิดเห็น และพระอาจารย์มีส่วนช่วยกระตุ้นความคิด ความรู้สึกและให้แสดงทัศนะมุมมองในตัวเองเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม นิสิตเชื่อว่าความรู้และมุมมองของพระอาจารย์ที่หลากหลายที่ทุ่มเทสอนให้กับนิสิตนั้นมีส่วนสำคัญมากที่มองให้เห็นว่าสังคมไทยทุกวันนี้มีปัญหาและเกิดผลกระทบมากในทุกๆด้าน นิสิตทุกคนจะต้องทำความเข้าใจดังกล่าวและควรวางเข็มทิศให้กับชีวิตเพื่อเดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง มีเหตุผล ไม่งมงายและไม่มองอะไรที่แคบเกินไปในยุคโลกาภิวัฒน์เวลานี้ ทุกคนควรให้ความรักความสำคัญสังคมมากขึ้นมีความสามัคคี เมตตาต่อกัน เพราะทุกคนเป็นเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน นิสิตเชื่อว่าการสอนของพระอาจารย์มีความสำคัญและศักยภาพสูงมากกับศาสตร์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้นิสิตทุกท่านได้มองเห็นและเรียนรู้เข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม
ขอบพระคุณพระอาจารย์ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงค่ะ
โยมชยานันต์ ค่ะ
กราบนมัสการพระอาจารย์
ได้ฟังการบรรยาย และร่วมอภิปรายในชั้นเรียนร่วมกับเพื่อนนิสิตในห้องทั้งสองครั้ง
เห็นว่าเป็นวิชาที่เปิดกว้าง ไม่ปิดกั้นความคิด หรือ ผูกขาดทัศนคติ สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง
บทวิเคราะห์ว่าด้วย มายาคติต่อสันติวิธี ที่ว่า สันติวิธีไม่สามารถรับประกันผลสำเร็จได้
รวมทั้ง สันติวิธี ไม่สามารถกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติการได้นั้น
สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และยอมรับความเป็นจริง
ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบันส่วนใหญ่จึงยังคงมีจุดยืนฝั่งตรงข้ามกับสันติวิธี
นั่นคือ สงครามคื่อสันติภาพ อำนาจคื่อสันติภาพ กองกำลังคือสันติภาพ จึงยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยไป
กราบนมัสการ ด้วยความเคารพ และ ศรัทธา
อุทัย ภัทรสุข
นิสิตปริญญาโทปีที่ ๒
วิชาพระพุทธศาสนา ภาคพิเศษ
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก แวะมาทักทายเจ้าค่ะ
โยมชยานันต์
โยมอุทัย
สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างพระเจ้าวิฑูฑภะกับเจ้าศากยะ
ประเด็นความขัดแย้งซึ่งเป็นที่มาของ “สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) นั้น ไม่ได้ปรากฏมีเฉพาะกรณีของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชายยิว ๑๐ กว่าล้านคน หรือกรณีของนายสโลโบดัน มิโลเซวิค (Slobodan Milosevic) อดีตนายกรัฐมนตรีของโคโซโวที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเซิร์บและมุสลิมกว่า ๓ แสนคน เป็นต้นเท่านั้น แต่เมื่อกล่าวย้อนไปในสมัยพุทธกาลนั้น ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้ ได้ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ของสังคมอินเดียสมัยนั้นเช่นเดียวกัน แรงผลักดันที่ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาจากสาเหตุที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันคือ “ความเกลียดชัง”
ประเด็นที่มาของการทำให้เกิด “ความเกลียดชัง” นั้น อาจจะมาจากตัวแปรที่ค่อนข้างหลากหลายเนื่องจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่แตกต่างกัน กรณีของพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะ มีปรากฏชัดอยู่ในคัมภีร์หลายแห่งด้วยกันคือ วิฑูฑภวัตถุ อรรถกถาวิฑูฑภวัตถุ อรรถกถาธรรมเจติยสูตร อรรกถาสุนทริยสูตร ปราภวสูตร และอรรกถาปราภวสูตร ซึ่งบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง(Stakeholder) กับเหตุการณ์นี้ ประกอบไปด้วยพระพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิโกศล เจ้าศากยะ ทีฆการายนะ วิฑูฑภะ และนางวาสภขัตติยา
ประเด็นที่น่าสนใจคือ พระพุทธเจ้าได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้อย่างไร และเพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ย (Mediation) เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับญาติของพระองค์ด้วย
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้ง (Conflict Analysis) ทำให้พบประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เริ่มจากการที่พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น ต้องการสร้างความคุ้นเคย หรือเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า พระองค์จึงส่งทูตไปขอพระธิดาของเจ้าศากยะมาเป็นมเหสี เนื่องจากเจ้าศากยะไม่สามารถปฏิเสธการร้องขอดังกล่าว เพราะพระเจ้าปเสนทิ-โกศลนั้นทรงมีอิทธิพลทางทหาร และการเมืองระหว่างประเทศต่อกรุงกบิลพัสดุ์ ดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสว่า “พวกศากยะเป็นผู้ใกล้ชิด และอยู่ในอำนาจของพระราชาปเสนทิโกศล… ก็พวกศากยะย่อมทำการต้อนรับ ทำการอภิวาท ลุกขึ้นยืนรับ ทำอัญชลีกรรมและสามีจิกรรมในพระราชา ปเสนทิโกศล”
ข้อเท็จจริงดังปรากฏชัดในขณะที่เจ้าศากยะสนทนากันในที่ประชุมว่า “พระราชาเป็นฝ่ายอื่น ถ้าพวกเราไม่ให้แล้วไซร้ ท้าวเธอจักทำให้เรา ฉิบหายได้” จึงมอบนางวาสภขัตติยาให้แก่ทูตแทนพระธิดาองค์ใดองค์หนึ่งของตัวเอง เหตุผลสำคัญมากประการหนึ่งที่เจ้าศากยะมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ต่อประเด็นดังกล่าว ก็คือประเด็นปัญหาเรื่อง “ชาติพันธุ์” โดยมองว่า “ก็เมื่อว่าโดยสกุลแล้ว ท้าวเธอไม่เสมอกับเราเลย” ซึ่งเหตุผลประเด็นหลังนี่เองที่ทำให้เกิดสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะ พระเจ้าวิฑูฑภะได้ประสบกับเหตุการณ์ที่สำคัญ ๔ ประการด้วยกัน เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นแรงผลักดันให้พระองค์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะ กล่าวคือ
(๑) พระองค์สังเกตเห็นว่า เด็กคนอื่น ๆ มักจะได้รับของฝากจากญาติที่อยู่เมืองอื่น ๆ แต่พระองค์กลับไม่ได้รับของฝากจากเจ้าศากยะเลย จึงมีความสงสัยในสัมพันธภาพระหว่างพระองค์กับเจ้าศากยะ
(๒) เมื่อพระองค์เดินทางไปเมืองกบิสพัสดุ์ เจ้าศากยะได้นำพระกุมารที่อายุน้อยไป อยู่ต่างจังหวัด เพราะเกรงว่ากุมารศากยะที่อายุน้อยกว่าจะต้องไหว้เจ้าชายวิฑูฑภะซึ่งเป็นบุตร นางทาสี
(๓) ในขณะที่กำลังเสด็จกลับ มหาดเล็กคนลืมอาวุธจึงได้กลับเข้าไปในเมืองกบิลพัสดุ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องชาติพันธุ์จึงปรากฏขึ้น เมื่อมหาดเล็กได้ยินเสียงนางทาสีของเจ้าศากยะด่าพระเจ้าวิฑูฑภะว่า “นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตรของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง” และประเด็นสำคัญก็คือ นางทาสีได้นำน้ำนมไปล้างแผ่นกระดานที่พระกุมารนั่ง จึงนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเล่าให้ไพร่พลด้วยกันฟังจนทำให้สถานการณ์บานปลายออกไปอีก
(๔) พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบความจริงดังกล่าว ก็พิโรธที่เจ้าศากยะมอบนางทาสีให้แก่พระองค์ จึงริบเครื่องบริหารทั้งหมดจากนางทาสีและบุตร และให้การดูแลทั้งคู่เท่าที่ฐานะของทาสและทาสีควรจะได้รับ
จากเหตุการณ์ทั้ง ๔ ประการดังกล่าวนั้น ทำให้พระเจ้าวิฑูฑภะคิดแก้แค้นเจ้าศากยะ “เจ้าศากยะเหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนมก่อน แต่ในกาลที่เราดำรง ราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง” ทีฆการายตนะซึ่งหาช่องทางในการที่จะแก้แค้นแทนพันธุลเสนาบดี ได้ใช้โอกาสที่ พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า นำเครื่องพระราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ ที่พระองค์ ฝากเอาไว้ไปให้พระเจ้าวิฑูฑภะ และอภิเษกพระเจ้าวิฑูฑภะเป็นพระราชาครองนครสาวัตถีแทน แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่สามารถที่จะแย่งชิงพระราชสมบัติกลับคืนมาได้ เพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน
เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะได้ครองพระราชสมบัติแล้ว จึงได้ยกทัพหลวงออกไปฆ่าเจ้าศากยะ แต่พระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าศากยะตั้งแต่ต้น ทรงใช้ความพยายาม ๓ ครั้งในการเข้าไปทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยพระเจ้าวิฑูฑภะไม่ให้ตัดสินพระทัยทำเช่นนั้น โดยเหตุผลที่พระพุทธเจ้าพยายามจะตรัสบอกก็คือ “ชื่อว่า เงาของหมู่พระญาติเป็นของเย็น” เนื่องจากความแค้นส่วนตนของพระองค์ที่ถูกเหยียดหยาม และดูหมิ่นจากเจ้าศากยะ จึงตัดสินพระทัยทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะ ไม่เว้นแม้กระทั่งทารกที่ยังต้องดื่มน้ำนมจากมารดาอยู่ และนำเลือดจากลำคอของเจ้าศากยะเหล่านั้นไปล้างแผ่นกระดานที่พระองค์ เคยประทับนั่ง
ผู้วิจัยมองว่า ประเด็นที่พระเจ้าวิฑูฑภะทรงทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะนั้น มิได้เป็นแนวคิดที่ดำรงอยู่บนเหตุผลข้อใดข้อหนึ่งดังที่ได้นำเสนอแล้วในเบื้องต้น หากแต่เกิด จากการความแค้นส่วนตัวที่สะสมมาจากการที่พระองค์ได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเกลียดชัง” ที่เจ้าศากยะมีต่อชาติพันธุ์ของพระองค์ ฉะนั้น เพื่อที่จะทำลาย “ที่มา” ของความเกลียดชังดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าวิฑูฑภะต้องตัดสินใจทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเจ้าศากยะดังที่พระพุทธเจ้าได้สรุปสาเหตุสำคัญที่เจ้าศากยะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า “คนใดหยิ่งเพราะชาติ หยิ่งพระทรัพย์ และหยิ่งเพราะโคตร ย่อมดูหมิ่นญาติของตน นั้นเป็นทางของ คนเสื่อม”
เมื่อกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าด้วยความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ตามที่ปรากฏ ในสองประเด็นใหญ่นั้น พบว่า คำว่า “ชาติพันธุ์” นั้น เป็นประเด็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ง่ายที่สุด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า นอกจากชาติพันธุ์จะยึดโยงกับคำว่า “ศักดิ์ศรี” แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ทางรูปธรรมที่สามารถนำมาดูถูกและเหยียดหยามได้ง่ายด้วย
ฉะนั้น ประเด็นปัญหาเรื่องการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และเป็นประเด็นปัญหาซึ่งยากต่อการแก้ไขด้วย เพราะรากเหง้าที่แท้จริงของประเด็นปัญหานี้มาจากข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ภายในใจของแต่ละบุคคล ดังนั้น หากจะกล่าวถึงแนวทางของการแก้ไขย่อมเป็นเรื่องยากที่จะแก้ในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นมิติของกายภาพ หรือจิตภาพ ก็ตาม
โยมอภิญญา
นมัสการค่ะพระอาจารย์
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติและการเกิดความสันติสุขดูเหมือนแก้ไขยากในเมื่อทุกคนคิดแต่เรื่องศักดิ์ศรีที่ติดตามมา
และมีอิทธิพลมากความขัดแย้งไม่อาจจบสิ้นลงไปได้ในเมื่อความขัดแย้งใหญ่ๆเกิดขึ้นทางความคิดสิทธิและผลประโยชน์และการ
แข่งขันทางอำนาจซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกภัยคุกคามจากชีวิติและศักดิ์ศรีเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวล้วนมาจากการชิงดีและการกดขี่ทาง
เศรษฐกิจและการเมือง ล้วนเป็นภัยอย่างมหันต์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด? "แล้วทุกคนกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง
ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปัญหาทางสังคมการเมือง เศรษฐกิจเป็นเรื่องสลับซับซ้อนสัญชาตญาณของความอยากและหวงแหน"
ดังที่สมมติฐานของเพลโตได้กล่าวว่า "ภายในตัวคนเราเอง คือภายในวิญญาณนั้นมีทั้งส่วนที่ดีกว่าและส่วนที่เลวกว่าคนเราจะเป็น
นายของตัวเองก็ต่อเมื่อส่วนที่ดีกว่าโดยธรรมชาติได้ส่วนที่เลวกว่าอยู่ภายใต้การควบคุมนี่ย่อมเป็นอันควรแก่การสรรเสริญแต่กลับจะ
ถือเป็นเรื่องอัปยศถ้าเมื่อใดเพราะเหตุชาติพันธุ์ที่เลว หรือเพราะอยู่ในหมู่คนเลว ส่วนที่ดีกว่ากลับถูกกลืนด้วยจำนวนฝูงชน คนใน
สภาวะเช่นนั้นได้ชื่อว่าตกเป็นทาสของตนเองและไม่รู้จักพอประมาณ"
กราบนมัสการพระอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูง และโปรดชี้แนะด้วยค่ะ