ประสบการณ์สำคัญเท่าเท่าการเรียน

ประสบการณ์สำคัญเท่าเท่าการเรียน

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ปัจจุบันนี้บัณฑิตที่จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ ทำงานไม่เป็น อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร 

 

          คุณภาพรวมของอุดมศึกษาในภาพรวมอ่อนลงจริง แต่ไม่ได้เป็นปัญหาที่เชิงปริมาณ เพราะปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนเกิดขึ้นหลายแห่ง มีการรับนักเรียนมากขึ้น ทำให้ดูแลเรื่องคุณภาพการศึกษาไม่ทั่วถึง ในที่นี้ผมขอนำมาตรฐานทางธุรกิจมาเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพของนักศึกษา คุณภาพที่ภาคธุรกิจมองนั้นมี 2 เรื่องด้วยกันคือ เรื่องทักษะความชำนาญใตวิชาชีพ เช่น จบวิศวกรรมก็ต้องมีความรู้ความชำนาญด้านวิศวกรรม จบคอมพิวเตอร์ก็ต้องรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ และสอง ความมีมนุษยสัมพันธ์ นักศึกษาจะต้องเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้จักวิเคราะห์แสวงหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ซึ่งภาคธุรกิจต้องการผู้ที่ทำงานได้ทั้ง 2 ด้านไม่ใช่เก่งเรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

 

          ขณะที่ในปัจจุบันนักศึกษาหลายๆ สาขามีความชำนาญในวิชาชีพยังไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการขยายตัวของสถาบันอุดมศึกษา ส่งผลให้ภาคธุรกิจเมื่อรับคนเข้าทำงานแล้ว จะใช้วิธีต่อยอดความรู้ให้เจ้าหน้าที่ของตนเอง เช่น การอบรมสัมนา การพาไปศึกษาดูงาน เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งใจ ทำให้ภาคธุรกิจหลายแห่งต้องเตรียมคนของเขาเอง เช่น บริษัท TPI ก็มีวิทยาลัยอาชีวะของเขา

 

 

 

อาจารย์คิดว่าการที่บัณฑิตจะมีคุณภาพมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยใดบ้าง

 

          คุณภาพของการศึกษาจะเกิดได้นั้น ระบบการบริการจัดการส๔านศึกษาต้องดีก่อน แต่ปัจจุบันระบบการบริหารในมหาวิทยาลัยอ่อนมาก องค์กรภายในไม่มีการเชื่อมต่อความรู้ผ่านรุ่นสู่รุ่น ทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้ามาก็จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบบริการใหม่ ทำให้การพัฒนาองค์กรเป็นไปได้ช้า ไม่ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

          สอง คือกระบวนการเรียนรู้ของเรายังเน้นสอนให้เด็กท่องจำ เมื่อกระบวนการเรียนยังเป็นแบบท่องจำ เด็กก็ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์

 

          สาม คือเรื่องหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาที่ควรเปิดโอกาสให้เด็กสามารถเรียนข้ามสาขาวิชาได้ เช่น นักศึกษาเรียนสายธุรกิจสามารถลงเรียนกฎหมายได้ นักศึกษาที่เรียนอักษรศาสตร์ก็สามารถเลือกเรียนการท่องเที่ยวได้ ผมมองว่าการเรียนแบบนี้จะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย

 

          นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ซับซ้อน และกระทบต่อคุณภาพของอุดมศึกษาทั้งในมิติที่เรียกว่า human quality และมิติของความรู้และทักษะเป็น cultural attack ที่เราไม่ค่อยนึกถึง กล่าวคือวิถีชีวิตของเด็กรุ่นนี้เป็น cosmopolitan เด็กเลือกเรียนสถาบันอุดมศึกษาโดยมองที่ตั้งของสถาบัน นักเรียนจะเลือกเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นอันดับแรก เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของความทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของวัยรุ่น ขณะที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไม่สามารถรองรับความต้องการของนักศึกษาได้ มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดจึงเป็นตัวเลือกที่สอง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมีโอกาสคัดเลือกนักศึกษาได้น้อย เด็กสอบได้คะแนนต่ำก็สามารถเข้าเรียนได้ เพราะมหาวิทยาลัยต้องอาศัยเงินอุดหนุนรายหัวจากภาครัฐ ประเด็นซับซ้อนแบบนี้กระทบต่อคุณภาพของอุดมศึกษา ทั้งในมิติที่เรียกว่า human quality และมิติของความรู้และทักษะเป็น cultural attack ที่เราไม่ค่อยนึกถึง

 

ปัจจุบันนี้นักศึกษาที่จบมาจากรั้วมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะมีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เช่น คนจบครูก็ต้องเป็นครู คนจบวิศวะก็ทำงานวิศวะอย่างเดียว ไม่รอบรู้และปรับเปลี่ยนไปสู่อาชีพๆ ได้ จากเรื่องนี้อาจารย์มีความคิดหรือข้อเสนอแนะอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา

 

          ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นความจริง เพราะระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นแบบ professionalization กล่าวคือ คนเป็นทหารก็จะมีลักษณะเป็นทหาร ครูก็มีบุคลิกเป็นครู เพราะมหาวิทยาลัยต้องการจะสร้างความเป็น identity นักศึกษาจะเรียนแบบคณะใครคณะมัน มุ่งเรียนสายเดียวให้จบ ขอให้เรียนง่ายและจบเร็ว

 

          เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุคของการแข่งขันที่เรียกว่าความเร็วนิยม ความฉาบฉวย ที่เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตคน ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าเร็วดีกว่าช้า จะยอมรับโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทุกคนอยากโต อยากขึ้นสู่ตำแหน่ง อยากรวยเร็ว เมื่อมหาวิทยาลัยไหนประกาศชัดเจนว่า จ่ายปุ๊บจบแน่ คนก็แห่ไปเรียนที่นั่น หรือถ้านักศึกษาคนไหนจบสามปีครึ่งถือว่าเก่ง ซึ่งเป็นค่านิยมที่สอดรับกับธรรมชาติของคนในยุคสมัยนี้ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวโยงกระทบต่อคุณภาพการศึกษาหมด แต่เราไม่เคยวิเคราะห์ดู

 

เหตุใดนักศึกษาในต่างประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา มักนิยมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่นักศึกษาไทยกลับไม่นิยม ในเรื่องนี้อาจารย์คิดว่าระบบค่านิยมหรือการเลี้ยงดูเด็กของสังคมไทย มีส่วนปลูกฝังทัศนคติให้แยกการทำงานกับการเรียนหรือไม่ อย่างไร

 

          ในเรื่องนี้มหาวิทยาลัยเองก็พยายามแก้ปัญหาอยู่ จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีหลักสูตรการฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในสาขาที่ต้องการ แต่ก็เหมือนการบังคับมากกว่าที่เด็กจะสมัครใจเอง ซึ่งแตกต่างจากเมืองนอกที่เด็กจะรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการดูแลลูกที่ไม่เหมือนกัน

 

          คนตะวันตกจะเลี้ยงลูกแบบให้อิสระ ต้องพึ่งตัวเอง ปิดเทอมต้องหางานทำ เวลารับคนเข้าทำงานเขาก็จะดูประสบการณ์การทำงานเป็นสำคัญ ในขณะที่เด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยบ้านเราส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง พ่อแม่ยังคงช่วยเหลือตลอด เด็กเลยไม่ถูกสนับสนุนให้หางานทำ แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงฯ จะพยายามส่งเสริมให้เด็กทำงานช่วงปิดเทอม แต่องค์กรต่างๆ ก็ควรเข้ามาช่วยด้วย

 

          เมื่อเราไปดูอย่างบิล เกตส์ หรือนายกรัฐมนตรีจอห์น เมเจอร์ และอีกหลายคน ท่านเหล่านั้นล้วนไม่จบปริญญาตรี แต่คนเหล่านี้เป็นคนพิเศษ มีความใฝ่รู้ เป็นนักสู้ ประกอบกับในต่างประเทศมีแหล่งเรียนรู้ทันสมัยให้คนของเขาได้เรียนรู้มากมาย แตกต่างกับคนไทยที่มีโอกาสในการเรียนรู้เชิงลึกน้อย สังคมไทยมีแหล่งเรียนรู้ไม่มากพอ พิพิธภัณฑ์ที่มีก็แห้งๆ จึงทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะสร้างแหล่งเรียนรู้ต่างๆ

 

ต่างประเทศให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่มีประสบการณ์ เหตุใดเมืองไทยจึงไม่มองเช่นนั้น

 

          ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญ แต่ระบบการศึกษาไทยยังคงติดแนวคิดแบบเดิมๆ อยู่ สมัยก่อนตลาดแรงงานของเราคือ การทำนา ทำไร่ ทำสวน ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการดึงคนมีความรู้เข้าสู่ราชการ การศึกษาในอดีตจึงเป็นการเตรียมคนเข้าสู่ระบบราชการ ไม่ได้สอนคนให้สร้างงานเอง ในขณะที่ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องการคนที่ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นผลให้บัณทิตในปัจจุบันไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความผิดพลาดของระบบการศึกษา ไม่ใช่หลักสูตรอย่างเดียว

 

อาจารย์มีข้อแนะนำแก่นักศึกษาที่อยากจะประสบความสำเร็จในการเรียนและหน้าที่การงานในอนาคตอย่างไร

 

          นักศึกษาควรจะมองกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นกระบวนการเรียนรู้หมด ใครชวนทำกิจกรรมอย่างไรก็ควรทำ จะได้เรียนรู้ทุกอย่างที่เรียนรู้จะค่อยๆ สั่งสมเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่เรียนคอมพิวเตอร์ก็จะอยู่กับคอมพิวเตอร์ การเรียนรู้ทุกอย่างเป็น learning process อย่าไปคิดว่าถูกใครเอาเปรียบ อย่ากลัวเหนื่อย ให้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ เมื่อเราเรียนมากขึ้น ก็จับประเด็นได้มากขึ้น ทำให้มีมุมมองแตกต่างจากคนที่ทำงานเพียงด้านเดียว