๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓

 

กราบสวัสดีค่ะครู

                สามวันละที่หนูไม่กล้าเขียนจดหมายถึงครู (ผิดศีลข้อ ๔) เพราะคิดไม่ดีเกรงว่าจะถูกตำหนิ (ผิดศีลข้อ ๑ เพ่งโทษ) กลัวสารพัดจะกลัว กลัวว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

                หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของพ่อป้าอบ จากการโทรมาแจ้งข่าวจากพี่น้อย (๒๗ พฤษภาคม) จึงตัดสินใจจะไปร่วมงานศพที่โคราช ซึ่งพี่น้อยจะมาด้วย โดยนัดเจอกันที่โคราช ตอนแรกดูหนูจะบีบคั้นพี่น้อยพอสมควรเกี่ยวกับตารางการเดินทาง (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนผู้อื่น) มารู้สึกตัวอีกที จึงบอกท่านว่าไม่เป็นไร เอาเท่าที่พี่สะดวกและทำได้ สรุปเช้าวันศุกร์ (๒๘ พฤษภาคม) พี่น้อยออกจากกรุงเทพประมาณเจ็ดโมงครึ่งค่ะครู หนูเตรียมกล้วยตั้งใจว่าจะแวะไปถวายเพลที่วัด แต่ด้วยความที่ใจจดจ่อกับการเดินทาง กว่าจะนึกขึ้นได้ก็ขับรถเลยวัดมาแล้ว พิจารณากับตนเอง จึงตัดสินใจ เดินทางต่อไป แวะเติมน้ำมันแล้วก็ขับต่อไปเรื่อย ๆ แวะซื้อของฝาก กะว่าจะให้น้องที่ สวพ. และพี่ ๆ ในห้อง กว่าจะถึงโคราชประมาณสิบโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่พี่น้อยพึ่งลงจากรถโดยสารพอดี ระหว่างทาง ใจหนูมีความอยากได้ อุปกรณ์ mp3 ที่ต่อกับรถยนต์ที่เป็นระบบส่งคลื่น FM ของเดิมมันเสีย นั่งอดทนกับความอยากของตนเอง จนสุดท้ายแวะดูที่ Big C โคราช (ผิดศีลข้อ ๓ ดูไม่ทันความอยาก) แต่คนเยอะมากค่ะ จึงตัดใจ เห็นใจมันเหี่ยวสลด แล้วหนูก็ออกเดินทางต่อไปบ้านป้าอบพร้อม ๆ กับพี่น้อย ทราบคร่าว ๆ ว่าห่างจากโคราชไปประมาณ เจ็บสิบกว่ากิโลเมตร ทั้งหนูและพี่น้อย ไม่เคยไปมาก่อน หนูพยายามทำการบ้านเรื่องเส้นทาง ซึ่งหลัก ๆ เป็นทางหลวง ถือว่าไม่ยากนัก ตลอดการเดินทางหนูระลึกถึง อาจารย์และครู เพราะเวลาที่หนูอยู่กับทั้งสองท่าน หนูมีแต่ทำหน้าที่นั่งเป็นเพื่อน ไม่เคยสังเกต แต่ด้วยความที่ต้องเป็นคนขับ และตรวจสอบเส้นทาง ดูเหมือนวิธีที่ทั้งครูและอาจารย์สอนหนูมาถูกดึงเอามาใช้แบบอัตโนมัติ ต้องสังเกตเก็บรายละเอียด จดจำเส้นทางและตาไวมากขึ้น

                แต่พอจะหาทางเข้าหมู่บ้าน ป้ายบอกทางหายไป ก็หลงทางอยู่พักหนึ่งจนต้องจอดถามทาง แต่ครานี้ ใจเพ่งโทษน้อยลงค่ะ เหมือนยอมรับว่า “เป็นธรรมดา ไม่หลงทางเลยซิแปลก” ถามทางหลายคนพอดูค่ะครู แต่สุดท้ายก็ถึงจนได้ หนูได้เรียนรู้ว่า “เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจน ไม่ว่าจะถึงเร็ว ถึงช้า แต่เราก็ไปถึง” แม้จะหลงทางเลยบ้านไปบ้าง แต่สุดท้าย ก็มาถึงเป้าหมายที่วางไว้ เส้นทางภาวนาของหนูก็เช่นกัน แม้จะไถลออกนอกลู่นอกทาง ล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมายค่ครู

                ป้าอบออกมารับพาไปกราบญาติผู้ใหญ่ของท่านแล้วก็จัดหาอาหารมาให้ทาน นั่งคุยกันอย่างเบิกบาน เราทั้งสามไม่มีใครเศร้าโศก หนูระลึกถึงครูว่า “จงทำให้จิตใจผ่องแผ่ว” ป้าอบทางก็เข้มแข็งไม่เศร้าหมอง วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ไม่มีสวด แขกก็ไม่ค่อยมา ป้าอบจึงพาเดินชมสวนสมุนไพรข้าง ๆ บ้านท่าน อากาศดีทีเดียวค่ะครู สบาย ๆ แบบหมอชาวบ้าน สมุนไพรขึ้นแทรกกันอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งป้าอบยังช่วยเล่าสรรพคุณและชื่อต้นไม้ต่าง ๆให้ฟัง

                ประมาณบ่ายสาม หนูและพี่น้อยขอตัวกลับ พอหาทางออก คล้าย ๆว่าจะออกทางเก่า แต่อยู่หนูก็รู้สึกว่าไม่คุ้นเคย จึงจอดถามทางไปอำเภอ ซึ่งเป็นอีกทางจึงตัดสินใจลองเส้นทางที่เขาบอก ขับ ๆ ไป รู้สึกไม่แน่ใจ จึงจอดถามซ้ำขับมาเรื่อย ๆ โอ้ เป็นเส้นทางที่ลัดสั้นและเข้าบ้านป้าอบได้ง่ายกว่าเดิม ได้ข้อสรุปเบื้องตนว่ารอบแรกขับรถเลยไปไกล หาทางเข้าไม่ถูก แต่ขากลับนั้นเป็นทางที่ใกล้กว่าค่ะครู

                หนูแวะส่งพี่น้อยที่สถานีขนส่งโคราช แต่แล้วหนูก็ลืมเอาขนมที่ซื้อฝากพี่ ๆ  ให้พี่น้อยไปค่ะ (ผิดศีลข้อ ๔) แต่ก็นั่นแหละค่ะ ลืมแล้วก็ลืม กลับมาถึงขอนแก่นประมาณ ทุ่มกว่า ๆ แวะซื้อของที่โลตัส ใจจริงอยากได้ MP3 ในรถยนต์ที่หาอยู่ แต่ก็ไม่เจอ ไปเจอซึ้งนึ่ง ที่ออกแบบติดกันกับหม้อ ที่ก่อนหน้านี้หาอยู่ จึงได้มาเพิ่ม กว่าจะเข้าบ้านก็สองทุ่มกว่า ๆ ส่ง SMS บอกพี่น้อยและครู หนูลืมพูดถึง SMS ที่ได้จากครู หนูรู้สึกว่า ครูแนะให้กลับไปดูแลพ่อแม่ แต่ใจก็ไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับ กลับถึงบ้านหนูหลับเป็นตายเลยค่ะครู

                ตื่นมาตอนเช้า (๒๙ พฤษภาคม) เหมือนกลืนน้ำลายสะดุด เพราะนอนตากพัดลม เพราะข้างล่างบ้านนี้ยุงค่อนข้างชุม หนูนอนไม่กางมุ้งอาศัยว่าเปิดพัดลมเอา ดึก ๆ บางวันอากาศเย็น ตื่นเช้ามานั่งฟังเสียงตนเองทะเลาะกัน ใจหนึ่งก็อยากกลับบ้าน เชื่อตามความรู้สึกที่คิดว่าครูแนะ ใจหนึ่งก็อยากไปหาครูที่ยโสธร อยากจะขอไปพักภาวนากับยายชี  ใจหนึ่งก็บอกตนเองว่าลองอยู่กับตนเองดูซิ ตั้งแต่กลับมาจากเมืองนนท์ วิ่งตะลอน ๆ ตลอด ไม่เคยหยุดอยู่กับตนเองเลย เหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางความรู้สึกที่มีการโจมตี รู้สึกทนไม่ได้ หนีมาอ่านอะไรในเน็ต เปิด youtube ดู (ผิดศีลข้อ ๓ อยากสบายไม่อยากทุกข์ หนีทุกข์) เวลาหายไปหลายชั่วโมงเลยค่ะครู ว่าจะออกไปนวดโทรไปเช็คคิวนวดเต็ม รู้สึกงง จึงอยู่บ้าน กวาดบ้านถูบ้านซักผ้า ผ้าห่ม ผ้าม่าน รีดผ้า ภาวนากับงานบ้านค่ะครู อากาศค่อนข้างร้อน เสื้อผ้าที่ใส่อาบเหงื่อทีเดียว แล้วก็ออกไปรดน้ำผัก เย็น ๆ ฝนตก หนักทีเดียว นอนดูฝนไปเรื่อย ๆ จนหลับไป

                ตื่นเช้าขึ้นมา (๓๐ พฤษภาคม) ตื่นขึ้นมานั่งภาวนา รู้สึกเหมือนไม่ไหวแล้ว เหลวไหลมาไปแล้ว ปล่อยให้กิเลสครอบงำ จิตใจจึงเศร้าหมอง ประมาณเจ็ดโมงกว่า ๆ เดินไปดูพื้นที่หลังบ้าน ที่ถูกไถทิ้งไว้ก่อนหนูไปนนทบุรี เป็นโครงการสวนสมุนไพรที่หนูทำไว้ แต่มีภารกิจต้องไปต่อ จึงวางลง ถามตนเองว่าต้องรองบประมาณไหม ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น พยายามเขียนโครงการมาสองปี แต่เงินที่ได้มาถูกใช้ไปกับสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์มากมาย แต่ได้ปลูกต้นไม้จริง ๆน้อยมาก และ ณ ขณะนี้แทบไม่มีต้นไหนเหลืออยู่เลย ถ้าจะปลูสมุนไพรก็ปลูกเลย ใช้เงินตนเองไปก่อน ถือว่าใช้หนี้หลวง ปลูกต้นไม้ทดแทนคุณแผ่นดิน ทดแทนคุณโลกใบนี้ ทดแทนทุก ๆ คนที่จะได้ประโยชน์ จึงแบกจอบเดินลงหลังบ้าน ค่อย ๆ จ้วงขุด ๆ ขุด ๆ และขุด ดินที่เปียกชื้นจากน้ำฝน เอื้อประโยชน์ให้ ขุดได้ไม่ยากนัก สังเกตดินตรงพื้นผิวเป็นดินดำ พอสมควร แต่ลึกลงไปประมาณหนึ่งฟุต เป็นดินคล้าย ๆ ใต้บ่อน้ำ น่าจะมาจากการเอาดินมาถมในที่ตรงนี้ จริง ๆแล้วมีคนเคยบอกหนูนะคะครูว่า “อย่าปลูกเลย ดินมันไม่ดี” หนูระลึกถึงครู ไม่ว่าดินชนิดไหนครูก็ให้โอกาส เปิดโอกาสและดูแลต้นไม้ตามแต่ดินแต่ละชนิดต้องการ เป็นกำลังใจให้หนูทำงานต่อ อย่างน้อย ๆ แม้สมุนไพรจะอยู่ไม่ได้ หนูก็ได้เรียนรู้ เพื่อปรับปรุงต่อไป นี่เป็นข้อสรุปเบื้องต้นที่หนูให้ตนเอง หนูเตรียมหลุมเตรียมแปลง คิดวางแผนแล้วยิ้มกับตนเอง หลุมที่ขุดไว้ จะปลูกไม้ยืนต้นที่เป็นผักกินได้ เช่น ติ้ว มะรุม จิก มะเดื่อ แปลงที่ทำไว้แดดค่อนข้างแรง ขอปลูกทานตะวันชมดอกให้ชื่นใจ ฮ่า ๆ ฟังดูไร้สาระค่ะครู แต่ก็ขำความคิดนี้ ว่ายังมีอารมณ์อยากเห็นดอกเหลือง ๆเป็นกำลังใจ ส่วนหนึ่งก็คือ การปลูกทานตะวันทำไม่ยาก หากทานตะวันขึ้นได้มีอีกหลายชนิดสามารถโตได้ สาย ๆ แดดเริ่มแรง หนูจึงเข้ามาอาบน้ำอาบ ท่าจัดบ้าน อ่านหนังสือ สักพักได้ยินเสียงขุดดินกวาดใบไม้อยู่หลังบ้าน ปรากฏว่าบ้านน้องเหมียว และบ้านพี่ชื่นที่ถัดไปอีกสองหลังออกมาถางหญ้าและกวาดใบไม้หลังบ้าน รู้สึกชื่นใจที่แต่ละคนออกมาช่วยกัน ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากมีพี่ท่านหนึ่งเคยโดนตะขาบต่อย และเมื่อไม่นานมานี่มีตะขาบมานอนตายให้กะละมังหลังบ้านหนู หนูจึงออกมาคุยกับพี่ ๆน้อง ๆ พร้อมถอนหญ้าบ้านตนเองไปด้วย มองเห็นคราบงูที่มาลอกคราบไว้ข้าง ๆแปลงผัก ดูจากคราบงูท่าทางจะตัวใหญ่ค่ะครู ใจหนูไม่รู้สึกกลัว แต่ก็เป็นโอกาสในแต่ละคนออกมาดูแลสวนหลังบ้านให้สะอาดสะอ้าน

                บ่ายๆ ขับรถออกไปหาซื้อต้นไม้ ทั้งที่สวนเกษตรและที่หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ ได้มาพอสมควรค่ะครู มีดันหมี ต้นนี้หนูซื้อมาเพราะระลึกถึงอาจารย์เป็นต้นไม้ที่หนูทำงานเคมีต้นแรกเลยค่ะ หญ้านางแดงแก้แพ้แก้กินผิด รางจืดแก้พิษเบื่อเมา บรเพ็ดแก้ไข้ ว่านง๊อกเป็นผักบำรุงร่างกาย ว่านมหากาฬ ว่านตีนตะขาบ แก้พิษแมลงป่องและตะขาบ  มะรุมบำรุงร่างกาย ติ้ว กะสัง มะเขือพวง มะตูม เตยหอม กระเจี๊ยบแดง ประมาณนี้แหละค่ะครู หนูลงปลูกประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง แดดยังร้อน ๆ อยู่ค่ะ เดินสังเกตหลุมที่ขุดไว้ แล้วทะยอยเอาดินปลูกลงผสม ขุดหลุมเพิ่ม พี่ที่อยู่บ้านตรงข้ามเห็นว่าทำงานอย่างแข็งขัน ท่านจึงลงมาร่วมด้วย หิ้วเสียมและบัวรดน้ำที่บ้านมาด้วย ช่วยกันขุดช่วยกันปลูก ไม่นานพี่ประนอมก็มาร่วมแรงอีกคน เบิกบานมาเลยค่ะครู อาบเหงื่อต่างน้ำ หนูหยิบน้ำเย็นในบ้านมาแบ่งปันพี่ ๆ ฟ้ามืดดูจะครึ้ม ๆ แซว ๆกันว่า เทวดาจะช่วยรดน้ำ และแล้วงานปลูกสมุนไพร ก็เสร็จก่อนฟ้ามืด แจ่มมากเลยค่ะครู พี่ ๆมาช่วยด้วยใจ หนูเองก็รู้สึกดีที่ทุ่มเท ทำด้วยแรงใจ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆน้อย ๆ แต่เหมือนได้พลังชีวิตกลับมาค่ะครู กลับเข้าบ้านหนูเปลี่ยนกางเกงแล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย ขณะวิ่งแว๊บคิดขึ้นมาว่า

“เหมือนการรับยา หนูได้ยามาจากครู ได้แต่อ่าน ๆ ดู ๆ พลิกไปพลิกมา หิ้วไป หิ้วมา บางทีก็ หยิบมากินบ้าง แต่กินไม่สม่ำเสมอ กินแรก ๆ อาการเหมือนจะดีขึ้น แล้วหนูก็หยุดกิน แล้วก็มาเริ่มกินใหม่ ลองกินติดต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนจะเจออาการข้างเคียงโดยธรรมชาติของยา หนูก็สงสัยอีก แต่ก็เหมือนทิ้งยาไม่ได้ ต้องกิน หนูไม่ค่อยทานยาสม่ำเสมอ เพราะกลัวอาการข้างเคียง เป็นอย่างนี้จะให้หายขาดเหมือนคนไข้ที่กินยาสม่ำเสมอได้อย่างไร จริงไหมค่ะครู”

 

จึงบอกตนเองว่า

                “เอาหล่ะ ก็เริ่มรับยาใหม่ เปิดคอร์สรับยา ขนาดยาวัณโรค ยังต้องกินติดต่ออกันเป็นครึ่งปี หรือหนึ่งปี แล้วโรคทางใจที่หนูป่วยอยู่นี่ เป็นมาตั้งหลายกัป หลายกัลป์ จะให้หายฉับพลัน กับการรับยาแบบกระปิดกระปอยได้ยังไง ที่สำคัญ ยาขนานนี้มีอาการข้างเคียงรุนแรงมากมาย ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ แล้วต้องทนอาการข้างเคียงให้ได้ เพราะโรคที่ป่วยอยู่ คือ โรคร้าย”

 

                กลับมาถึงบ้านเจอพี่เอ๋ นั่งเล่นชวนคุยสบาย ๆ หนูค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายและทักทายท่านไปด้วย ประคองลมหายใจอย่างมีสติ ไม่นานน้องเหมียวกับมา น้องชินจัง เจี้ยวแจ๊ว กำลังช่างพูดช่างเจรจา ประมาณทุ่มกว่า ๆ แยกย้ายกันเข้าบ้าน หนูจึงอาบน้ำ แล้วขึ้นไปสวดมนต์ บอกตนเองว่า “เริ่มใหม่ เริ่มรับยาคอร์สใหม่”

แล้วก็มาเขียนจดหมายถึงครูค่ะ

                                                                                                                                หนูรักครูค่ะ