โรคเริมและโรคงูสวัดแตกต่างกันอย่างไร
โรคเริม (Herpes simplex)
โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ"H. simplex" เป็นโรคที่หายเองได้ ติดต่อโดยการสัมผัส แต่จะกำเริบได้อีก ทำให้เป็นๆหายๆ เรื้อรัง น่ารำคาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นที่อวัยวะเพศ มักทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลสุขภาพจิตเสื่อมโทรมและเที่ยวดิ้นรนหาหมอเสียเงินโดยใช่เหตุ
ลักษณะผื่น
จะพบกลุ่มของตุ่มน้ำใสอยู่บนผิวหนังที่มีสีค่อนข้างแดงประมาณ 1-2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้ จะแตกออก และตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์
อาการ
ระยะแรก จะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย จากนั้นจึงพบกลุ่มของตุ่มน้ำใสดังกล่าว ต่อมาจะรู้สึกเจ็บแสบร้อนคันเล็กน้อย
ตำแหน่งที่พบ
ชนิดที่ 1 มักจะพบที่บริเวณริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
ชนิดที่ 2 มักจะพบที่บริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
การติดต่อ
เริมทั้ง 2 ชนิดนี้ ติดต่อกันได้ ทางการสัมผัส โดยตรง (direct contact) เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การจูบกัน และติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
ปัญหาที่เกิดขึ้น
เชื้อไวรัสเริมนี้อาจเกิดเป็นซ้ำได้อีก ไม่มีทางหายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมนี้จะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (ganglion) ของคุณ วันดีคืนดีก็จะคืบคลานออกมาทำให้คุณกลับเป็นเริมซ้ำได้อีก และมักจะเป็นเริมซ้ำที่บริเวณเดิม หรือใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมเสมอ
เมื่อใดจะเกิดเป็นเริมซ้ำได้อีก
1. การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ |
วิธีการรักษา
1.ยาทากลุ่มอะไซโคลเวีย (acyclovir) |
โรคงูสวัด (Herpes zoster)
โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ "วีแซดวี" (varicella-zoster virus) เป็นคนละโรคกับโรคเริม คนที่เป็นโรคงูสวัด จะต้องเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เมื่อภูมิต้านทานอ่อนแอลง จึงกลายเป็นโรคงูสวัด และโรคงูสวัดจะเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตนี้ ซึ่งต่างกับโรคเริมที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก (ยกเว้น ผู้ที่มีความต้านทานต่ำมาก ๆ เช่น เอดส์ ฯลฯ อาจกลับมาเป็นโรคงูสวัดซ้ำได้อีก)
ลักษณะผื่น
ระยะแรกจะรู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน หรือคันบริเวณที่เป็น
ต่อมา 1-2 วัน จะเห็นมีกลุ่มของตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น อยู่บนพื้นผิวหนังที่มีสีแดง และกลุ่มของตุ่มน้ำใสนี้จะวางเรียงตัวกันเป็นเส้นตามแนวของเส้นประสาทที่ผิวหนัง (ตามแนว dermatome) เพราะฉะนั้น จะเห็นเป็นขวางตามลำตัวด้านหน้า ด้านหลัง รอบเอว ตามแนวเส้นประสาทตามยาวที่แขนและขา หรือตามแนวเส้นประสาทที่บริเวณใบหน้า นัยน์ตา หู ศีรษะ เป็นต้น
งูสวัด ไม่สามารถจะพันตัวเรา จนครบรอบเอวได้เพราะแนวเส้นประสาทของตัวเรา จะมาสิ้นสุดที่บริเวณกึ่งกลางลำตัวเท่านั้น ในคนธรรมดาที่มีภูมิต้านทานปกติงูสวัดจะไม่ลุกลามเข้ามาแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่ง ของร่างกาย (ยกเว้นในกรณีที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น ถ้าเกิดเป็นงูสวัด ก็อาจเป็นข้ามแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกซีกหนึ่งของร่างกายได้ หรือเป็นงู สวัดทั่วร่างกายได้)
อาการ
จะมีอาการ ปวดมาก เจ็บแสบร้อน บางคนคันร่วมด้วย เป็นไข้ได้ บางคนปวดจนทรมานมาก นอนไม่หลับ กลุ่มของตุ่มน้ำในนี้ จะเริ่มแห้ง และตกสะเก็ดจางหายไปใช้ระยะเวลาประมาณ 7-14 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้น
ที่สำคัญได้แก่ อาการปวดตามแนวเส้นประสาทระยะจากที่โรคงูสวัดหายแล้ว (post herpetic neuralgia) คืออาการปวดเจ็บแสบร้อนตามแนวเส้นประสาทนี้ ถึงแม้ว่า ผื่นงูสวัดหายไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีอาการปวดแสบร้อนอยู่ บางท่านเป็นอยู่หลายเดือนทำให้ทรมานพอสมควร มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
วิธีรักษาโรคงูสวัด
1. รักษาตามอาการ คือ กินยาระงับอาการปวด อาการคัน เช่น ยาพาราเซตามอล ยา ไอคาแรค ยาพอนสแตน ยาคลอเฟนนิรามีน ฯลฯ |
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโรคเริมหรืองูสวัดก็ตามควรมาพบปรึกษาแพทย์ดีกว่านะคะ
สรุปข้อแตกต่างของโรคเริมและโรคงูสวัด | |
|---|---|
เริม |
งูสวัด |
1. เกิดจากเชื้อไวรัส H. simplex |
1. เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus |
2. กลุ่มของตุ่มน้ำใส ไม่เรียงตามแนวเส้นประสาท |
2. กลุ่มของตุ่มน้ำใส |
3. กลับเป็นซ้ำได้อีก |
3. เป็นครั้งเดียว มักไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก |
4. อาการเจ็บแสบเล็กน้อยกว่ามาก |
4. อาการปวดแสบร้อนรุนแรงกว่ามาก |
5. ไม่มีอาการปวดดังกล่าว |
5. อาจมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาท ในภายหลังได้ (post herpetic neuralgia) |
ดีมากจะได้ศึกษาไว้ เวลาเป็นจะได้ปรึกษาคุณอมรรัตน์
อยากให้หาภาพมาให้ดูด้วยนะว่าโรคนี้มันเป็นอย่างไร ตัวหนังสือมันตัวเล็ก ตัวใหญ่จัดใหม่ได้ใหม จะสวยงามมากเลยจ๊ะ
คุณแม่มีอาการปวดที่เท้า ปวดแสบปวดร้อน มีไข้ เดินแล้วปวดอุ้งเท้ามากเป็นมาประมาณ 6 เดือน ไปหาหมอครั้งแรกบอกว่าเป็นผังผืด ให้ยามาทาน อีกหนึ่งเดือนมีแผลและแห้งไปเองอาการเจ็บที่เคยเป็นมีเหมือนเดิมจึงกลับไปหาหมอ โรงพยาบาลเดียวกัน แต่ไม่ใช่หมอคนเดิมแต่เป็นอาจารย์หมอระบุว่าเป็นงูสวัด(แปลกใจมากเพราะงูสวัดเป็นที่เท้าด้วยเหรอถ้าเป็นนานขนาดนี้คงเสียชีวิตไปแล้ว)หมอคนนี้ตรวจไม่จับเท้าคนไข้เลยสามารถวินิจฉัยได้ตลกมาก ให้ยามาทานนัดให้กลับมาอีก 2 อาทิตย์ ก็กลับไป หาหมอก็บอกว่าเป็นโรคเริมอีก ให้ยามาทานและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีก ทำไมการวินิจฉัยโรคของแพทย์จึงต่างกัน คนไข้อยากหายแต่ได้รับการวินิจฉัยต่างกันทำให้ไม่มั่นใจในตัวหมอเลยทั้งๆที่เป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ใครพอตอบคำถามได้บ้างค่ะแม่หนูทรมานมากสงสารด้วยจะไปปรึกษาที่ไปไหนดีใครเคยเป็นหรือให้คำแนะนำโปรดตอบกลับด้วยค่ะขอบพระคุณค่ะ
จาก
ลูกกตัญญูสงสารบุพพการี
ทำไม หนุอายุแค่ 15 ยังเป็นระค่ะ
เป็นทั้ง งูสวัส ทั้งเริม
มะมีทางหายขาดได้
มะมียาที่ ใช้แล้วให้เชื้อนี้มานออกจากตัวเลยหรอ
เป็นอยู่น่ารำคาญมาก ๆ แล้วทำงานต้องเจอกับลูกค้าด้วย เป็นที่ก็นานเป็นอาทิตย์หยุดงานก็ไม่ได้ แถมเพื่อนร่วมงานก็ถามอยู่ได้ว่าเป็นอะไร
ผมกลัวตายอะ มันไม่ปวด ไม่เเซบ เเต่ว่าคัน มากกว่า ทำไงดีมีตุ่มใสใสขึ้น มันขึ้นหลังอะ เเละหน้าอก ช่วยเเนะนำวิธีรักษาหน่อย ไปหาหมอกินยาตามปกติ ทายาด้วย ช่วยหน่อย