อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง ได้ความรู้ใหม่บนฐานความรู้เดิม...ต่อยอด

อ่านหนังสือบ้างดีกว่า....

บางครั้งชีวิตของเรามุ่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปไม่ก่อให้เกิดความสมดุล ต้องทำให้สมดุลให้ได้ อย่างเช่นผมตอนนี้ อ่านหนังสือน้อยไปหน่อย ความรู้บางอย่างเลยคงอยู่กับที่ แต่ความคิดอ่านได้แตกแขนงออกไปตามการรับรู้ หรือเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นๆ   เลยอยากจะนั่งอ่านหนังสือบ้าง  ไม่เป็นไรเราตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือวันละหน้า ต้องทำให้ได้ ตอนนี้กำลังคลำหาหัวข้อว่า จะเอาเรื่องอะไรดี มีหลายเรื่อง เอาเป็น  คิดได้เรื่องหนึ่งก่อนหน้านี้ว่าเอาเรื่องนี้ก็แล้วกัน อ่านหนังสือบ้างดีกว่า...

คนเรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน แต่การแบ่งเวลาของแต่ละตนไม่เหมือนกัน ที่สำคัญเราได้บ่อยเวลาของเราสูญเสียไปกับอะไรหลายๆอย่างที่บางครั้งไม่เป็นประโยชน์เลย ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ได้วางแผน และปฏิบัติตามแผนงานที่ตั้งไว้(บางคนบอกว่าไร้วินัย) การอ่านหนังสือเป็นอีกหนทางหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาตนเอง แต่การเริ่มต้นที่ต้องอ่านนี้ละซิมันจะยากไปสำหรับคนที่ไม่ได้ทำการอ่านให้เป็นกิจนิสัยประจำวัน การที่เราทำอะไรบ่อยๆ สิ่งนั้นจะแปรมาเป็นสิ่งที่ทำประจำ ทำประจำประจำนานเข้าตกผลึกเป็นนิสัย  เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ มั่นรดน้ำพรวนดินทุกวันๆ ต้นไม้ต้นนั้นก็จะเติบโตสวยงามอย่างที่หวัง

ผมชอบใช้คำว่า หยอดกระปุกออมสิน เวลาเรามีกระปุกออมสินเป็นของตนเองสมัยเมื่อเป็นละอ่อนน้อย(เด็ก) แล้วมีเงินเหลือจากโรงเรียนมาวันละบาท สองบาท และตั้งใจเหลือมาหยอดกระปุกออมสิน แต่ไม่ได้หวังว่าเมื่อไหร่มันจะเต็ม บางที่เราหยอดไปทุกวันๆ จนลืมไปเลย และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง กระปุกออมสินนั้นเต็มขึ้นมา หรือมีน้ำหนักเยอะขึ้น จนเรารู้สึกได้ เฉกเช่นการฝึกฝนตนเอง ที่ต้องมั่นทำทุกวันที่นึกขึ้นได้ ทำไปที่ละเล็กละน้อย ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งนิสัยนั้น พฤติกรรมนั้นมันติดมากับตัวเราได้อย่างไร...บางทียัง...งง..งง

การฝึกนิสัยรักการอ่านหนังสือก็เช่นกัน ไปไหน เดินทางไปไหน  ไปกินข้าวแกง  ไปดูหนัง พกหนังสือไปด้วย บางทีอ่านเป็นเอกสารที่อาจารย์แจกให้ จะไปไหนต่อไหนก็ตาม ต้องมีหนังสือ หรือสิ่งที่อ่านได้แล้วมีประโยชน์พกไปด้วย ว่างขึ้นมาเมื่อใด อ่าน หยิบขึ้นมาอ่าน นั่งรอเพื่อน..อ่านหนังสือ  เดินทางบนรถเมล์...อ่านหนังสือ รอป้าพัดกับข้าว...อ่านหนังสือ  ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน อ่านแล้วก็อ่าน ว่างไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่าน ใหม่ๆรู้สึกอึดอัดเป็นเรื่องธรรมดา ทำไปเรื่อยๆเดียวก็ชินกับมันไปเอง...กระปุกออมสินเต็มต่อเมื่อเรารู้สึกได้ว่า เราห่างจากการอ่านหนังสือไม่ได้ ติดการอ่านหนังสือ ว่างเป็นอ่าน...นี้แหละการปลูกนิสัยรักการอ่าน

การอ่านสำคัญอย่างไรในชีวิตคนเรา การอ่านเป็นวิธีหนึ่งของการได้มาซึ่งข้อมูลที่สมองของเราจะแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้หลังจากอ่านแล้ว เวลาเราอ่านหนังสือนั้น สายได้เราได้มองไปที่ตัวอักษรที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นคำ เป็นประโยค มีความหมายแตกต่างกันออกไป  ซึ่งสมองของผู้อ่านมีหน้าที่แปลผลเหล่านั้นไปเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เรามี... จากนั้นองค์ความรู้ใหม่นี้จะแปรสภาพเป็นความรู้เก่า..ติดต่อผันตูกันไปเหมือนเกลียวสปริง ที่ความรู้ใหม่ที่สร้างขึ้นอยู่บนฐานความรู้เดิม และต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ที่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ยิ่งอ่านหนังสือหลายๆเล่มได้วิเคราะห์เปรียบเทียบความรู้มากขึ้นจากหลายๆแนวคิดของผู้ส่งสาร

หนังสือเป็นตัวกลางของการสื่อสารอีกชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดความคิดอ่านของผู้เขียนสู่ผู้อ่าน แล้วจากนั้นผู้อ่านไปตีความหมายเพื่อเป็นความรู้ของตนเอง  เนื้อหาบางอย่างที่ผู้เขียนหรือผู้แต่งต้องการให้ผู้อ่านได้รับรู้ โดยเฉพาะหนังสือเชิงวิชาการ เมื่ออ่านแล้วต้องสามารถ จำ เข้าใจ ในเนื้อหาที่ได้รับบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าต้องการอ่านเพื่อสอบต้องจดจำ และทำความเข้าใจให้มากขึ้นกว่าหนังสืออ่านทั่วๆไป จึงมีคำกล่าวกันเล่นๆว่า เรียนแล้วเครียด  อ่านหนังสือแล้วเครียด ทั้งนี้เพราะเนื้อหามันเป็นเชิงวิชาการ  ผู้เขียนเป็นนักวิชาการ บางทีอ่านแล้วยังเข้าใจยากอยู่ดี

การอ่านหนังสือเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้ในตัวเรา ต้องวัดหรือประเมินการอ่านของตนเองว่า สามารถจดจำเนื้อหา  มีความเข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ได้ดีถ้ามีโอกาส นอกจากนั้นด้วยเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้อ่านต้อง จำ ทำความเข้าใจ และนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ และต้องพัฒนาตนเองจากเนื้อหาที่อ่าน ด้วยการวิเคราะห์แยกประเด็นที่ผู้เขียนต้องการนำเสนออะไรให้ผู้อ่านได้ทราบ  จากนั้นผู้อ่านต้องฝึกสังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ทีได้ว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง แล้วจากนั้นเราจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์เข้ากับศาสตร์สาขาอื่นๆที่เรามี...ความรู้ใหม่จากการอ่านจึงบังเกิด...ดีใจ