วันนี้ได้มีโอกาสไปช่วยงานศพชาวบ้านในเขตบริการ ก็เหมือนกับงานศพชาวบ้านทั่วๆไป คือมีการทำพิธีทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย ชาวบ้านต่างมาช่วยเหลือกันเป็นอย่างดีตามสังคมและวัฒนธรรมของชนบท แต่เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างคับแคบแขกก็มารวมงานมาก ประกอบกับอากาศที่ร้อน บรรยากาศก็เลยเป็นแบบฉุกละหุก ก็เลยทำให้แขกผู้มีเกียรติที่คิดว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่นบ่นถึงความไม่พร้อมด้านต่างๆของเจ้าภาพ โดยไม่คิดถึงความสูญเสียหรือความรู้สึกเศร้าโศกที่เจ้าภาพเขามี แต่กลับบนว่าถึงความที่ตัวเองไม่ได้รับความสะดวก การดูแลและการต้อนรับที่ไม่ดี จากเจ้าภาพ อันที่จริงถ้าหากเรารู้จักการปล่อยวางเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน ไปช่วยงานศพเพื่อไปแสดงความเสียใจกับการจากไปหรือต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมชุมชน ร่วมสังคมและร่วมโลก เหตุการณ์การสูญเสียจากบุคคลที่เรารักหรือจากสิ่งที่เราชอบนั้น มันจะต้องเกิดขึ้นกับคนเราทุกคน และสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อันนี้น่าจะเป็นสาระสำคัญมากกว่าสำหรับการดำเนินชีวิต ไม่ใช่คอยจะให้คนที่เขามีสถานะภาพทางสังคมตำกว่าเรา ด้อยกว่าเราต้องคอยบริการให้กับเรา ถ้าหากว่าสักวันหนึ่งเรามีการสูญเสียแบบนี้บ้างเราอาจจะทำได้ไม่ดีเท่ากับชาวบ้านเขาก็ได้ จะมีมัยคนมาช่วยงานแบบไม่ต้องไว้วานอะไร มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลประโยชน์อันใด นี่คือสิงที่พิสูจถึงความมีบารมี พิสูจน์ถึงคุณงามความดี ที่มนุย์คนหนึ่งที่พึงต้องมีและต้องทำ เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดมานั้นมีอายุจำกัดไม่เกินร้อยปีก็ต้องจากต้องดับไปกันทุกคน ดังนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่คนเราจะต้องมัวแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเห็นแก่ตัวดหยหาถึงผลประโยชน์และอำนาจ ทำได้ทุกอย่างเพื่อที่จะได้มันมา โดยไม่คิดเลยว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป ดังนั้นการดำเนินชีวิตของคนเราจึงน่าจะอยู่กับความพอดี มีเหตุมีผล ไม่เบียดเบียนปผู้อื่น แบ่งปันความรัก ความเมตตา เข้าใจเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่ด้วยกันอย่างสันติสงบสุข เท่านี้ชีวิตที่เราเกิดมาก็จะได้มีความสุขตราบสิ้นอายุขัยเรา
สัจธรรมแห่งชีวิต
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น