ผมคิดว่า แนวคิดหนึ่งที่หลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยกับผม (มากๆ) ก็คงเป็นเรื่องกำลังคนครับ ความจริงเรื่องนี้ในเชิงนโยบายจากผู้ใหญ่ก็ชัดมากครับ แต่คนที่มีมุมมองต่างออกไปก็ไม่ค่อยจะอยากเปลี่ยนใจเท่าไร ผมมานั่งตำแหน่งตรงนี้ ทั้งโดยภารงานและนอกภารงานทำให้ต้องแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้บ่อยมากขึ้นครับ เลยส่งผลกระทบกับหลายๆ หน่วยงานจริงๆ 

เรื่องที่ผมกำลังจะหยิบมาเล่าคือ เรื่องของกำลังคน หรือบุคลากรในหน่วยงานครับ เฉพาะช่วงสามสี่เดือนที่มานั่งทำงานตรงนี้ มีหน่วยงานที่เสนอว่าหน่วยงานตนขาดคน 4 หน่วยงานแล้วครับ หนึ่งในนั้นก็สำนักงานผมด้วย ผมให้ความเห็นว่า พอแล้ว แค่นั้นน่ะได้แล้ว ฮาฮา เพราะผมเสนอความเห็นหลายต่อหลายรอบครับว่า เราไม่ได้ขาดกำลังคน แต่เราขาดเครื่องมือ ที่สำคัญเราขาดการเพิ่มสมรรถนะคน

ผมว่าเราขาดโค้ชมากกว่าขาดผู้เล่น เราขาดคนที่จะวางกำลังคนให้เหมาะสมกับงาน ในสนามฟุตบอล ไม่ใช่ว่าทีมฟุตบอลที่มีผู้เล่น 10 คน (เพราะอาจจะโดนใบแดงไปหนึ่ง) หรือ 9 คน (อันนี้ก็คิดง่ายๆ คือ โดนใบแดงไปสอง หรือไม่ก็อาจจะเจ็บอยู่ข้างสนาม ฮิฮิ) จะแพ้ทีมที่มีผู้เล่นอยู่ครบทั้งสิบเอ็ดคนเสมอไปซะเมื่อไร ที่สำคัญไม่ใช่ว่า ถ้ามีผู้เล่นเจ็บต้องออกไปปฐมพยาบาลข้างสนาม 3 นาที จะทำให้ทีมโดนยิงทันทีทันใดซะที่ไหน

เหมือนกันครับ คนน้อย หรือคนเยอะไม่ใช่ทั้งหมดของประสิทธิภาพงาน ยิ่งไปกว่านั้นบางทีคนเยอะอาจจะสร้างอุปสรรค์ในการทำงานก็ได้ ฮา ประเด็นมันอยู่ว่า เราจัดการกับทรัพยากรที่เรามีได้ดีขนาดไหนมากกว่า ทั้งนี้คนที่จะไปจัดการ จัดวางคนเพื่อให้งานมันไหลลื่นก็ต้องมีมุมมองที่สูงกว่าคนที่นั่งทำงานอยู่นั่นแหละครับ ดังนั้นคนจัดวางก็คือ โค้ช ส่วนคนทำงานก็คือ ผู้เล่น ซึ่งโค้ชก็ไม่จำเป็นต้องเต๊ะบอลเก่งกว่าผู้เล่นครับ เพราะมันคนละงานกัน

นอกจากเรื่องกำลังคน ผมจะโยงไปยังการแข่งฟุตบอลแล้ว ผมยังนึกไปถึงสมัยท่านรอซูล (ซ.ล) ครับ ผมจำไม่ได้เลยว่า มีครั้งไหนบ้างในการทำสงครามที่ท่านรอซูล (ซ.ล) จะมีกองกำลังที่มากกว่าศัตรู แต่ที่จำได้ชัดๆ น้อยกว่าและชนะอย่างสม่ำเสมอ และประการสำคัญ ความพ่ายแพ้สำคัญในสงครามอูฮูด ไม่ได้เกิดจากสาเหตุคนน้อยกว่าศัตรู แต่เกิดจากคนไม่มีวินัย ขาดความรับผิดชอบ และไม่เชื่อฟัง 

จบแค่นี้แล้วกันครับ พูดมากเดี๋ยวจะมีคนหมั่นใส้เอา ฮา