วาตภัยทำลายบ้านเรือน

         เมื่อช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน...มีเหตุการณ์ธรรมชาติที่น่ากลัวและโหดร้ายที่สุดในรอบ  6o ปีกว่า (คุณแม่เล่าว่าตั้งเกิดมาก็เพิ่งประสบวาตภัยในหมู่บ้านเรานี่แหละ) ในวันที่ 27 เมษายน  2553  ได้เกิดพายุพัดมาอย่างแรงมาก ก่อนที่จะเกิดพายุอากาศจะร้อน อบอ้าวมาก ลมไม่พัดเลย อุณหภูมิที่จำได้ประมาณ  44 องศาเซลเซียส  ข้าพเจ้ามีบ้าน1หลังเป็นทรงไทยสูง ชั้นเดียวใต้ถุนปล่อยโล่ง มีเปลแขวนไว้นอนพักผ่อยเวลากลางวันเย็นสบาย อยู่ริมแม่น้ำปิง มีต้นมะม่วงบังลม สองต้น ยามเย็นเด็กๆก็จะลงเล่นน้ำกันสนุกสนานเย็นชื่นใจ ใช้มะพร้าวหลอดสองลูกมัดติดกันลอยคอ หยอกล้อเล่นน้ำกัน มีความสุขมากๆตามวิถีคนไทยที่ไม่มีใครปฏิบัติได้ในยุคนี้.....แต่แล้วก็ต้องรีบวิ่งขึ้นจากแม่น้ำแทบไม่ทัน...เพราะเริ่มมีลมพัดมาตามแม่น้ำเป็นละลอกจากทิศใต้ไปทิศเหนือ...จากเบาๆๆเริ่มแรง .... แรงขึ้นๆๆๆ...มีลูกเห็บตก....ซ้าย...ขวา...ลมแรงขึ้นๆๆๆ......จนแรงที่สุด....แล้วสังกะสี....กระเบื้อง...เศษไม้...กิ่งไม้....แล้วอะไร  ต่อ มิอะไรที่ปลิวได้ก็ ถูกยกไปตามแรงที่ลมพายุ จะยกไปได้... ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถยกหลังคาบ้าน ฝาบ้าน 400 กว่าหลังคาเรือน ลงไปพับเพียบกองบนพื้นดินและค้างอยู่บนยอดมะพร้าวได้......... ทุกคนตกตลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วิ่งไปดูบ้านคนโน้น บ้านคนนี้ ที่เป็นญาติๆกัน ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง  ไม่ต่างกันเลย หลังคาบ้านปลิวตามลมไปกันหมดทุกบ้าน.....สร้างคนเสียหาย......นี่แหละธรรมชาติโหด....ผลจากฝีมือมนุษย์ที่ช่วยกันทำลายธรรมชาติก่อน  ถึงเวลาที่ธรรมชาติจะลงโทษเราแล้วใช่ไหมนี่??????