เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ

          กระผมเรียนเสนอความเห็นอย่างเปิดกว้าง เป็นมุมมองส่วนตัวในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ของสังคม กระผมคิดว่าทางออกหนึ่ง ที่คนส่วนมากผ่านก็คือ ระบบการศึกษา ที่ผ่านมาการศึกษาเราในกระแสหลักนั้น ขาดเรื่องการคิดวิเคราะห์ เชิงเหตุเชิงผล เพื่อเห็นความเชื่อมโยง โดยเชิงลึกก็ไม่มีภาพใหญ่ประกบนั้น มันไม่สามารถเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิต ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม ในแต่ละมิติได้ชัดเจน และขาดแคลนในเรื่องการให้คุณค่าในความดีงาม เพื่อการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ใจเขาใจเรา (ดังที่พุทธทาสกล่าวว่า “อาตมาเปรียบเทียบว่าความรักผู้อื่น ในปัจจุบันนี้แทบหาไม่ได้ ถึงว่าจะหามาเป็นยาหยอดตาก็ยังไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเอามาไว้ดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันให้ชื่นใจเลย เพราะมันมีแต่ความเอาเปรียบ ความเบียดเบียน ไปในทุกที่ทุกแห่งในโลก....”) กลับไปสร้างระบบการแข่งขันออกไปทางสุดโต่ง ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจและค่านิยมในสังคม ทั้งนี้ระบบการศึกษาก็ต้องเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้ด้วยตัวเอง ควรทำหน้าที่ด้วยแรงบันดาลใจ แรงแห่งศรัทธาประกอบด้วยความเมตตา จนให้เขามีคุณลักษณะที่เรียกว่า อัตตสัมปทา (Self-actualization) เป็นการถึงพร้อมแห่งความสามารถของตนและการถึงพร้อมแห่งจิตของตน เราต้องเปิดพื้นที่ทางปัญญาให้หลากหลายพอ จนเชื่อว่าเด็กมีแรงบันดาลใจ มีกระบวนทัศน์สูงพอที่จะพบเห็นแสงเงินแสงทองของชีวิต(บุพนิมิต) จนสู่ (สัมมาทิฐิ) เพื่อสร้างสังคมที่มีความสันติสุข อย่างยั่งยืนให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ หากสังคมเน้นการยกย่อง กิน กาม เกียรติและอำนาจ จนสุดโต่งแล้ว (มิจฉาทิฐิ) สังคมก็เกิดปมมากมาย และเกิดการขัดแย้งขึ้นรุนแรง และปัจจุบันก็ยังคงเป็นรอยร้าวในสังคมอยู่ เป็นผลจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น ได้ฝังรากลึกยาวนาน

ที่ผ่านมาภาพรวมของระบบการศึกษานั้นเน้นสร้างนักศึกษาที่มีคุณลักษณะ “เป็นนักบริโภคนิยมที่แสวงหาความสุขในเชิงวัตถุใส่ตัวเอง”  สนใจต่อคุณค่าความดีงามน้อย (จิตอาสาหรือมีความเสียสละน้อย) ใบปริญญาขาดความศักดิ์สิทธิ์ ขาดความเป็นมนุษย์ที่พึ่งมีในสังคมแห่งความดีงาม มีเพียงใบปริญญาที่รับรองทางโลกในลักษณะแยกส่วน และหลายครั้งก็เอาเอกสารมารับรอง “ความหลงผิดหรือมายา” (delusion) ว่าคือความเป็นจริงและปฏิเสธความเป็นจริงที่ปฏิบัติได้สำเร็จก็มี  รวมทั้งการขาดทักษะที่จะรับมือกับ “มายาคติ” ที่เกิดจาก “อวิชชา มิจฉาทิฐิและอุปาทาน” จึงขาดภูมิคุ้มกันต่อสิ่งต่างๆที่มาในรูปกิน กาม เกียรติและอำนาจของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงซับซ้อนจาก globalization  ปัจจัยกระตุ้นต่างๆเหล่านี้ หากสภาวะจิตไม่มีพลังเพียงพอที่จะมีตัวเองเป็นที่พึ่งหรือขาดความสามารถที่จะรับมือกับภาวะจากสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นที่ล้อไปตามความคิดความอยาก ก็ตกภายใต้เกมส์ของ “มายาจิต” เมื่อขาดการรู้เท่าทันต่อสิ่งต่างๆที่เราจะเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย มันก็ง่ายที่ไปเบียดเบียนผู้อื่น มีคุณลักษณะของการตั้งอยู่บนความประมาทสูง จึงง่ายที่จะถูกมายาคตินำพาชีวิตเข้าไปสู่ความทุกข์ยากและโดนพลังงานที่มีผลลบต่อชีวิตฉุดรั้งให้ตกต่ำลงไปอีก

 กระผมมองว่าที่ผ่านมาสังคมเราพัฒนาไม่ทันกับ การเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความรวดเร็ว รุนแรงและหลากหลาย รวมทั้งการศึกษาที่ผ่านมาก็เป็นไปลักษณะ “ที่ขาดความรักเมตตาและไกลออกจากวิถีชีวิต” ในคนที่ด้อยโอกาส ไม่สามารถที่จะสร้างทักษะที่มีตนเองเป็นที่พึ่ง แต่คนที่มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรมากก็ติดกับดัก กิน กาม เกียรติและอำนาจ สุดกู่ ได้ใช้โอกาสจากสิ่งเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับสังคมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระบบหัวจักรทางปัญญาหลายสาขาแทบจะเป็นการท่องจำ มีแต่ทฤษฎีขาดทักษะคิดวิเคราะห์ และการปฏิบัติได้จริง มีงานวิจัยก็ไม่ทันความเร่งด่วนของปัญหา และไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ให้ทันกับวิกฤตได้แต่เอกสารแต่ไม่ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตหรือวิถีชีวิตที่ดีงาม มีวิชาการแบบไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่มีความสามารถที่จะบริหารตัวเองให้เป็นที่พึ่งได้มั่นคงเพียงพอ สังคม/ชาวบ้านจึงหวังไปพึ่งนักการเมือง เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีที่เกาะเกี่ยว สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไข หากแก้ไม่ถูกจุดก็เป็นดังวัวพันหลัก ต้องใช้ปัญญาที่อิสระระดับหนึ่งจึงจะแก้ไขได้ และชุดของความรู้แต่ละระดับชั้นก็ต่างกันเพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง ถ้าสถาบันวิชาการ/คน อุดมศึกษาอยู่เฉย หรือแค่เสนอความเห็นก็เป็นได้แค่ไฟไหม้ฟาง ที่ต้องระวัง เพราะหลายครั้งสถาบันวิชาการแทนที่จะทำให้ดีขึ้นอาจจะไปซ้ำเติม เพราะสถาบันเหล่านี้ก็ควบคุมโดยมนุษย์ ในเมื่อ “สังคมมีลักษณะการดำเนินไปด้วยมิจฉาทิฐิ อวิชชา มีอุปาทานเกาะเกี่ยวกันแน่นแฟ้น จึงยากที่จะแก้ไข” และสิ่งเหล่าได้สะสมไปกับกาลเวลา มีส่วนทำให้ศรัทธาหรือใจที่ตั้งมั่นในความดีงามน้อยลง สังคมมนุษย์จะต้องกินต้องใช้ แต่ความเหลื่อมล้ำของสังคมมากมาย และระบบนี้ก็ต่างอยู่สภาวะบีบคั้น ซึ่งได้มาบรรจบพร้อมกับแรงเหวี่ยงที่รวดเร็ว หลากหลายและ รุนแรงจาก globalization ที่มีการไหลของข่าวสารมากมาย ผลที่ตามปมต่างๆเหล่านี้จึงระเบิดให้เห็น เพราะความสามารถในการมีตนเองเป็นพึ่งในทางโลกและจิตขาดลง

    กระผมมองว่าในโครงสร้างใหญ่ของสังคมนั้นได้สะสมปมต่างๆฝังรากลึกยาวนาน ต้องแก้ที่กระบวนทัศน์ของการใช้ชีวิต ในระยะสั้นกระผมมองว่า หากสังคม/รัฐบาลจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต้องเรียนรู้ที่จะประชานิยม เพื่อให้สังคมมี self-actualization ไม่ใช่ประชานิยมให้เขาเป็นดังลูกนก ติดสิ่งที่ป้อนให้จนยืนบนขาตัวเองไม่ได้ ระยะกลางและยาวก็ค่อยๆวางแผนพัฒนาต่อไป ต้องมีเวทีประชาคมหรือเวทีทางปัญญาเพื่อตอบโจทย์นั้น แต่ทุกภาคส่วนสังคมต้องแสดงความจริงใจ มีเจตนาดีให้เห็น เป็นแบบอย่างที่ดี ชัดเจน โปร่งใส เป็นประจักษ์ เพื่อให้สังคมศรัทธาความดี ศรัทธาคนดี เชื่อว่าทำดีได้ดีมีผลงานทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นประจักษ์ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจริงๆ ด้วยปัญญาและวิชาที่เหมาะสม การพูดนั้นต้องนำไปสู่ปฏิบัติไม่ใช่จัดแต่สัมมนาก็จบ การสัมมนาไม่มีผลต่อคุณภาพชีวิตหากไม่สามารถปฏิบัติได้นั้นคือระดับแนวทางหรือวิชาการ ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา ทราบกันดีว่า การพัฒนาโครงสร้างที่เป็นธรรมนั้นให้เป็นหัวใจหลัก แต่การที่จะทำให้ได้อย่างนั้นต้องใช้เวลา มันจึงไม่ง่ายกับรอยร้าวที่ฝังลึกในระดับกระบวนทัศน์ ต้องมีกระบวนทัศน์ที่ดีงามเชื่อว่าทำดีได้ดี ผมเคยถามว่าทำไมชาวบ้านถึงเอาเงินซื้อเสียง หลายคนก็บอกว่า ส่วนใหญ่นักการเมืองก็โกงกันทั้งนั้น ได้บ้างตอนนี้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”ที่ผ่านเราต้องยอมรับว่า หัวจักรที่ลากจูงสังคมในด้านต่างๆ (ระบบการศึกษา, ระบบการเมือง, แนวคิดการประยุกต์หลักคำสอนศาสนามาใช้ หรืออื่นๆอีกมากมาย) ได้ละเลยที่จะพัฒนามนุษย์ให้มีปัญญาพอที่จะมีตนเองเป็นที่พึ่งในแง่ของชีวิตและจิตใจเป็นเวลาาน จึงทำให้ชาวบ้าน/สังคม มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของการตักตวงผลประโยชน์มากกว่าพัฒนาสังคม ได้ตอนนี้ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะตนเองก็จะยืนบนขาตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง สังคมเราต้องส่งเสริมให้คนที่ทำดี ให้ได้ดีเป็นประจักษ์ นำปัญญาของคนดี มีความสามารถมาพัฒนา ประจักษ์ที่นี่ก็หมายถึงยกระดับชีวิตได้จริง สังคมดีจริง และเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่ใช่ระดับเอกสารหรือกลุ่มของตนแคบๆ การที่สังคมมีแนวโน้มเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ว่าเป็นสิ่งที่ปกติสังคมมันก็เป็นหนทางสู่หายนะอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้โดยสัจธรรมนั้นทำดีย่อมได้ดี โดยส่วนตัวกระผมก็ไม่สงสัยในเรื่องกฏแห่งกรรม แต่ทำอย่างไรจะให้การทำดีเป็นที่ประจักษ์ได้เร็วขึ้นทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะการทำดีเปรียบได้กับ “การสร้างบารมี” มันต้องใช้เวลาและพิสูจน์ด้วย อิทธิบาท 4 สิ่งเหล่านี้ มันก็ฝืนกิเลส (ความเจ้าข้าวเจ้าของ หรือ ความอยากของตัวตน) มันจึงทำยากในตอนแรกๆต้องใช้เวลาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ กระผมมองว่า สังคมต้องมีพื้นที่แห่งการแบ่งปันและเมตตาทั้งสิ่งของและปัญญาเพื่อเชื่อมช่องว่างเหล่านี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในแนวราบด้วยหัวใจเมตตา เพื่อเปิดทางให้สังคมมีคุณลักษณะ self-actualization ต้องฉลาดที่ประชานิยมให้มีปัญญา ในเมื่อสังคมเราพัฒนาไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีรวดเร็ว หลากหลายและรุนแรง ที่บีบรัดเข้ามา จึงง่ายที่จะถูกครอบงำด้วยมิจฉาทิฐิกับอวิชชา ได้สะสมไปกับกาลเวลาที่ยาวนาน

    ยุคต่อไป เราต้องพัฒนามนุษย์ให้ มีคุณลักษณะการเปิดใจกว้าง เรียนรู้ ต่อทั้ง ครูคน ครูเครื่อง (วิธีการ) ครูธรรมชาติ ดังเขาเป็นครูเรา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต เมื่อเรามีความรู้ที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ คนก็มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิตที่สูงขึ้นไปด้วย ร่วมกันการสร้างโครงสร้างที่เป็นธรรมในแง่มุมต่างๆก็ง่ายขึ้น และส่งเสริมคนดีมีความสามารถให้ปกครอง และก็บริหารก็ควรทำด้วยความเป็นธรรม ไม่ตกอยู่ภายใต้กับดัก กิน กาม เกียรติและอำนาจ อย่างสุดโต่ง สิ่งที่เคยวนเวียนไปเบียดเบียนกันไปๆมาๆเปรียบดังงูกินหางนั้น ก็จะเบาบางลงไปตามลำดับ

   เรื่องระบบก็คือเรื่องธรรมะ คือการทำความเข้าใจระบบ ก็คือการทำความเข้าใจถึงการทำหน้าที่ขององค์ประกอบต่างๆ เราต้องให้การทำหน้าที่ขององค์ประกอบต่างๆในระบบ นั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์เป็นไปโดยธรรม ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตในโลกร่วมกันอย่างสันติสุข ร่วมกับทรัพยากรอย่างยั่งยืน ไม่เบียดเบียนจนสุดโต่ง สังคมมนุษย์ต้องเห็นบุพนิมิตแห่งมรรค 7 (ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า เส้นทางอันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่สังคม เปรียบดังแสงเงินแสงทองของสังคมที่ดี) หากจะกล่าวแบบไม่เลือกศาสนาก็คือ รักและเคารพผู้อื่นและใช้ปัญญาในทางที่ดีงามด้วยความรักความเมตตาต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านี้มีในคำสอนของทุกศาสนาสำคัญของโลก ในการนำไปปรับใช้ในสังคมก็อาจจะลดหลั่นลงมาให้แง่ความลึกซึ้ง ความเคร่งครัดเพื่อเหมาะในการนำไปปฏิบัติใช้ในสังคม สังคมเราส่วนใหญ่คงไม่ใช่นักแสวงหาความหลุดพ้น ทั้งนี้ กิน กาม เกียรติและอำนาจ ก็ควรมีประกอบ แต่ควรให้อยู่บนทางที่ประเสริฐเป็นสัมมาทิฐิ ซึ่งบุพนิมิตทั้ง 7 ข้อนั้นนำมาใช้ได้ในทุกวงการ ซึ่งข้อที่ 7 ก็คือ โยนิโสมนสิการ ก็คือมีปัญญาฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและนำไปปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ทางออกทั้งโลกของวัตถุและจิตวิญญาณ หากพิจารณาให้ดี โยนิโสมนสิการ ก็เปรียบดัง “systematic attention ด้วยปัญญาที่แยบคายนั่นเอง”          

 ด้วยความเคารพครับผม

        นิสิต