น้ำใจจากเพื่อน
หากใครเดินผ่านไปทางหน้าตึกประชาอุทิศที่เปิดคลินิกเบาหวานทุกวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี แล้วจะพบว่ามีคนเจาะเลือดผู้ป่วยเบาหวานเป็นผู้ชายสูงอายุรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาอิ่มเอิบมีความสุขดูกระฉับกระเฉงไม่บ่งบอกเลยว่าเป็นผู้สูงอายุที่วัยใกล้ 70 ปีแล้ว เขาไม่ใช่ใครที่ไหนถ้าไม่ใช่ลุงเสน่ห์ ผู้ป่วยเบาหวานรุ่นแรกของคลินิกสุภาพดีที่ผู้ป่วยเบาหวานรู้จักคุ้นเคยเพราะคนไข้เบาหวานเกือบทุกคนล้วนผ่านการเจาะหาน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วจากลุงเสน่ห์ด้วยกันทั้งนั้น นอกจากเจาะเลือดแล้ว ยามว่างไม่มีผู้ป่วยเจาะเลือด ลุงเสน่ห์ยังสามารถวัดความดันโลหิตได้ และรู้ว่าต้องเรียกผู้ป่วยวัดความดันโลหิตซ้ำในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ตามCPGของการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน จำผู้ป่วยที่มีน้ำตาลต่ำว่าเป็นใครต้องตรวจซ้ำหลังจากกินน้ำหวาน กินข้าวต้มแล้ว เมื่อคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานหมดแล้ว ลุงเสน่ห์ของเราก็ทำหน้าที่เป็นวิทยากรรับเชิญในการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาตนเองเรื่องเบาหวานอย่างหมดเปลือก เป็นตัวแบบที่ดีของผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากประสบความสำเร็จในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนของเบาหวานเลย เมื่อฉันถามถึงความรู้สึกของ ลุงสเน่ห์ที่ต้องมาช่วยทำกิจกรรมที่คลินิกสุขภาพดี โดยไม่ได้ผลตอบจากโรงพยาบาลเลย ลุงเสน่ห์ตอบว่า “รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ ทำจนกลายเป็นความเคยชินซะแล้ว หากวันไหนไม่ได้มาที่คลินิกเบาหวานเหมือนขาดอะไรไปอย่าง” ลุงเสน่ห์ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขที่ได้มีส่วนในการปรับระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานใหม่ ซึ่งเมื่อฉันนึกย้อนเวลากลับไปแล้วคิดว่าโรงพยาบาลห้วยพลูก็สามารถทำในสี่งดีๆให้แก่ผู้ป่วยได้แม้ว่าจะผ่านมาแล้วถึง3ปี
ในยามที่ฉันเดินผ่านตึกผู้ป่วยนอกในวันที่มีคลินิกเบาหวาน วันนั้นจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยจำนวนมากนั่งรอคัดกรอง บ้างก็รอเจาะเลือด บางคนรอเรียกเข้าตรวจ ดูช่างวุ่นวายเสียนี่กระไร คนก็มาก บรรยากาศก็อึดอัดเสียงพูดคุยเซ็งแซ่จับใจความไม่ค่อยได้ เจ้าหน้าที่ต้องตะโกนเรียกคัดกรอง เรียกเข้าตรวจ ต้องเรียกให้เสียงดังๆเข้าไว้เพื่อจะให้ผู้ที่นั่งหน้าสลอนรออยู่ได้รับบริการตรวจรักษา ในใจของฉันคิดว่าทำไมคนไข้ถึงมากมายขนาดนี้ จะมีไหมวันที่คนไข้จำนวนไม่มากมานั่งรอตรวจที่OPDอย่างสงบ พูดคุยกันเบาๆบรรยากาศสบายๆ มีเจ้าหน้าที่นั่งให้บริการด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาทักทายกันดุจญาติมิตร ทำให้ไม่เครียดทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งคนไข้ แล้วเราจะทำอะไรให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้ไหมจะลดจำนวนคนไข้ที่OPDได้ย่างไร เมื่อนำเรื่องจำนวนคนไข้ที่OPDไปคุยกับพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นต่างก็สรุปว่าเรามีคนไข้เบาหวานเยอะมากจึงทำให้วันที่มีเบาหวาน คนไข้ OPDจึงมากมายจนล้นแทบไม่มีที่นั่ง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของเราก็มีน้อยลำพังแค่คัดกรองอย่างเดียวก็หน้ามืดแล้ว แค่ทำงานคัดกรองให้เสร็จทันก่อนเที่ยงช่วงเช้าและให้คนไข้ได้ตรวจเสร็จก่อนสี่โมงเย็นก็นับว่าสำเร็จแล้วไม่มีแม้แต่เวลาจะไปพูดคุยแนะนำข้อมูลต่างๆให้ผู้ป่วยและญาติ โอกาสที่จะสอนสุขศึกษาจึงตัดออกไปได้เลย
จนกระทั่งในปี 2549 มีคนไปดูงานที่โรงพยาบาลอื่นที่นำเสนอการทำงานคุณภาพเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในการทำHAของโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งทีมพัฒนางานคุณภาพของโรงพยาบาลและหัวหน้างานต่างๆประทับใจว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นดูแลผู้ป่วยเบาหวานดีมากโดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมคนไข้เบาหวาน จนทีมอยากจะทำให้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลของเราบ้าง เพราะคนไข้เบาหวานของเราก็เป็นปัญหาอันดับ 1-2ของโรงพยาบาลของเราและคนไข้หลายรายของเราก็มีโรคแทรกซ้อน นั่งรถเข็นให้เวรเปลได้ทำงานกันอย่างถ้วนหน้าไม่น้อยกว่าวันละ5-6 คน ฉันได้รับมอบหมายให้จัดคลินิกปรับพฤติกรรมเนื่องจากจบทางด้านจิตวิทยาชุมชนและทำวิทยานิพนธ์เรื่องการดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลห้วยพลู ดังนั้นจึงน่าจะนำความรู้มาปรับพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวานได้บ้าง ตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจที่จะได้นำความรู้ที่เรียนมาลงสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง คิดในใจว่าลองดูซักตั้ง ฉันได้จัดโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวานซึ่งเป็นกิกรรมที่ทำให้เกิด empowermentในตัวเอง โดยมีแนวคิดให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องมาเช้ามากสามารถคัดกรองเบาหวานด้วยตนเอง ตั้งแต่เจาะหาน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วด้วยตนเอง วัดความความดันโลหิดและชั่งน้ำหนักด้วยตนเอง โดยขอจัดกิจกรรมที่ห้องเก็บของตึกผู้ป่วยใน1ห้องทำกิจกรรมกลุ่มวันละ10-15คน ในวันอังคารและพุธขึ้น โดยมีคนไข้เบาหวานที่OPDจัดให้เข้าร่วมโปรแกรมเดือนแรกมีถึง102 คน แต่เมื่อทำโปรแกรมเดือนที่ 2 มีเหลืออยู่ 89 คนไข้หลายคนไม่เข้าโปรแกรมต่อและออกไปคัดกรอง ตรวจที่ OPD แต่ฉันและทีมงานวิทยากรก็ไม่ท้อใจยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมจนครบ 6 เดือนตามที่วางแผนไว้ซึ่งเหลือผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพียง69 ราย ลุงเสน่ห์เป็นคนไข้เบาหวานที่ยังอยู่ร่วมกิจกรรมจนจบโปรแกรมและเป็นคนไข้เบาหวานที่เราภูมิใจว่ามีส่วนร่วมสร้างให้มีempowermentในตัวเอง เพราะลุงเสน่ห์มีพัฒนาการในการดูแลรักษาเบาหวานที่ดีมีเคล็บลับในการดูแลตนเองโดยที่ไม่ต้องฝืนตนเองมากนัก ฉันและสุนันทาซึ่งเป็นวิทยากรและคนจัดโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวานร่วมกันได้มีโอกาสพูดคุยกับลุงเสน่ห์ ทำให้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่น่าสนใจของลุงเสน่ห์
ลุงเสน่ห์อาศัยอยู่ที่ตำบลสัมปทวนใกล้วัดสัมปตาก เรียนจบชั้นป.4 มีอาชีพขับมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ก่อนเข้าโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวาน ลุงเสน่ห์เพิ่งพบว่าตนเองเป็นเบาหวานได้ 1ปี หลังจากลุงเสน่ห์ได้เข้าโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวานแล้ว ลุงเสน่ห์จะนำความรู้หรือข้อมูลที่ได้นำมาลองปฏิบัติดู ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายเองที่บ้าน รำกระบอง ทำทุกอย่างที่ได้รับคำแนะนำ นอกจากนี้เวลามาเข้าร่วมกิจกรรมลุงเสน่ห์จะเป็นคนช่วยดูแลเพื่อนๆกลุ่มเบาหวานด้วยกัน เช่น ช่วยเจาะเลือดปลายนิ้ว วัดความดันโลหิด ลงบันทึกข้อมูลที่คัดกรองให้พยาบาล เอาข้าวต้มมาให้เพื่อนเบาหวานกิน คอยโทรศัพท์ตามเพื่อนในกลุ่มที่นัดมาตรวจวันเดียวกันให้มาเข้ากิจกรรมตามนัด และสามารถนำเพื่อนพ้องเบาหวานออกกำลังกายที่แพริมน้ำแทนวิทยากรเมื่อเราขอร้องให้ออกมาเป็นผู้นำออกกำลังกายแทน เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองแก่ผู้ป่วย เมื่อจบโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวาน 6 เดือน ประเมินผลการปรับพฤติกรรมและประเมินระดับน้ำตาลในเลือดพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยเบาหวานมีความพึงพอใจในกิจกรรมที่จัดให้ เราคิดว่าเราคงเดินมาถูกทางในด้านการปรับพฤติกรรมบ้างแล้ว เนื่องจากผลการประเมินน่าพึงพอใจเราจึงมุ่งมั่นที่จะทำต่อไปอีก
ในเดือนตุลาคม 2550 ฉันและสุนันทาจึงจัดโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวานเพื่อปรับพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดUncontrol เราเริ่มสนิทสนมกับผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มแรกมากขึ้น ฉันและสุนันทา กษมาจึงมักได้รับขนม ผลไม้ ซึ่งเป็นของฝากจากคนไข้เบาหวานบ่อยๆ จากการพูดคุยในการทำกิจกรรมกลุ่มในห้องเล็กๆนี้ มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มมาอีก 30 ราย ห้องจึงเล็กไปถนัดตา ยามที่คนไข้เบาหวานนัดพร้อมกัน20-25คน บรรยากาศแออัดเหมือนOPD ไม่มีผิด เครื่องปรับอากาศไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เราเริ่มคิดหาหนทางที่จะปรับระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในสถานที่ใหม่ แต่ก็ไม่สามารถหาได้เพราะเราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆในองค์กร บางครั้งนึกท้อใจจนบอกกับคนไข้เบาหวานว่า “หากเราเลิกทำกิจกรรม แล้วให้ลุงๆ ป้าๆ ไปตรวจเบาหวานที่ตึกใหญ่เหมือนเดิมจะเอาไหม” คนไข้ก็ถามว่า“ทำไมถึงไม่ทำต่อ อย่างนี้ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนไม่เคยได้รับการอบรมอะไรเลย เดี่ยวนี้รู้เรื่องขึ้นเยอะ จะกินอะไรก็ระวังมากขึ้น ไม่ต้องเจาะเลือดที่แขน ดูดเอาไปตั้งหลายซีซี ต้องรอผลเลือดตั้งนาน กว่าจะได้รู้ผล ก็ตอนตรวจ นี่เราเจาะปลายนิ้วเอาเลือดนิดเดียว ไม่เจ็บแล้วก็รู้ผลเลย แถมได้ความรู้ รอตรวจไม่นานมีหมอมาตรวจให้ถึงที่เลย คิวตรวจก็พวกเราเอง มีที่นั่งสบายไม่ต้องแย่งกัน อยากให้ทำกลุ่มอบรมแบบนี้ต่อไป อยากให้คนไข้อื่นๆได้รับการอบรมอย่างนี้บ้าง” ฉันได้ยินตอนแรกรู้สึกว่าดีใจที่คนไข้พึงพอใจการทำกิจกรรมของเราแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากหัวเราะดังๆในประโยคของคนไข้ที่ว่า “เราอบรมเขา” จึงต้องแก้ไข้ความเข้าใจกันใหม่ว่า “ไม่ได้อบรม แต่เป็นการให้ข้อมูลที่คนไข้เบาหวานควรรู้เพื่อดูแลตนเอง ใครจะบังอาจอบรมพวกลุงๆป้า คราวพ่อคราวแม่ได้” จากประโยคที่คนไข้ต้องการให้คนไข้เบาหวานกลุ่มอื่นได้รับการทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมเพราะเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมทำให้เราฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนฟ้ามาโปรดให้คนไข้เบาหวานได้รับบริการที่ดีขึ้น เมื่อโรงพยาบาลสมัครเข้าโครงการดูแลผู้ป่วยเบาหวานครบวงจรเครือข่ายโรงพยาบาลห้วยพลูของสปสช. ฉันกับสุนันทาจึงทำใจกล้านำผลการประเมินโปรแกรมปรับชีวิตพิชิตเบาหวานที่การันตีด้วยรางวัลผลงานวิจัยยอดเยี่ยมระดับที่3ของจังหวัดนครปฐมไปคุยกับนายแพทย์มนตรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งใหม่โดยขอให้ท่านผู้อำนวยการปรับระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานใหม่ทั้งหมด ขยายพื้นที่คลินิกเบาหวานจากOPDไปที่อื่นและให้บริการแบบ One Stop Service เช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมในโปรแกรมปรับชีวิต พิชิตเบาหวาน ซึ่งผู้อำนวยการเล็งเห็นความสำคัญจึงลองเสี่ยงปรับระบบการดูแลผู้ป่วยใหม่ทั้งระบบ และย้ายจุดบริการคลินิกเบาหวานไปไว้ที่ตึกประชาอุทิศ ที่ว่างเนื่องจากงานบริการแพทย์แผนไทยย้ายไปบริการที่ตึกบัวบุษรา การย้ายคลินิกเบาหวานใหม่นี้ต้องลงทุนปรับปรุงตึกใหม่หลายอย่างตั้งแต่ กั้นห้องกิจกรรม 3ห้อง แบ่งห้องตรวจ 2 ห้อง ทำห้องน้ำใหม่ ซื้อโต๊ะ เก้าอี้สำหรับผู้รับบริการ เครื่องวัดความดันโลหิตDigital ใหม่ 6 เครื่อง ซื้อเครื่องชั่งน้ำหนัก 3 ตัวไว้ประจำห้องแต่ละห้อง เปลี่ยนการเจาะเลือดจากเจาะเส้นเลือดดำที่แขนเป็นเจาะที่ปลายนิ้วแทน เริ่มเปิดบริการโปรแกรมปรับพฤติกรรมเต็มรูปแบบทุกวันอังคาร พุธและพฤหัสบดี ในเดือนเมษายน 2551 แรกๆเราจัดโปรแกรมที่คลินิกสุขภาพดีเรามีเพื่อนๆเจ้าหน้าที่ทั้งพยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ แพทย์แผนไทยเข้ามาช่วยเป็นวิทยากรให้ข้อมูลตลอด 6 เดือนจนจบโปรแกรม ในการจัดกิจกรรมนี้เรารู้สึกภาคภูมิใจมากที่คนไข้เบาหวานกลุ่มแรกที่มีลุงเสน่ห์เป็นแกนนำ สามารถนำพาผู้ป่วยและญาติเข้าร่วมกิจกรรมอย่างดีเยี่ยม ทั้งเป็นคนนำเจาะเลือด วัดความดันโลหิตด้วยตนเอง ชั่งน้ำหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใครหิวข้าวมาก ขอเจาะก่อน ค่อยมาวัดความดันโลหิตทีหลังไม่ต้องรอวัดให้เสร็จก่อนถึงกินข้าว ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือให้เจาะเลือดก่อน มีอาสาสมัครตักข้าวต้มมาให้กิน ญาติผู้ป่วยหลายรายมีภาระงานทำทั้ง ช่วยเจาะเลือด วัดความดันโลหิต ฆ่าเวลาช่วงรอผู้ป่วยได้ดี แต่ละคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส คนไหนน้ำตาลต่ำ เพื่อนๆจะรู้ว่าใครและจะคอยบอกเจ้าหน้าที่ว่าคนไข้คนนี้อยู่ที่ไหนเวลาที่เจ้าหน้าที่ตามตัวมาเจาะเลือดซ้ำ คนไหนอาการไม่ดี มีความผิดปกติ เพื่อนๆจะช่วยบอก คนไหนหายไปจะไต่ถาม บทบาทของเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนจากบริการคัดกรองเป็นลงข้อมูล แจ้งภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเป็นที่ปรึกษาเรื่องสุขภาพ เรารู้จักกันมากขึ้น มีเวลาพบปะพูดคุยให้ข้อมูลและความรู้ช่วง8.30-9.00น.ก่อนแพทย์ลงมาตรวจมากขึ้น เมื่อจบโปรแกรม 6 เดือน เจ้าหน้าที่ที่มาช่วยจัดกิจกรรมลดน้อยลงจนเหลือเพียง เจ้าหน้าที่ของOPD และสุนันทา ลุงเสน่ห์จึงเป็นแกนนำในการช่วยเหลือกลุ่มโดยช่วยเจ้าหน้าที่คัดกรองผู้ป่วยเบาหวานด้วยกันและชักชวนเพื่อนๆในกลุ่มให้เข้ามาช่วยทำกิจกรรมคัดกรองด้วย เมื่อเราประเมินผลพฤติกรรมผู้เข้าร่วมกิจกรรมเราพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานยังปรับพฤติกรรมได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เราจึงปรึกษาลุงเสน่ห์ ว่า “ ลุงเสน่ห์คิดว่าทำยังไง คนไข้เบาหวานถึงจะคุมน้ำตาลได้” ลุงเสน่ห์บอกว่า “เพราะเขาไม่รู้นะซิ” เราจึงปรึกษากันว่าใครควรจะเป็นคนบอกผู้ป่วยเบาหวานให้ได้รู้เพราะทีมเราเองก็ไม่มีใครเป็นเบาหวานจะรู้เรื่องดีเท่าคนเป็นเบาหวานได้อย่างไร ลงเสน่ห์บอกว่า“เขาไม่เข้าใจนะซิ” เราจึงคิดว่า“หากเป็นคนไข้เบาหวานด้วยกันบอกกันเองเขาจะเข้าใจไหม” เราจึงขอร้องให้ลุงเสน่ห์มาเป็นวิทยากรให้ “ลุงมาเป็นวิทยากรสอนคนไข้ด้วยกันเองได้ไหม” เมื่อลุงเสน่ห์ตกลงเราจึงได้วิทยากรมาช่วยให้ข้อมูลในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานทุกวันที่เรามีคลินิกเบาหวาน ในการเป็นวิทยากรของลุงเสน่ห์ เราจะเห็นแง่มุมหลายอย่างที่ทำให้เรายอมรับนับถือในตัวผู้ป่วยเบาหวานอย่างมาก เช่น “หากอยากกินขนม ของหวานมากๆ จะทำอย่างไร” ซึ่งแต่ละคนก็มีเคล็บลับ เทคนิคมาให้เรียนรู้กันอย่างมากมาย เช่น “กิน 2-3คำ พอให้หายอยาก” “หรือกินให้อิ่มช่วงเช้าแล้ว ไปทำงานออกกำลังให้มากหน่อย” หรือ “เดินหนีไปที่อื่น ไม่สนใจซะก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวมันก็ชินเอง” เราได้แต่บอกคนไข้ว่าสุดยอด คิดในใจว่าเฮ้อ เรายังทำแทบไม่ได้เลย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้บอกได้อย่างไรว่า คนไข้คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวานตัวจริง
ความมีน้ำใจของลุงเสน่ห์นี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนๆเบาหวานในชุมชนด้วยเมื่อวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2552 เรานั่งคุยกับลุงเสน่ห์ช่วงรอหมอตรวจคนไข้เบาหวานว่า “ทำอย่างไรจึงไม่ต้องให้คนไข้มาเช้ามืด มีไหมที่เราจะให้คนไข้ได้เจาะเลือดจากจุดใกล้บ้าน แล้วค่อยมารับยาตอนสายๆ แบบไม่ต้องแย่งคิวกับใคร” เพราะคนบางคนญาตินำมาทิ้งไว้ที่หน้าคลินิกตั้งแต่ตี 5 แล้วก็มารับกลับตอนเที่ยง ไม่ว่าจะตรวจเสร็จเมื่อไรก็ต้องรอญาติรับตอนเที่ยง บางคนก็ต้องกลับเอง เนื่องจากญาติต้องรีบไปทำงานแต่เช้า บางคนก็อยู่บ้านคนเดียว แข้งขาก็ไม่ค่อยดีเดินเหินลำบากก็ต้องมาตรวจเบาหวานทุกเดือน เราเสนอแนวคิดว่าอยากให้ลุงเสน่ห์ทดลองไปคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานที่บ้านในชุมชน แล้วให้ผู้ป่วยมาตรวจ รับยาที่โรงพยาบาลช่วงสายๆหรือบ่ายก็ได้ ซึ่งลุงเสน่ห์ตอบตกลง เราจึงคัดผู้ป่วยที่ต้องเจาะเลือดที่อยู่ในตำบลสัมปทวนจำนวน18ราย ที่เราต้องการให้ไปเจาะเลือดกับลงุเสน่ห์ โดยเราจัดหาเตรียมอุปกรณ์ของใช้ทุกอย่างเช่น เครื่องตรวจน้ำตาล เครื่องชั่งน้ำหนัก และวัดความดันโลหิตให้ลุงเสน่ห์ไปใช้ที่บ้านเดือนละ1ครั้ง ตอนแรกเราคิดว่าจะให้คนไข้เบาหวานที่คัดกรองกับลุงเสน่ห์ไปตรวจและรับยาที่ PCU วัดแคที่ใกล้กับตำบลสัมปทวน แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าลุงเสน่ห์นำผลคัดกรองใส่สมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานของคนไข้ที่คัดกรองทั้งหมดจำนวน13 คน มารับยาด้วยตนเอง โดยให้เหตุผลว่า “สงสารเขา แก่แล้วขาก็ไม่ค่อยดี เขาได้ไม่ต้องมา บางคนมาลำบาก เอายาไปให้เลยดีกว่า คนรู้จักกันทั้งนั้น” และที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจในตัวลุงเสน่ห์มากยิ่งขึ้นก็เพราะเราทราบว่า ลุงเสน่ห์ขับรถมอเตอร์ไซต์ไปเจาะเลือดป้าอุทัยที่บ้าน ซึ่งป้าขาไม่ดี เดินไม่ถนัดต้องอยู่บ้านคนเดียวตอนกลางวันเนื่องจากลูกๆไปทำงานแต่เช้า หากจะมาโรงพยาบาลต้องเหมารถรับจ้างมาตรวจ นอกจากนี้เมื่อเราพูดคุยกับลุงเสน่ห์ถึงคนไข้หลายคนที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือพิการเป็นอัมพาตที่โรงพยาบาลต้องไปเยี่ยมบ้านแล้วชวนลุงเสน่ห์ไปเยี่ยมด้วย ลุงเสน่ห์จะกระตือรือล้นเต็มใจไปเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกับพวกเราและเมื่อเราเชิญลุงเสน่ห์มาร่วมประชุมเพื่อออกความคิดเห็นในการจัดระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาล ลุงเสน่ห์ก็เต็มใจมาร่วมประชุมกับพวกเรา ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เราและผู้ป่วยเบาหวานได้จับมือร่วมกันในการวางระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานแม้นว่าจะเป็นเพียงแค่เริ่มต้นก็ตาม
ลุงเสน่ห์จึงเป็นคนไข้เบาหวานคนหนึ่งที่ทีมผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นบุคคลที่เป็นครูเบาหวานแก่ทีมผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างแท้จริงและทำให้ฉันรู้สึกสุขใจที่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างพลังอำนาจในตัวผู้ป่วยเบาหวานให้มีศักยภาพในตนเองได้และสามารถเผื่อแผ่ความรู้ ความสามารถช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานด้วยกันเป็นตัวแบบที่น่ายกย่อง ซึ่งคนดีๆทั้งหลายสามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี และยังเป็นกำลังใจเล็กๆที่ทำให้ฉันไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการพัฒนาการดูแลคนไข้เบาหวานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
สกุล มหารัตนวงศ์
อยากรู้จักลุงเสน่ห์จัง
ลุงเสน่ห์เคยมีทุกข์ เมื่อลุงเข้าใจถึงความทุกข์อย่างถึงแก่น ลุงก็อยากช่วยให้คนอื่นไม่ทุกข์
ลุงเสน่ห์จึงมีเสน่ห์และมีคุณค่าเหมือนชื่อของลุง
แต่...คุณกระจิบซ่า ครับ ผมขอกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินว่า เขียนยาวพืด แม้จะมีสาระดี แต่คนไม่ค่อยอดทนอ่าน เพราะหน้าจอไม่เหมือนหน้าหนังสือ จะให้ดีกระจิบซ่า ลองย่อความ ข้อเขียนก็จะมีเสน่ห์เหมือนลุงเสน่ห์
อย่าเคืองนะที่ผมวิจารณ์แบบนี้