การจัดค่ายธรรมะให้สงบและเย็น ต้องเป็นตามธรรมชาติ

       จากประสบการณ์ที่ผมเคยไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมมาบ้าง และ ไปนิเทศติดตามผลการจัดค่ายธรรมะของนักเรียนมาบ้าง

 

       ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายธรรมะที่เน้นรูปแบบ  พิธีกรรม   การสอนธรรมะที่เป็นทางการ     เน้นกฏระเบียบ   ไม่เป็นธรรมชาติ   

  

       จากการสังเกตุค่ายธรรมะดังกล่าว  พบว่าผู้เข้าค่ายไม่มีความสุขสงบเลยครับ  ทั้งค่ายเด็กและค่ายผู้ใหญ่   ประมาณว่าพอรู้ข่าวว่าต้องเข้าค่ายธรรมะ   ก็ห่อเหี่ยวไปหมดละครับ

 

        เพราะเป็นค่ายที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ  ไม่เป็นธรรมชาติ

 

                   

 

         ธรรมะ  คือ  ธรรมชาติ ครับ   การเข้าค่ายธรรมะ ต้องสอดคล้องกับธรรมชาติ  ทั้งธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม และ ธรรมชาติของผู้เข้าค่าย  

 

               

     

        หัวใจหลักของการเข้าค่ายธรรมะที่เป็นธรรมชาติ   ผมว่าอยูที่ 2   ส   ครับ

 

         ส  แรก  สัปบุรุษ  หมายถึง   คนที่มีคุณธรรม คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเป็นปกติ คนที่มีศรัทธามั่นคงในศาสนา คนที่มีความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม (เป็นผู้หญิงก็ได้นะครับ)

 

       ค่ายธรรมะแต่ละค่าย ต้องมีสัปบุรุษ  เป็นผู้นำค่ายครับ   ข้อนี้สำคัญมาก  ถ้าค่ายธรรมะใดไม่มีสัปบุรุษ  ผมว่าไม่น่าจะเป็นค่ายธรรมะนะครับ  เพราะไม่เข้าใจถึงธรรมชาติ    ไม่เข้าใจธรรมะ

 

        ส   สอง  สับปายะ  4

        1.  อาวาสสัปปายะ = ที่อยู่เหมาะสม, มีครูบาอาจารย์, อาหารหาง่าย, บรรยากาศดี เป็นต้น

        (ข้อนี้  ต้องหาสถานที่ที่บรรยากาศดี  อากาศเย็น เป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด  ก็จะดีครับ  มีครูบาอาจารย์ที่เป็นสัปบุรุษ)

 

        2. บุคคลสัปปายะ = มีบุคคลแวดล้อมที่เหมาะสม

       (เรื่องบุคคลแวดล้อมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากเลยนะครับ  ทุกๆคนที่แวดล้อม ต้องเป็นกัลยาณมิตร ใจดี มีเมตตา เอื้ออาทร ไม่ใช่คอยดุคอยด่า คอยจับผิด หรือ ใช้แต่อำนาจ)

 

        3.  อาหารสัปปายะ = บริโภคอาหารที่พอเหมาะ

        (การบริโภคอาหาร 2 มื้อ ก็ถือว่าพอเหมาะครับ และไม่ต้องมีเบรกระหว่างมื้อ  มื้อเย็นดื่มน้ำปานะ)

 

        4.  ธัมมสัปปายะ = มีข้อปฏิบัติที่เหมาะแก่จริต

        (ข้อปฏิบัติก็มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้คนเบื่อการปฏิบัติที่เคร่งครัด  ไม่ยืดหยุ่น  ข้อปฏิบัติควรให้ปฏิบัติตามความสมัครใจเท่าที่จะทำได้   สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละคน แต่ละวัย  ใครได้แค่ใหนก็แค่นั้น  และ ใครจะปฏิบัติแบบใหนก็ได้ ให้สอดคล้องกับจริตของตน)

 

        ค่ายธรรมะที่ดี ที่มี  2  ส   เพี่ยงแค่เดินเข้าไป   ก็สามารถสัมผัสกับคลื่นรังสีแห่งความสงบ  และ  ความเย็น  เป็นรังสีแห่งความเมตตาที่สัมผัสได้ครับ 

 

                     

 

 

        ขณะที่ค่ายธรรมะบางค่าย   เพียงแค่เดินเข้าไป  ก็สัมผัสกับบรรยากาศแห่งความอึดอัด  คับข้องใจ  สัมผัสกับรังสีที่ร้อนรุ่ม  ประมาณว่าเป็นรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา

 

               

 

        ตอนนี้   เปิดเทอมใหม่   หลายโรงเรียนก็เตรียมการที่จะนำนักเรียนเข้าค่ายธรรมะ   ก็คงขอฝาก คาถา 2   ส   คือ สัปบุรุษ  และ  สับปายะ   ในการจัดค่าย  เพื่อให้นักเรียนเกิดความ สุข  สงบ  และ เย็น   จากการจัดการค่ายที่เป็นธรรมชาติ

 

                       

     

       เป็นคุณธรรมที่ส่งผ่านเข้าไปในจิตใจของนักเรียน  ด้วยรังสีแห่งความรัก ความเมตตา  และ ความเอื้ออาทร  ครับ