๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ตื่นเช้ามาล้างหน้า (๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓) แล้วเก็บดอกพุดหน้าบ้าน ห้าคู่ตามคำแนะนำของแม่ ระลึกถึงขันธ์ ๕ เป็นของหนัก คำที่ปรากฏขึ้นในใจ หนูไม่เข้าใจ เพียงแค่จำได้ว่า ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่รู้สึกว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ แล้วก็ขึ้นไปกราบพระสวดมนต์ ลงมาเตรียมของไปวัด อาบน้ำใส่ชุดที่รีดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานคือ เสื้อกาวน์และกระโปรง ครูค่ะสิ่งที่หนูรู้สึกอีกอย่างคือ ชุดที่ใส่ ส้งผลกับความรู้สึกในใจ อืม หรือบางที ใจของหนูก็สะท้อนออกไปที่การแต่งตัว หนูไม่แน่ใจว่าอันไหนมาก่อน แต่ที่แน่ ๆ ทั้งสองสิ่งนี้เชื่อมโยงกัน ทำให้นึกย้อนถึง “รองเท้า” หนูชอบรองเท้าส้นเข็ม ใส่แล้วรู้สึกสวย มั่นใจ คล่องแคล้ว หารู้ไม่ว่าจริง ๆเป็นการเดินกระเดาะกระแดะบนไม้แท่งเล็ก ๆ และเป็นการทรมารน่องและขาเป็นอย่างมาก เขียนถึงตอนนี้นึกย้อนวันที่ไปเดินเซ็นทรัลกับครูแล้วลองหยิบรองเท้าส้นเข็มมาใส่ ใจหนูยังชอบอยู่ค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับไปใส่ เพียงแค่รู้ว่า “ชอบ” ก็พอ
เดินไปหลังบ้านพี่อ้อตะโกนออกมาบอกว่า “วัดไปทางไหน ลูก ๆ พี่บอกว่า เขาทำบัวลอยเอง อยากไปวัดเอง ไม่อยากฝากน้าติ๋ว” ดีใจมากเลยค่ะครู ชื่นชมพี่อ้อที่เข้มแข็งทุ่มเทในการบ่มเพาะใจลูก ๆ ดูแลเอาใจใส่แต่ไม่หักหาญ สุดท้ายเราถึงวัดพร้อม ๆกัน น้องอะตอมและน้องไอออนใส่ชุดนักเรียน จัดแจงอาหารขึ้นโต๊ะ ท่าทางที่อะตอมประคับประคองภาชนะใส่บัวลอย น่าประทับใจมากค่ะครู คือความภาคภูมิใจ เสร็จแล้วอะตอมมองไปที่โต๊ะอาหารรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า
“โห น่าอร่อยจัง”
แล้วเขาก็ยิ้มอย่างเอียงอาย
นึกย้อนในตนเอง “ใช่” รู้สึกอย่างเดียวกัน “อาหารน่ากิน”
น้องอะตอม ช่วยสะท้อนใจภายในเสียงแห่งความบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ถูกครอบด้วยคำว่า “นักปฏิบัติ” อาหารมันน่ากิน แต่หนูมักจะกดความบริสุทธิ์นี้ไว้ด้วย คำว่า “ฉันเป็นนักปฏิบัติ” จึงแข็งเป็นหุ่น ไม่มีชีวิตชีวา
ครูค่ะ ความมีชีวิตชีวามันแสดงออกที่ภายใน เหมือนกระจกบานน้อย ๆ อย่างน้องอะตอมช่วยเข้าไปปลดปล่อยให้ ใจ ได้รู้สึกผ่อนคลาย และได้เห็นใจ ณ ขณะนั้น ยกสำรับถวายพระวันนี้ท่านลงมาที่ลานเพราะเป็นวันแรกที่มีคนมาพักภาวนาเป็นเวลาเจ็ดวัน จุดนั่ง ท่าเดิน การวางตัวดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนภายในลำพอง แม้กระทั่งล้างจาก ก็รู้สึกว่า ณ ขณะนั้นลำพอง ระหว่างเก็บจานมีลุงคนหนึ่งที่ดูแลอุปฐากพระในวัด ท่านมาพูดว่า “คนเราติดบุญมันก็เป็นกรรมเหมือนกัน มันเป็นกรรมขาว ก็พาให้ติดได้เหมือนกัน”
พอล้างจานเสร็จจึงขับรถออกมาจากวัด วันนี้รถบนถนนจำนวนมาก รถค่อนข้างติด แต่ก็ยังขับถึงที่ทำงานไม่สาย งานก็สบาย ๆ พอว่าง ๆ ก็จะมีกระแสทางการเมืองมานั่งคุยกัน ซึ่งหนูก็ร่วมคุยไปด้วย (ผิดศีลข้อ ๑ เพราะรู้สึกว่ายิ่งพูดใจยิ่งเศร้าหมอง ทำร้ายตนเอง ผิดศีลข้อ ๔ เพราะพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพ้อเจ้อปรุงแต่ง ผดศีลข้อ ๕ เมาหลงมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องที่พูด) มันง่ายมากทีเดียวค่ะครูที่จะกระโจนลงไปในกระแสแห่งกิเลส กว่าจะถอยออกมาใจก็สะบักสะบอม
เที่ยง ๆ ลงไปทานข้าวกับพี่ ๆ เพราะลืมกล่องข้าวที่ห่อไว้ที่บ้าน (ผิดศีลข้อ ๔ ตั้งใจแล้วทำไม่ได้ ผิดศีลข้อ ๕ เผลอสติ ลืมกล่องข้าว) แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีได้มาจ่ายตังค์ค่าข้าวที่วันก่อนยังไม่ได้จ่าย แถมได้ร่วมทานอาหารกับพี่ ๆเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศอร่อยดี
บ่าย ๆ มีงานแผนค้างอยู่ แต่ใจไม่ค่อยอยากทำ (ผิดศีลข้อ ๒ ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ๆ พึงทำ ผิดศีลข้อ ๔ ว่าจะทำให้เสร็จแต่ก็ไม่ทำให้เสร็จสักที ผิดศีลข้อ ๕ กลัวว่าแผนจะออกมาไม่ดี)
พอเลิกงานขับรถถามตนเองว่าจะไปว่ายน้ำหรือจะไปวิ่งดี มันร้อน สุดท้ายตัดสินใจเข้าบ้าน เปิดคอม ทานตำเหมี่ยง อ่านอะไรไปเรื่อย ๆ บางทีก็นอนคิด แต่เป็นเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ จนมารู้สึกตัวอีกทีก็สองทุ่ม (ผิดศีลข้อ ๔ ไม่มีสติ ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเองไม่ดูแลร่างกาย) เวลาหลายชั่วโมงผ่านไปเร็วมาก ๆ ค่ะ ครู และเป็นบ่อย เหมือนโดนสูบเวลา รู้สึกผิดในใจ แต่ก็เพ่งโทษตนเองน้อยลง แต่ที่น่าห่วงคือ ไม่มีสติเตือนตนเอง (ผิดศีลข้อ ๕ ขาดสติ) เผลอหลับไปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ห่มผ้า พัดลมเป่าหน้า จนส่งผลให้ ณ ขณะนี้เป็นหวัด (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง)