๓ มิถุนายน ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
ตอนนี้ฝนฟ้าคะนอง ประกายแสง แว๊บวับ ตามด้วยเสียงดังเปรี้ยง ๆ ฟ้าร้องคืนนี้ดูแล้วน่ากลัว แต่ช่วยให้เจริญสติได้ดีทีเดียวค่ะครู
เมื่อคืนก่อนอาหารเย็นหนูคือส้มตำผสมขนมจีน รสชาดจัดจ้านทีเดียวค่ะครู ทานสองสามคำต้องวาง เพราะเผ็ดร้อนมาก พอหายเผ็ดก็หยิบมาทานอีก (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง) ชวนให้นึกถึงคำครูที่เอ่ยไว้ว่า
“เด็กเขาทานพอรู้ว่าเผ็ดก็จะร้องไห้ แล้วก็เลิกกิน แต่เรานี้รู้ว่าเผ็ดแต่ก็ยังกิน แถมยังไปหาวิธีให้ทานได้มากขึ้นอีก”
เห็นภาพชัดมาก ๆ ตอนจะนอนเหมือนมีของร้อนระอุอยู่ในลำไส้ ร้อนมาจากภายใน แม้ขณะตอนที่เขียนจดหมายหาครูเมื่อวานนี้ ใจก็ทุกข์ทรมาร ทั้งแสบท้องทั้งง่วงค่ะครู ตามลมหายใจกับอาการร้อนในลำไส้จนหลับไป ตื่นมาตอนเช้าต้องเข้าห้องน้ำ แสบร้อนทั้งระบบขับถ่าย ไม่ได้โกรธเคืองเพราะเข้าใจสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นว่ามาจากการทานส้มตำเมื่อเย็นวาน รู้สึกเพลีย แต่ก็จัดแจงหุงข้าว ออกไปเดินผ่อนคลาย รดน้ำต้นไม้ สังเกตต้นไม้ที่ลงปลูกใบแก่มีรอยด่าง เป็นจุด ๆ สีน้ำตาล คล้ายโดนความร้อน แต่ใบอ่อนไม่ปรากฏ ทำให้เห็นศักยภาพการปรับตัวของใบไม้
แล้วนึกย้อนเข้ามาในตนเอง ถ้ายังเด็กอยู่ ยังเป็นไม้อ่อนยังพอหัดได้ ถ้าเป็นไม่แก่ มันดัดได้ยากแล้ว มันจะตายเอา ให้พึงอ่อนน้อมแล้วอดทนเรียนรู้ไป เด็กไม่ค่อยรู้ร้อน รู้หนาว และปรับตัวได้ดี นี่แหละคือ วิธีแห่งการเรียนรู้ แต่ถ้าเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ อะไรก็ดีแต่คิดไปก่อน กลัวไปซะหมด จนอดได้เรียนรู้
กลับเข้าบ้านทำดีท๊อก ค่อยรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยสดชื่น อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ขึ้นไปน้อมกราบบูชาพระ ระลึกกับตนเองว่า ไม่ได้สวดมนต์ (ผิดศีลข้อ ๔) แต่ก็น้อมกายน้อมใจบูชาพระพุทธ พราะธรรม พระสงฆ์ เช้านี้หนูออกจากบ้านแปดโมงกว่า ๆ แวะเอาสำรับไปฝากไว้ที่วัด แล้วก็ไปทำงานเลย พอถึงที่ทำงานนั่งลงทานข้าว เพราะเช้านี้หนูมีนัดกับช่างเพื่อมาเช็คเครื่องมือและสอนการใช้งาน ประมาณเก้าโมงหิ้วของเพื่อเดินไปตึกใหม่ระหว่างทางช่างโทรมาขอเลื่อนเวลาเป็นบ่าย หนูไม่ได้ขุ่นมัวค่ะครู เดินกลับมาห้องพัก พี่ ๆกำลังทำความเข้าใจกับการคำนวณ หนูจึงมีโอกาสได้ร่วมเรียนรู้ด้วยอีกคน โชคดีที่ช่างเลื่อนเวลา เสร็จเรียบร้อย ไปดูพี่อ้อ เตรียมสารและวิเคราะห์ตัวอย่าง ช่วงว่าง ๆ พี่ ๆเข้ามาแจ้งกำหนดการประชุมออกพื้นที่ และขอข้อมูลผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรในด้านต่าง ๆ เพื่อประสานงาน หลังจากสอบถามก็รู้สึกว่า เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานขับเคลื่อนงานวิจัย รู้สึกยินดีที่ได้รับโอกาสค่ะครู และใบหน้าของอาจารย์ปรากฏแว๊บเข้ามาคนแรกเลย รู้สึกดีจังเลยค่ะ เพราะอาจารย์เป็นผู้ให้ในดวงใจอยู่เสมอ
เที่ยง ๆแวะไปเดินงานเซนโทซ่า ที่หอประชุมกาญจนาภิเษกกับพี่กุ๊ เราแยกกันเดินค่ะครู ดูของไปเรื่อย ๆ ไม่เจาะจง แม้จะอยากได้เสื้อสูทกางเกง (ผิดศีลข้อ ๓ มีความอยากได้ อยากมี) และของขวัญให้หลาน ๆ แต่พอทบทวนถึงความสำคัญในการใช้จ่าย ก็ทำให้ซื้อไม่ลง เพราะรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเร่งด่วนและสำคัญยิ่งกว่า ณ นาทีนี้
จึงซื้อเพียงแคบหมูและลูกชิ้นเอามาทาน แม้จะมีความอยากได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดดิ้นรนค่ะครู เป็นพัฒนาการที่เห็นอยู่ในตนเอง ไม่ร้อนรนเหมือนเมื่อก่อน เมื่อความอยากไม่ได้รับการตอบสนอง กลับมาถึงที่ทำงาน ไม่ได้ทานข้าวเที่ยง (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง) รีบวางของแล้วไปหาช่างเขามาก่อนเวลาที่นัดไว้ (ผิดศีลข้อ ๑ ทำให้เขารอ ผิดศีลข้อ ๒ เบียดเบียนเวลาทำงานของผู้อื่น) จึงเอ่ยขอโทษจากใจที่ทำให้ต้องรอ มีความรู้สึกผิดปรากฏขึ้นในใจค่ะ พอได้เวลาเริ่มเรียนรู้การติดตั้งและการใช้งาน มีพี่ ๆมาร่วมเรียนรู้อีกสามคน อย่างกระตือรือล้น รู้สึกประหลาดใจแกมดีใจที่ใคร ๆจะมาร่วมด้วยช่วยกันและใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เป็นการเรียนรู้ที่สบาย ๆค่ะครู ค่อย ๆเรียนรู้ ค่อย ๆทำความเข้าใจ เพราะหนูเป็นคนที่เข้าใจอะไรช้า ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ามีบางส่วนที่ ต้องสั่งเพิ่มมาปรับปรุงเครื่องมือ
ประมาณบ่ายสองกว่า ๆ ช่างสอนครบกระบวนการและต้องไปโคราชต่อ จึงลงมาส่งช่างแล้ว ขึ้นไปเรียนรู้การใช้งานต่อ แม้จะเคยใช้มาบ้าง แต่อะไรหลาย ๆ อย่างก็ต้องมาค่อย ๆ เรียนรู้ใหม่ค่ะครู แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะคือ หน้าที่
พอเลิกงานเดินกลับมาที่ตึกเก่า ขึ้นไปที่ห้องทำงาน เจอพี่จั่น พูดคุยกันนิดหน่อย แล้วก็ขับรถกลับบ้านโดยมีน้องส้มขอติดรถมาด้วย ด้วยความที่ไม่ได้ทานข้าวเที่ยง รู้สึกหิวมากเลยค่ะครู ทานลูกชิ้นและแคบหมู และข้าวกล่องที่ห่อสำหรับตอนเที่ยง อิ่มแปร่ จึงนั่งพักผ่อนหน้าบ้านก่อน หยิบหนังสือของท่าน ว. วชิรเมธี มาอ่าน แล้วเกิดคำถามกับตนเองว่า
“หนูคอยคิดแต่ว่าหนูได้อะไรจากครูบ้าง แต่หนูไม่เคยคิดเลยว่า หนูให้อะไรครูบ้าง”
สะท้อนถึงใจของหนูที่ยังต้องพัฒนา เรียนรู้การมองให้ลึกซึ้งมากขึ้น ไม่รู้ซิค่ะครู สิ่งที่หนูอ่านจากหนังสือ เหมือนกับสิ่งที่ครูสอนหนูมาตลอด แบบที่ใคร ๆ พูดว่า “ธรรมะเป็นเนื้อเดียยวกัน”
หนูย้อนคิดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ที่การเมืองคุกรุ่น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ธรรมะเข้าสู่ใจคนได้มากขึ้น มีเวทีให้แต่ละท่านที่เป็นผู้นำในการพัฒนาจิต ออกมาพูดให้คนได้ฟังกันมากขึ้น จากที่ใครเคยหลงเพลินกับการทำงาน การเที่ยวเตร่ ใช้ชีวิตแบบหลง ๆ ต้องหันมาตระหนักมากขึ้นว่า “อย่าประมาท” หนทางที่หลาย ๆคนเลือกคือ การหันเข้าหาธรรมะ อ่านหนังสือบ้าง ฟังธรรมบ้าง ภาวนาบ้าง ตามแต่เหตุและปัจจัยของแต่ละคน ในภาวะวิกฤตนั้นมีโอกาสจริง ๆเลยนะคะครู
หนูจัดแจงซักผ้า แล้วจึงออกไปวิ่งออกกำลังกาย วิ่งประมาณห้ารอบ แต่ก็มีฝนลงเม็ดประปรายค่ะครู ระลึกกับตนเองขณะวิ่งว่า ต้องลดภาระหนี้สินให้ได้มากที่สุด ตอนแรกกะว่าจะปิดบัตรเครดิตตั้งแต่กลับจากนนทบุรีแล้วค่ะครู แต่ว่าเงินที่เตรียมไว้ให้พี่สาวยืมไปก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้คืน แต่ก็เข้าใจพี่สาวค่ะ (ผิดศีลข้อ ๑ ที่บางทีก็ยังรู้สึกเครียดบ้างเมื่อต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้) หนูเลยต้องปรับใหม่ ทำเท่าที่ทำได้และทำให้เต็มที่ตามกำลัง จึงแวะไปจ่ายเพิ่มเติม พอเข้าบ้านมาอาบน้ำอาบท่า รู้สึกผ่อนคลาย ตากผ้าที่ซักไว้ แล้วก็ขึ้นไปทำวัตรสวดมนต์ ตอนแรกใจงอแงค่ะครู (ผิดศีลข้อ ๑ ขุ่นมัว) แต่พอสวดไปเรื่อย ๆใจจดจ่อกับบทสวดรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ระหว่างสวดฝนค่อย ๆทะยอยตกมาเรื่อย ๆ และหนักขึ้น ๆ ฟ้าแล็บ ฟ้าร้อง ขณะสวดมนต์ เห็นใจหนูสั่น เพราะถ้าใกล้ ๆ แสงกับเสียงจะมาใกล้ ๆกันและดังมาก ๆ แต่ถ้าแสงกับเสียงห่างกันแสดงว่า อยู่ไกลออกไป ฟ้ายิ่งร้องใจหนูยิ่งจดจ่อกับบทสวดมากขึ้น หนูเห็นความกลัวเกิดขึ้นที่ใจ แต่ไม่ได้สะดุ้งมาที่ข้างนอก เหมือนยึดบทสวดเป็นที่พึ่ง สวดนานพอควรค่ะครู แล้วก็นั่งลงทำสมาธิ แล้วเดินลงมาเขียนจดหมายถึงครู
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในตนเองในแต่ละวันมีอะไรที่มากกว่านี้ไหม...
มากกว่าการเขียน "จดหมายถึงครู"...
พี่จำได้ว่า "การเขียนจดหมายถึงครู" นี่คือ...การให้ถอดบทเรียนในตนเองนะว่า เราได้เรียนรู้อะไร หรือมีสิ่งใดมากระทบต่อชีวิตเราและเราได้เรียนรู้เรื่องราวนั้นอย่างไรบ้าง...
ไม่ใช่การบรรยายภาพบรรยากาศหรือสถานการณ์ หรือหากอยากจะบรรยาย ก็ต้องถอดบทเรียนออกมาด้วยว่า...เรานั้นได้เรียนรู้อะไร
หากจำไม่ผิดอีก...
การเขียนเพื่อถอดบทเรียนนี้ ก็เป็นหนึ่งในการฝึกภาวนา และการใคร่ครวญในตนเอง (วิมังสา)...ไม่ใช่การเพ่งโทษตนเองหรือผู้อื่น หรือจับผิดสถานการณ์นะ...