นอกจากการขอบคุณบุคคลต่างๆ ผมต้องขอบคุณเอกสารความรู้หลักๆ ดังนี้
Anthony, W.A. (1993). Recovery from mental illness: the guiding vision of mental health services in the 1990s. Psychosocial Rehabilitation Journal, 16(4), 11-23.
Drake, R.E., et al. (2001).Implementing evidence-based practices in routine mental health service settings. Psychiatric Services, 52(2),179-182.
Frakas, M., Gagne, C., Anthony, W., & Chamberlin, J. (2005). Implementing recovery oriented evidence based programs: identifying the critical dimensions. Community Mental Health Journal, 41(2), 141-157.
Frese, F.J., Stanley, J., Kress, K., & Vogel-Scibilia, S. Integrating evidence-based practices and the recovery model. Psychiatric Services, 52(11), 1462-1468.
Jacobson, N. & Greenley, D. (2001). What is recovery? a conceptual model and explication. Psychiatric Services, 52(4),482-485.
Lehman, A.F. (2000). Putting recovery into practice: a commentary on “What recovery means to us.” Community Mental Health Journal, 36(3), 329-331.
Mueser, K.T., et al. (2002).Illness management and recovery: a review of the research. Psychiatric Services, 53(10),1272-1284.
“Recovery is described as a deeply personal, unique process of changing one’s attitudes, values, feelings, goals, skills, and/or roles. It is a way of living a satisfying, hopeful, and contributing life even with limitations caused by illness. Recovery involves the development of new meaning and purpose in one’s life as one grows beyond the catastrophic effects of mental illness” (Anthony, 1993, p. 15)
การฟื้นคืนสภาพในคนที่เจ็บป่วยหรือเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางร่างกาย และ/หรือ จิตสังคม นั้นต้องศึกษาและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและความเป็นตัวตนของแต่ละคน ที่สื่อสารและแสดงความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร
ผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าตนเองมีความหวัง (Hope) มีธรรมชาติแห่งการเยี่ยวยา (Healing) มีการติดต่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Connection) และมีพลังในการดำเนินชีวิต (Empowerment) ได้แก่ ความเป็นตนเอง (Autonomy) มีความรู้ ความมั่นใจ และมีตัวเลือกที่มีความหมาย, ความกล้า (Courage) รู้ความเสี่ยงในขั้นตอนการทำงาน การสื่อสาร และความปลอดภัยในขั้นตอนของงานประจำ, ความรับผิดชอบ (Responsibility) ในข้อตกลงระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการ ทั้งนี้ผู้เจ็บป่วยควรทบทวนความมุ่งมั่งสู่ความสำเร็จในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ค่อยๆ ลดระดับของการให้กิจกรรมการรักษา ลดการช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มอิสระ/โอกาสการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในชุมชน-สังคมอย่างมีความสุข โดยค่อยๆ ปรับลดผลกระทบของอาการโรคจิต ทั้งนี้เราไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนทางการแพทย์ เช่น ต้องรักษาอาการทางจิตก่อนที่จะจัดการปัญหาเฉพาะบุคคลตามด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตจนถึงชุมชนบำบัด แต่เราต้องพิจารณาโปรแกรมที่เหมาะสมและมีเป้าหมาย ดังนี้ (Anthony, 1993, p. 11 & 17)
ลด Impairment = ลด Disorder in thought, feelings, and behavior
ลด Dysfunction = ลด limited task and performance
ลด Disability = ลด limited role performance
ลด Disadvantage = ลด Opportunity restrictions
งานนี้ผมได้ยกตัวอย่างการประยุกต์ Recovery Model โดยเชิญน้องขวัญจากสถาบันกัลยาราชนครินทร์ และน้องตาลจากศูนย์ยาเสพติดเชียงใหม่ เพื่อให้ผู้เข้าประชุมได้เห็นโอกาสของการพัฒนางานประจำทางคลินิกสู่งานพัฒนาความสุขของผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดให้ทำกิจกรรมที่ไม่เน้นการรักษาจนเกินไปแต่ต่อยอดการเรียนรู้ทักษะที่จะกลับไปใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในสิ่งแวดล้อมจริงและตรงกับความต้องการของคนหนึ่งคนมากที่สุด
ผมได้เชิญพี่โฉมยงค์ น้องขวัญ และน้องโม ช่วยเป็นคณะกรรมการฯ คัดเลือกบทความที่สะท้อนการเรียนรู้ Recovery Model มา 2 คน เพื่อแจกรางวัลหนังสือจิตสำนึก ฝึกสมอง หลังอัมพาต ที่ผมแปล ก่อนหน้านี้ได้แจกรางวัลหนังสือกิจกรรมบำบัดพัฒนาชีวิต ให้พี่เก๋ นักกิจกรรมบำบัดรุ่นหนึ่งของไทย เพราะเป็นตัวอย่างที่ดีตามองค์ประกอบของ Recovery Model