๔ มิถุนายน ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
นั่งเขียนจดหมายฉบับนี้ขณะที่พักพิงอยู่ในบ้านของพ่อแม่อันอบอุ่นค่ะครู พึ่งทานข้าวเสร็จ ช่วยแม่ เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำกับข้าวไปวัดพรุ่งนี้ แล้วก็ไปอาบน้ำ จึงเริ่มเขียนจดหมายถึงครู
เมื่อเช้าตื่นขึ้นมามองลอดบานเกล็ดเห็นแสงสว่างจากข้างนอก มองดูนาฬิกาตีห้าครึ่ง (ผิดศีลข้อ ๔ ไม่ตรงต่อเวลา) สายแล้วนะเนี่ย มีเสียงเตือนตนเอง ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็เดินลงสวนหลังบ้าน วันนี้มีเรื่องพิจารณาหลัก ๆ สองเรื่องคือ หนูติดวัดรึเปล่า และภาระหนี้สิน จึงลองไม่หุงข้าว แต่ก็ไปจัดแจงดูต้นไม้ เช้านี้ไม่ต้องรดน้ำ เพราะเทวดาเมตตาช่วยรดน้ำทั้งคืน ชุ่มฉ่ำ นั่งลงพิจารณาพร้อมกับการถอนหญ้า เล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่จุดที่ทำได้ สักพักจึงไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วขึ้นไปสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดไปสักพัก พี่อ้อมาเรียกขอฝากกับข้าวไปวัด แล้วก็นึกขึ้นกับตนเอง “อืม แสดงว่า หนูติดวัดจริง ๆ ด้วย เพียงเสียงกระตุ้นจากพี่อ้อก็ตอบตกลงทันที” นึกย้อนทวนกับตนเอง เพราะสัญญาเก่า คือการไปวัดตอนเช้าเป็นประจำ พี่ ๆ ชินจึงมักจะนำมาฝาก ไปแล้วสบายใจ ผ่อนคลาย และได้ทานอาหารเช้าหลากหลาย แต่เมื่อมีเหตุให้ต้องไปก็น้อมรับและไปวัดอย่างรู้ตัวค่ะครู ยอมรับกับตนเองว่า ติดวัด ติดทำกับข้าวไปวัดตอนเช้า หลงนั่นเอง (ผิดศีล ข้อ ๓ อยากได้บุญ อยากทานข้าวก้นบาตร ผิดศีลข้อ ๕ หลงดี ติดวัด หลงว่าเป็นผู้ทำงุญ)
ระหว่างขับรถพิจารณาเรื่อง ภาระหนี้ของหลวงพี่ที่ทดลองจ่ายไปก่อน และเงินที่จะปิดบัตรเครดิตที่ตั้งใจไว้ขาดไปหมื่นห้าพันบาท ทบทวนไปมา ตกลงใจกับตนเอง ว่า “ทำเต็มที่ เต็มกำลัง แต่ไม่เบียดเบียนตนเอง” พอไปถึงที่ทำงาน นั่งลงคำนวณวางแผน จัดลำดับหนี้ที่จำเป็นตามจำเป็นความเร่งด่วนต่าง ๆ เทียบกับอุปนิสัยการใช้เงินของตนเอง สุดท้ายข้อสรุปที่ได้คือ จะชำระหนี้สินทั้งหมดของหลวงพี่ เพื่ออำนวยความสะดวกในการภาวนา ปิดบัญชีหนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ หยุ๋มหยิ๋มของตนเอง เหลือเพียงบัญชีใหญ่ ๆ ที่หักได้จากเงินเดือน เพราะถ้าต้องคอยวิ่งจ่ายเองมักจะลืม หรือบางทีก็ใช้เงินหมดก่อน และเงินกู้ที่ดอกไม่มากนักไว้ เมื่อตกลงกับตนเองแล้ว ความคิดคอยดีดขึ้นมาคิดซ้ำ ๆ และซ้ำ ๆ เกิดความเครียด บางครั้งรู้สึกแสบในกระเพาะอาหารขึ้นมา (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง) มีเพียงลมหายใจและหายใจอย่างรู้ตัว นั่งทำเอกสารดูและทำแผนประเมินผลงานค่ะครู และก็ช่วยพี่ ๆ คำนวณผล Lab เที่ยง ๆ พี่อ้อกับพี่กุ๊ ชวนไปทานอาหารที่ร้านตะวันทอง อร่อยทีเดียวค่ะครู พี่ ๆก็เจริญอาหาร หนูก็เจริญอาหาร
บ่ายๆมานั่งทำงานเอกสารต่อเนื่องเพราะมันไม่เหมือนที่เคยทำมา เหมือนมาเริ่มใหม่ รู้สึกไม่ค่อยอยากทำค่ะครู (ผิดศีลข้อ ๓ พอไม่อยากทำก็รู้สึกเบื่อ เครียด ผิดศีลข้อ ๑) แต่ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำเพราะคือ หน้าที่ มีโทรศัพท์แจ้งจากเซลล์ว่า ของที่ต้องซื้อเพิ่มราคารวมเจ็ดหมื่นห้า โอ้ ......โห ถ้าเติมเงินอีกแค่สามหมื่นหนูได้เครื่องใหม่เลยค่ะครู หนูคิดหนักว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ได้แต่หายใจ พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเพราะยังไม่เร่งด่วน หันมาทำเรื่องที่จดจ่อ
พอเลิกงานขับรถกลับบ้านแลยค่ะครู สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาให้พิจารณาคือ
“หนูมีหน้าที่อะไรต่อครอบครัว”
หลายครั้งที่เป็นผู้ได้รับโอกาสใช้หนี้ก้อนโต ๆ ให้พ่อ แม่และพี่สาว แต่งานภายในบ้านเอง หนูช่วยได้นิดหน่อยไม่มากมาย เพราะภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน ของพ่อ แม่ น้าสาว และคนในครอบครัวพี่สาว อยู่ที่พี่สาวและพี่เขยมาตลอด ทั้งคู่ทำงานหนัก แต่ก็ไม่เคยปริปากบ่น สิ่งที่หนูทำได้ คือ ช่วยลดภาระด้านหนี้สิน และเสริมสภาพคล่องเล็กน้อย โชคดีที่เป็นโสด เวลาจะเอาเงินให้ที่บ้าน ไม่เป็นปัญหา เพราะเป็นผู้มีภาระน้อย
การได้เข้ามารับผิดชอบหนี้สินของหลวงพี่ทั้งหมด ทำให้หนูนึกย้อนถึงคำที่ครู แนะไว้ว่า “ให้ปวารณาตัวรับผิดชอบแทนท่าน เต็มที่เต็มกำลัง เท่าที่เราทำได้” พอวันนี้มาถึงคำนี้ของครูปรากฏขึ้นมาดังที่เอ่ยปวารณากับท่านไว้เลยค่ะครู
นึกย้อนไปในประเด็นอื่น ๆ การปฏิบัติต่อครู หนูไม่แน่ใจ แต่หนูเชื่อว่า หน้าที่ต่อครูคือการปรนนิบัติรับใช้ ดูแล อย่างที่เรียกกันว่า อุปฐาก เหมือนเป็นเช่นนั้นค่ะครู แต่ก็รู้ในตนเองว่า ยังบกพร่องอยู่มาก แต่เชื่อว่า จะเป็นผู้อุปฐากที่ดีได้ เมื่อถึงเวลาทุกอย่างคงจะดำเนินไปของมันเอง ตอนนี้พยายามภาวนา อยู่กับลมหายใจ เหมือนครั้งนี้ อยู่ดี ๆ โอกาสก็เข้ามา และรู้ในตนเองเลยว่า “ใช่เลย” ค่ะครู เป็นความหนักแน่นของใจ
ขับรถมาถึงบ้านประมาณทุ่มกว่า ๆ แม่ทำกับข้าวรอ เด็ก ๆวิ่งมาหากอดรัดฟัดเหวี่ยงสนุกสนาน พ่อขึ้นนอนแล้วเพราะท่านไม่ทานมื้อเย็น เก็บสำรับเสร็จ เตรียมวัตถุดิบช่วยแม่ แล้วก็ไปอาบน้ำ จากนั้นก็มาเขียนจดหมายถึงครูค่ะ กลับมาถึงบ้านรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นกับความคุ้นเคยภายในใจ
หลับฝันดีราตรีสวัสนะคะครู
คนเรานั้น...เปี่ยมด้วย "ความตั้งใจ อดทน และก่อเกิดความเพียร"
การไปวัดทำบุญได้ประโยชน์อะไร หากว่าไม่ฝึกเจริญสติไปด้วย... การเจริญสติไม่ใช่เป็นเพียงภาพที่สร้างขึ้นมาว่า "ฉันนั้นคือ นักภาวนา"
"ฉันนั้นคือ นักบวช"
"ฉันนั้นคือ ผู้ทรงศีล"
"ฉันคือ ผู้ปฏิบัติธรรม"...
"ฉัน คือ ..ผู้ชอบทำบุญ"...
...
มันจะเป็นไปได้เพียงเท่านั้น เพียงภาพที่สร้างขึ้น หาใช่การเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน หากว่าเรียกตนเองว่า "นักภาวนา" แต่ไม่ฝึกเจริญสติไปด้วย...
การเจริญสตินั้น พึงดำเนินไปทุกห้วงแห่งเวลา ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่การไปวิ่ง หรือสวดมนต์ หรือไปเข้าคอร์สอบรม หรือการไปอยู่ที่วัด
มันจะไร้ประโยชน์มาก หากว่าไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกขณะจิต...
ลอง...ฝึกเจริญสติผ่านการเขียน "บันทึก" นี้ด้วยดีไหม...
ลองตรวจสอบความถูกผิดของอักษรที่เราเขียนไปด้วยดีไหม...เพราะการเขียนนี้คงไม่ลบเลือนไปวันสองวัน กาลเวลาเนิ่นนานผ่านไปหลายปี อาจมีคนเข้ามาอ่าน...อ่านแล้วเขาอาจเกิดเป็นความหงุดหงิดรำคาญในใจ เราลดโอกาสของการเกิดความหงุดหงิดในใจผู้อื่นให้มีน้อยลง หากเขาจะหงุดหงิดก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราเป็นตัวกระตุ้นที่น้อยที่สุดสำหรับเขาดีไหม...
พี่เอง...ก็เขียนผิดบ่อยเช่นกัน ก็อาศัยการฝึกฝน พยายามและตั้งใจ หากว่าเต็มที่แล้วผิดก็ผ่าน หากมาดูเห็นผิดก็แก้ไข... "ชีวิต" มันก็มีเท่านี้แหละ
ยิ้มรับคำชี้แนะด้วยจิตใจที่เบิกบาน
กราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสในการพัฒนาตนเองค่ะ