สวัสดีครับวันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟัง ผมคิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยินหรือได้ฟังนิทานเวตาลกันนะครับ เป็นนิทานที่ตอนสุดท้ายเวตาลจะถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมมีเรื่องๆหนึ่งที่สมัยเรียนเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟัง ผมพอจำได้และชอบนำมาเล่าให้นักเรียนฟังเวลานักเรียนเริ่มจะเบื่อกับการเรียนครับ เรื่องมีอยู่ว่า พระราชากับพระราชินีแห่งเมืองๆหนึ่งมีโอรสอยู่สี่คน ทั้งสี่คนเกิดหัวปีท้ายปีอายุจึงไล่เลี่ยกัน ทั้งสี่คนเติบโตขึ้นมาเป็นทั้งเพื่อนและพี่น้อง โดยพ่อและแม่เลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี สรรหาครูที่เก่งๆทั้งศิลปวิทยา การต่อสู้ มาสอนให้ในพระราชวังและโอรสทั้งสี่ก็เป็นบุตรที่ดีตั้งใจรำเรียนศิลปวิทยาต่างๆที่ครู อาจารย์สอน แล้วเวลาก็ผ่านไปทั้งสี่คนเริ่มเป็นหนุ่มเริ่มรู้จักค้นหาตนเอง ทุกคนก็รู้สึกว่าการเรียนศิลปวิทยาในวังยังไม่ใช้ทางที่ตนเองอยากจะเรียนอยากจะเป็น โดยพี่คนแรกชอบการทำนายพยากรณ์ คนที่สองชอบอาวุธโดยเฉพาะธนู คนที่สามชอบน้ำการอยู่ในน้ำ คนที่สี่ชอบช่วยเหลือคนชอบการแพทย์ คืนหนึ่งทั้งสี่เข้าไปพบพระราชาและพระราชินีพูดเกี่ยวกับเรื่องความชอบ ความถนัดของแต่ละคนให้ฟังและขอลาออกไปแสวงหาความรู้ที่ตนต้องการจะเรียนนอกเมือง พระราชาและพระราชินีก็ทนการรบเร้าของโอรสทั้งสี่ไม่ไหวและเห็นว่าทั้งสี่ก็โตพอที่จะเอาตัวรอดได้แล้วจึงอนุญาต รุ่งเช้าทั้งสี่คนก็ออกเดินทาง เดินไปเรื่อยๆหลายวันเข้าแต่ทุกคนก็ยังไม่เจอที่ที่ตนอยากจะเรียน และแล้วก็มาถึงริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง ทุกคนจึงหยุดพักและพี่ชายคนโตก็พูดขึ้นว่า น้องๆเอ้ยถ้าเรายังมัวแต่เดินไปด้วยกันอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่เราจะเจอกับสำนักที่เราต้องการจะเรียน ถึงเวลาที่เราจะต้องแยกกันแล้ว ทุกคนได้ฟังดังนั้นต่างก็มีความเห็นที่ตรงกัน แล้วทุกคนก็เตรียมที่จะแยกย้ายไปคนละทิศละทาง ทุกคนกอดกันน้องคนที่สี่ร้องไห้เพราะทั้งสี่รักกันมากและไม่เคยแยกจากกันเลย แต่ก่อนที่จะแยกกันนั้นพี่คนที่สองจึงพูดขึ้นว่า "เอาอย่างนี้พวกเรามาสัญญากันให้เวลา 5 ปีนับจากวันนี้ ไปเรียนวิชาสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ให้กลับมาพบกันที่ริมทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้ง เราจะกลับบ้านเมืองไปหาพ่อและแม่พร้อมกัน" ทุกคนตกลงสัญญา และแล้วเวลาก็ผ่านไปแต่ละคนแยกย้ายไปเรียนวิชาและพบสำนักที่ตนอยากเรียน แต่ก็ระลึกอยู่เสมอว่า 5 ปี ต้องกลับมาเจอกันและกลับบ้าน ดังนั้นต่างคนจึงตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อที่จะสำเร็จวิชาภายใน 5 ปี แล้วก็เป็นจริง ทุกคนร่ำเรียนจนอาจารย์หมดสิ่งที่จะสอนภายใน 5 ปี พี่คนที่หนึ่งเรียนวิชาพยากรณ์จนสามารถล่วงรู้อนาคตได้ พี่คนที่สองเรียนวิชายิงธนูจนสามารถยิงธนูแม่นเหมือนจับวาง คนที่สามเรียนวิชาดำน้ำสามารถอยู่ในน้ำได้เป็นวัน น้องคนที่สี่เรียนวิชาการแพทย์จนสามารถชุบชีวิตคนตายได้ ณ ริมทะเลสาบแห่งนั้น ทั้งสี่คนกลับมาเจอกันตามที่สัญญาไว้ ต่างร้องไห้กอดกัน ดีใจที่ได้พบกันอีก สักพักก็ชวนกันเดินทางกลับบ้านเมือง แต่ขณะที่กำลังจะออกเดินทางนั้น พี่คนที่หนึ่งรู้อนาคตจึงพูดว่า "หยุดก่อนพวกเราอีกไม่เกิน 10 วินาที จะมีคนที่ให้เราต้องช่วย" ทุกคนต่างงง และพี่คนที่หนึ่งก็พูดต่อไปว่า "สิ่งที่เราต้องช่วยอยู่บนฟ้าทางทิศตะวันออก" ทุกคนต่างหันไปมองและก็เป็นจริง มีอะไรบางอย่างอยู่บนท้องฟ้าแต่ก็ไกลมากเห็นไม่ถนัด แต่สิ่งที่อยู่บนฟ้าก็ลอยเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทุกคนต่างมองและก็เห็นว่าเป็นนกยักษ์กำลังคาบคนบินไป พี่คนที่สองจึงพูดว่า "ทุกคนไม่ต้องห่วงผมจะใช้ธนูของผมยิงนกยักษ์เอง" แล้วพี่คนที่สองก็ใช้ธนูเล็งศรไปที่นกยักษ์ ระยะทางไกลมากแต่ลูกธนูก็เสียบเข้าลำคอนกยักษ์อย่างแม่ยำ แล้วทั้งนกและคนก็ตกลงไปกลางทะเลสาป พี่คนที่สามจึงพูดขึ้นว่า "ไม่ต้องห่วงทุกคนผมสามารถดำน้ำไปช่วยคนได้รอผมอยู่นี้" พอพูดจบพี่คนที่สามก็กระโดดลงทะลเสาบและดำน้ำไปช่วยคนที่ตกลงมา เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง พี่คนที่สามก็โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบพร้อมกับร่างของผู้หญิงที่เสียชีวิตแล้ว พี่คนที่สามพูดว่า "ระยะทางมันไกลมาก ผมดำน้ำไปถึงผู้หญิงคนนี้ก็จมน้ำสิ้นใจแล้ว" พูดจบก็วางร่างผู้หญิงลงบนพื้น น้องคนที่สี่จึงพูดขึ้นว่า "ไม่ต้องห่วงครับพี่ๆทุกคน ผมเรียนแพทย์มาเก่งจนสามารถชุบชีวิตคนได้เดี๋ยวผมจะช่วยเขาเอง" แล้วน้องคนที่สี่ก็เริ่มทำพิธีชุบชีวิต ไม่นานผู้หญิงจึงฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง นางเริ่มรู้สึกตัวและทุกคนต่างสอบถามว่านางถูกนกยักษ์คาบมาได้อย่างไร นางจึงเล่าว่านางเป็นธิดาของเจ้าเมืองๆหนึ่งและมีนกยักษ์มาอาละวาดและจับตัวนางมา ทุกคนก็รู้ความจริงจากที่นางเล่า แต่เวลาก็ผ่านไปไม่นานจากที่นางฟื้นชีพ ผมที่เปียก รุงรัง ก็เริ่มแห้งและเรียบกลับมาเงางามอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าและผิวหนังที่ซีดเผือกก็กลับมามีเลือดสูบฉีดทำให้ผิวขาวอมชมพูกลับมาอีกครั้ง ริมฝีปากก็เช่นเดียวกันจากที่ซีดจนเกีอบเป็นสีเขียวก็กลับมาเป็นสีชมพู สรุปนางเป็นเจ้าหญิงที่งดงามมาก ทั้งสี่คนเมื่อเห็นนางดังที่กล่าวก็ตกหลุมรักนางขึ้นมาทันที ทุกคนเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันและทะเลาะกันว่าใครเป็นผู้สมควรที่เป็นสามีของเจ้าหญิงที่สุด พี่คนที่หนึ่งพูดว่า "ข้าควรจะเป็นสามีนางมากที่สุดเพราะถ้าข้าไม่รู้อนาคตก็ไม่มีใครรู้และเห็น นกยักษ์คงคาบเจ้าหญิงผ่านพวกเราไปเฉยๆโดยไม่มีใครเอะใจมองบนท้องฟ้า" พี่คนที่สองพูดว่า "ข้าต่างหากที่ควรเป็นสามีนางเพราะถ้าข้าไม่ยิงธนูเสียบนกยักษ์เจ้าหญิงก็คงถูกนกยักษ์คาบบินผ่านพวกเราไปเฉยๆเหมือนกัน" คนที่สามพูดขึ้นอีกเหมือนกันว่า "ข้าต่างหากที่ควรเป็นสามีนางเพราะถ้าข้าไม่ดำน้ำไปช่วยนางที่กลางมหาสมุทรป่านนี้นางคงเป็นเหยื่อของฉลามไปแล้ว" คนที่สี่น้องคนสุดท้องก็พูดขึ้นว่า "พี่ทั้งสามคนไม่ควรเป็นสามีนางซักคน ข้าต่างหากที่ควรเป็นสามีนาง ถ้าข้าไม่ชุบชีวิตนางขึ้นมาป่านนี้พวกเราคงเผาศพนาง เหลือแต่เถ้ากระดูกแค่นั้น" ทั้งสี่คนล้วนมีเหตุผลของตนและเจ้าหญิงก็ไม่ปฏิเสธที่จะแต่งงานกลับใครก็ได้คนใดคนหนึ่ง จบเรื่อง เวตาลจึงถามพระวิกรมาฑิตย์(ไม่แน่ใจว่าชื่อถูกมั้ย) ว่าท่านพระมหากษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องจงช่วยตัดสินทีเถอะว่าโอรสองค์ใดควรที่จะเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงองค์นี้
พระมหากษัตริย์ตอบพร้อมให้เหตุผลง่ายๆว่า.......................................
จบแล้วครับ....ใครรู้บ้างนะว่าคำตอบคืออะไร ตอนนี้ยังไม่เฉลยครับ ร่วมแสดงความคิดเห็นได้นะครับ
พระมหากษัตริย์ตอบพร้อมให้เหตุผลง่ายๆว่า.......................................
ลูก ๆ เอ๋ย คนที่ควรเป็นสามีของนางควรจะเป็นพ่อมากกว่า...เพราะพ่อเลี้ยงพวกเจ้ามา.....ฮะ...ฮ้า
ถูกไหมครับคุณพี่
เล่นซะฮาเลยนะ.....ไม่ถูกครับ....ขอบคุณที่ร่วมแสดงความคิเห็นครับ
น่าจะเป็นคนที่ 3 ดำน้ำไปช่วยนาง เพราะเป็นผู้จับต้องตัวนางก่อน