ตอนที่ ๑


          ในตอนที่แล้ว เสนอบทบาทของอุดมศึกษาในด้านการเข้าไปทำงานวิชาการในลักษณะ เครือข่ายอุดมศึกษาหนุนประชาชนแก้ปัญหาความยากจน   โดยตีความความยากจนว่ามี ๓ ด้าน คือ จนเงิน จนโอกาส และจนสิทธิ

          ในตอนที่ ๒ นี้ จะเสนอบทบาทของอุดมศึกษาในการลดช่องว่างทางสังคม และเพิ่มการเป็นเพื่อร่วมสถาบันระหว่างนักศึกษาต่างภาคต่างสถานะทางสังคม   เพิ่มการคลุกคลีระหว่างประชาคมอุดมศึกษากับสังคมของคนด้อยฐานะ    โดยผมได้แนวความคิดนี้มาจาก ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย  

          ดร. วิชิต ชี้ให้ผมเห็น ในการสนทนาเมื่อเย็นวันที่ ๒๔ พ.ค. ๕๓ ว่า สังคมไทยในขณะนี้มีการแบ่งแยกชนชั้นเพิ่มขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด  ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษารวมทั้งอุดมศึกษา   ที่ลูกคนรวยกับลูกคนจนเรียนต่างโรงเรียน ต่างมหาวิทยาลัยกัน   ทำให้คนเหล่านี้ไม่รู้จักกัน ไม่เข้าใจกัน   เกิดการแบ่งแยกกันในสังคมโดยไม่รู้ตัว    เกิดสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยไม่มีใครตั้งใจให้เกิด

          เมื่อ ๕๒ ปีมาแล้ว ตอนที่ผมเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา    สังเกตว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด   ฐานะไม่ดีนัก คล้ายๆ ผม หรือบางคนอาจจะลำบากกว่าผมเสียอีก   ตอนเรียนแพทย์ที่ศิริราชก็เช่นกัน   เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นลูกคนที่ฐานะปานกลางค่อนไปทางต่ำ    และจำนวนมากมาจากต่างจังหวัด

          แต่เวลานี้เข้าใจว่าเด็กที่เข้าโรงเรียนดีๆ ได้ เกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวคนชั้นกลางขึ้นไปถึงชั้นร่ำรวย   อย่างตอนลูกๆ ผมเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อ ๒๖ – ๑๖ ปีมาแล้ว ก็พบว่านักเรียนเกือบทั้งหมดมาจากคนฐานะดีทั้งสิ้น   เข้าใจว่าสภาพที่ลูกคนฐานะดีผูกขาดโรงเรียนดี มหาวิทยาลัยดีๆ จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ    ไม่ทราบว่าความเข้าใจนี้เป็นจริงหรือไม่   น่าจะมีคนวิจัย    ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็เป็นอันตรายต่อสังคม   เป็นต้นเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมแตกแยก โดยที่เราไม่รู้ตัว

          ในสภาพวิกฤตความแตกแยกในสังคม อุดมศึกษาควรทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมทางสังคม   ให้คนจากต่างฐานะทางสังคมได้มาเรียนด้วยกัน เป็นเพื่อนร่วมรุ่นร่วมสถาบันกัน   ซึ่งจะก่อความผูกพันทางใจ มีความสนิทสนมกัน   ช่วยให้เด็กที่มาจากครอบครัวฐานะดีเข้าใจชีวิตที่ยากจน   และเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนก็เข้าใจเพื่อนที่ฐานะดี  

          ที่จริงผมเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตได้รับประโยชน์จากเบ้าหลอมนี้   และตอนเด็กๆ ผมก็เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความต่ำต้อยของตนอยู่บ้าง   แต่คงจะไม่รุนแรงนัก   และเวลานี้ผมกลับคิดตรงกันข้ามกับสมัยเด็ก   ว่าการได้มีชีวิตที่เริ่มด้วยความยากลำบากแล้วสบายเมื่อปลายมือนั้น   เป็นชีวิตที่ดีกว่าเกิดมาสบาย ไม่เคยรู้จักชีวิตที่ยากลำบาก   หรือเกิดมาสบายแล้วตกต่ำในภายหลังก็ยิ่งไม่ดี

          ดร. วิชิต เล่าให้ผมฟังเรื่องผู้พิพากษาหัวหน้าศาลสูงสุด ชื่อ Earl Warren ของสหรัฐอเมริกา ตัดสินให้การแบ่งแยกโรงเรียนระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว เป็นสิ่งผิดกฎหมาย   เหตุเกิดในปี ค.ศ. 1954 อ่านคำตัดสินได้ที่นี่   ซึ่งตอนนั้นคนขาวในรัฐทางใต้คัดค้านกันมาก   แต่ตอนนี้ผู้คนเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมอเมริกัน

          ที่จริงเรามีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา และในฝรั่งเศส ที่มีกฎหมายและวิธีปฏิบัติหลากหลายอย่าง   ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมทางสังคม   ลดความแบ่งแยกชนชั้นและเชื้อชาติ   และมีส่วนร่วมสร้างสังคม/ประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ผิวสี และอื่นๆ แต่มีความรักใคร่ปรองดองเป็นสมาชิกของชาติด้วยกัน

          นี่คือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม   ที่ทุกคนรู้สึกว่าได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน   โดยที่ระบบต่างๆ ของประเทศได้พยายามลดความไม่เป็นธรรมหรือความ “ยากจนสิทธิ์” หรือยากจนโอกาส ลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือหมดไปเลยได้ก็ยิ่งดี   ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ การลดความเป็นสังคมอุปถัมภ์ (เล่นพวก)    มหาวิทยาลัยไทยจะต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดความเป็นสังคมอุปถัมภ์   เพื่อให้คนเล็กคนน้อยในสังคมได้มีศักดิ์ศรี มีความมั่นใจในตนเอง   เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน 

          คำถามก็คือ มหาวิทยาลัยและระบบอุดมศึกษาไทยจะตีโจทย์นี้อย่างไร ไปสู่การปฏิบัติ   เพื่อเข้ามาร่วมทำหน้าที่เยียวยาประสานรอยแตกร้าวของสังคมให้ได้   โดยที่เราตระหนักดีว่า นี่คือมาตรการที่หวังผลระยะยาว

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๓