วิกฤตปัญหาโลกร้อน
ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายเตือนและรณรงค์กันมาตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนี้สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ผลกระทบที่ทำให้น้ำแข็งทั่วโลกละลาย หลายจุดเป็นจุดที่แทบไม่เคยละลายขนาดนี้มาก่อนเป็นพันๆปี เช่นธารน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกก็บางลงๆ และหลายๆจุดจากภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบ น้ำแข็งที่เคยมีอยู่ละลายหายไป บนพื้นผิวโลกมีธารน้ำแข็ง (Glaciers) จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ในปัจจุบันนี้ธารน้ำแข็งเหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ หากธารน้ำแข็งทั้งหมดบนโลก บนพื้นผิวละลายไปจนหมด ส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 270 ฟุต หรือ 70 เมตร
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญเรื่องภาวะโลกร้อน ได้อธิบายว่า น้ำแข็งมีความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยาอย่างมากโดยทำหน้าที่คล้าย "ป่า" ในเขตหนาว หากเปรียบเทียบว่าป่าเสมือนฟองน้ำที่คอยอุ้มน้ำ แล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำออกมา "น้ำแข็ง" ก็เป็นเสมือนฟองน้ำที่ชะลอการไหลบ่าของกระแสน้ำ และเมื่อถึงหน้าร้อนน้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำไหลไปรวมเป็นลำธาร และแม่น้ำสายต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลก ซึ่งแม่น้ำโขงก็มีต้นกำเนิดส่วนหนึ่งมาจากน้ำแข็งบนยอดเขาหิมาลัย ที่ละลายตัวเองออกมากลายเป็นสายน้ำโขง ก่อนจะมารวมกับน้ำจากลำธารต่างๆ ที่มีต้นกำเนิดมาจากป่าดิบ
อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ น้ำแข็งของโลกที่ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งบนยอดเขา และน้ำแข็งในทะเล เกิดปรากฏการณ์น้ำแข็งละลายมากผิดปกติ โดยน้ำแข็งมีการแตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น ส่วนก้อนเล็กๆ ที่มีอยู่เดิมก็หายไป โดยสังเกตได้ชัดจากการเก็บภาพถ่ายมาเปรียบเทียบ และน้ำแข็งในทะเลก็บางลง แม้กระทั่งยอดเขาเอเวอเรสต์ก็มีรายงานว่า หิมะและน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามแนวเขาลดน้อยลงทุกขณะ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนแก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วโลก อุณหภูมิของกระแสน้ำในมหาสมุทร ความชื้นในอากาศและการไหลเวียนของอากาศโลก เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมดุลกัน
ดร.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสาเหตุหลักของปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดจากการใช้พลังงานจากกิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ในปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น 0.7 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมามีธารน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้ขนาด 3,200 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองลอนดอน 2 เท่าหลุดออกมาจากปลายแหลม บรรดาเหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าอย่างช้าไม่เกิน 3 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้มีบางประเทศที่ได้รับผลกระทบแล้ว เช่น แถบยุโรป พบว่าธารน้ำแข็งเริ่มละลายและหดตัว เอเชียใต้มีภาวะน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย ในพื้นที่บริเวณ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดซึ่งจากการศึกษาประเมินผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเมืองหลักชายฝั่งทะเล ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน พบข้อมูลที่น่าเป็นห่วง คือ มีการคาดการณ์ว่าในปี 2593 หรืออีก 41 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลในพื้นที่ทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าว จะสูงขึ้น 12.3 เซนติเมตร และมีปัญหาแผ่นดินทรุดตัวลงอีก 20 เซนติเมตร ซึ่งหมายความว่าระดับน้ำทะเลจะสูงเพิ่มขึ้นถึง 32.3 เซนติเมตร สูงกว่าค่าที่เจบิคได้คาดการณ์ไว้ 29 เซนติเมตร ซึ่งจากการวิเคราะห์แบบจำลอง ได้คาดการณ์ผลกระทบเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) อย่างรุนแรงในอีก 41 ปีข้างหน้าดังนี้
1. ประชาชนในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ ประมาณ 1 ล้านคน จะประสบภัยน้ำท่วม หรือเพิ่มขึ้น 6.8 แสนคนจากปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณเขตดอนเมือง บางคอแหลม ยานนาวา และสาทร ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง ขณะที่ปัจจุบันประชาชนในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ มีผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพียง 320,000 คน
2. อาคารและที่พักอาศัยประมาณ 1.1 ล้านหลัง จะได้รับผลกระทบ โดยมีน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ขึ้นไป โดยมีช่วงระยะเวลาน้ำท่วมต่างกัน และประมาณ 1 ใน 3 ของบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมอยู่ในเขตบางขุนเทียน บางบอน บางแค และ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ
3. ชุมชนแออัดในเขตคลองสาน บางคอแหลม สาทร และราษฎร์บูรณะ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม
4. ถนนในกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ ระยะทาง 1,700 กิโลเมตร ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
5. สถานีขนถ่ายมูลฝอยหนองแขม อาจเกิดน้ำท่วมที่ความลึก 50-100 เซนติเมตร
6. โรงพยาบาลและสถานพยาบาลจำนวน 127 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขต บางขุนเทียน บางบอน บางแค และ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะที่โรงผลิตไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อยต่างๆ ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ทั้งนี้ทีมวิจัยได้เริ่มศึกษาตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551-มีนาคม 2552 โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Nam Model) และ HD Model และอ้างอิงรูปแบบการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใน ปี 2538 และ 2545 โดยการสร้างภาพจำลองเพื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝน การทรุดตัวของแผ่นดิน การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง
นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณีในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสำรวจ ศึกษา บริหารจัดการธรณีวิทยา และธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนเสนอแนะมาตรการ แนวทางแก้ไขปัญหาบริหารจัดการด้านธรณีพิบัติภัยของประเทศ จึงได้ดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและธรณีวิทยา เพื่อศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจจะส่งผลทำให้เกิดธรณีพิบัติภัย และกำหนดแนวทางหรือมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางธรณีวิทยาให้แก่ทุกภาคส่วน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยใน 2 แนวหลัก แนวทางแรก คือ การศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลอย่างเป็นระบบ และแนวทางที่ 2 คือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงธรณีสัณฐานชายทะเล
ทั้งนี้โดยล่าสุดกรมทรัพยากรธรณีได้นำสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิต เดินทางไปดูการศึกษาการเปลี่ยน แปลงที่ตั้งมาตรวัดระดับน้ำทะเล การศึกษาการทรุดตัวของพื้นดิน การศึกษาคุณสมบัติทางวิศวกรรมของชั้นดิน ร่วมทั้งการศึกษาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเล รวมทั้งการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลอย่างเป็นระบบ ด้วยการศึกษาอัตราการเคลื่อนตัวของแผ่นดินบริเวณที่ตั้งของมาตรวัดระดับน้ำทะเล ศึกษาการทรุดตัวของพื้นดิน ศึกษาคุณสมบัติทางวิศวกรรมของชั้นดิน และการศึกษาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเล และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเล ประกอบด้วย การศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเล การศึกษาธรณีสัณฐานชายฝั่ง การศึกษาธรณีวิทยาพื้นท้องทะเลและสมุทรศาสตร์ การสำรวจโครงสร้างทางวิศวกรรมชายทะเล และการศึกษาวิจัย เพื่อหาแนวทางการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเล ในพื้นที่ประปัญหาวิกฤติระดับน้ำทะเลอย่างเป็นระบบที่ชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรีสำหรับการสำรวจธรณีฟิสิกส์ทางทะเลนั้น กรมทรัพยากรธรณีได้ส่งทีมงานลงไปดำเนินการสำรวจในพื้นที่ มีนักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษพร้อมเครื่องมือเครื่องมือกว่า 10 ล้านบาท เช่น อุปกรณ์สำรวจที่มีระบบบันทึกและประมวลผล ( Sediment Echo Sounder: SES ) ใช้ร่วมกับการบันทึกภาพพื้นทะเลด้วยโซนาร์ เป็นการสำรวจความลึกน้ำและทำการบันทึกภาพหน้าตัดข้างคลื่นไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลับระดับตื้น การวัดความเร็วและทิศทางกระแสน้ำชายฝั่ง โดยใช้เครื่องมือแบบ Acoustic Doppler Current Profile : ADCP การควบคุมเส้นทางเดินเรือสำรวจ โดยใช้เครื่องมือหาพิกัดทางภูมิศาสตร์บนพื้นโลกด้วยระบบดาวเทียม Global Positioning system : GPS และการเก็บตัวอย่างตะกอนพื้นทะเล เพื่อตรวจสอบชนิดและการกระจายตัวของตะกอนบนพื้นทะเล หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วจะมีการแปรข้อมูลอ่านค่าและทำรายงานเสนอเพื่อให้เป็นหลักฐานทางวิชาการต่อไป
นอกจากนี้ยังได้มุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้ด้านธรณีวิทยาให้แก่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชาย ทะเล ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและธรณีวิทยา ให้มีความรู้ความเข้าใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อติดตามเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่งทะเลและสร้างจิตสำนึกที่ถูก ต้องต่อการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยได้จัดทำโครงการฝึกอบรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชาย ฝั่งทะเลด้านการอนุรักษ์และป้องกันพื้นที่ชายฝั่งทะเล และกิจกรรมปลูกป่าชายเลนในครั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้คนในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ และพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมีโครงการที่จะดำเนินการให้ครบทุกจังหวัดพื้นที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทั้ง 23 จังหวัดต่อไป
ทั้งนี้จากกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วข้าง จะเห็นได้ว่าแต่ละหน่วยงานพยายามร่วมกันหาวิธีการแก้ ไขและเตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ เป็นผู้กระทำต่อโลกใบกลม ๆ ที่ตนเองเป็นเจ้าของ มันจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ โลกจะกลายเป็นดาวอังคารในอดีตตามข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ขึ้นกับคนที่จะร่วมใจกัน
อ้างอิง
http://www.dmr.go.th/ewt_news.php?nid=16511&filename=index
http://www.kksenergygroup.com/article1.html
http://www.waterlab-dwr.com/wizContent.asp?wizConID=170&txtmMenu_ID=7
สวัสดีค่ะคุณtidarat
แวะมาทักทายค่ะ ถ้าทุกคนช่วยกัน ร่วมมือกัน ทุกอย่างจะดีขึ้นนะคะ
ขอบคุณค่ะ ขอแค่เราร่วมมือกัน
อย่างน้อยก็น่าจะมีอะไรดีๆขึ้นมาบ้าง
เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวอ่ะค่ะ เลยอยากให้ได้อ่านกัน
ธรรมชาติเปนสิ่งใกล้ตัวขอให้เราร่วมมือกันที่จาช่วยกันอนุรักษ์นะคะ