การยุติความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
เรวัต จันทรจนา
อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้คนไทยทุกคนกำลังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง ทุกคนในประเทศต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เสียสุขภาพจิตจากการที่จะต้องรับรู้ปัญหาเดิมๆทุกวัน หลายคนก็ยอมรับสภาพรอวันปัญหายุติ รู้ว่าต้อง แต่นานวันปัญหายังคงไม่ทุเลาเบาบางลงแต่กลับเพิ่มทวีความรุ่นแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกทางและตรงจุด ได้ยกระดับความรุ่นแรงขึ้น และเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องบางครั้งปัญหาดังกล่าวก็อาจจะมีผลกระทบ ไปสร้างปัญหาในด้านอื่นๆได้อีกเช่นกัน เมื่อเป็นความขัดแย้งในระดับที่รุนแรงเกิดไป ความขัดแย้งนั้นจะเป็นความขัดแย้งที่สร้างความเสียหายอย่างประมาณค่าไม่ได้ต่อชีวิตและทรัพย์สิน และเมื่อไม่สามารถลดระดับความรุนแรงของความขัดแย้งลงได้ จึงต้องเร่งแก้ไขความขัดแย้งอย่างถูกทางและตรงจุดเพื่อยุติปัญหา ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ได้รับการยอมรับและเป็นทางออกที่ดีที่สุด คือ การแก้ปัญหาแบบร่วมมือซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ที่สุด และทุกคนซึ่งต้องการจะให้ความขัดแย้งที่ทำลายล้างนี้ยุติลงก็ควรช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศของความร่วมมือที่จะแก้ปัญหา ต้องเรียกร้องและสนับสนุนให้คู่กรณีได้หันมาร่วมมือกันหาแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยยึดผลประโยชน์ของส่วนรวม และของทั้งสองฝ่ายเป็นหลักซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะมีส่วนที่พอใจบ้างเสียสละบ้าง แต่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ควรจะเสียสละ
ความขัดแย้ง คือ สถานการณ์ซึ่งอยู่ในเงื่อนไข การปฏิบัติหรือเป้าหมายสำหรับผู้มีส่วนร่วมที่แตกต่าง การต่อต้านหรือขัดกันซึ่งมีอยู่แต่แรก ( Smith, 1966, 511) ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกทีทุกเวลา ความขัดแย้งเป็นเรื่องของความคิดเห็นและผลประโยชน์ ก่อให้เกิดสภาพการณ์ของการต่อสู้ระหว่างบุคคลสองฝ่าย หรือมากกว่านั้นเพื่อกีดกัน ขัดขวางมิให้ฝ่ายตรงข้ามได้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีคุณค่า สถานภาพ อำนาจ ทรัพยากร ผลประโยชน์ ที่มีจำกัด และเมื่อคนเราต้องเผชิญกับความขัดแย้ง (Kenneth W. Thomas and Ralph H. Kilmann) ได้จำแนกวิธีการจัดการกับความขัดแย้งออกเป็น 5 แนวทาง ดังนี้
1. การเอาชนะ (Competition) เมื่อคนเราพบกับความขัดแย้ง จะมีบางคนที่แก้ไขความขัดแย้งนั้น ด้วยวิธีการเอาชนะ โดยมุ่งเน้นชัยชนะของตนเองเป็นสำคัญ จึงพยายามใช้อิทธิพล วิธีการหรือช่องทางต่างๆ เพื่อจะทำให้คู่กรณียอมแพ้หรือพ่ายแพ้ตนเองให้ได้ การแก้ไขความขัดแย้งในแนวทางนี้ จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในลักษณะ “ชนะ-แพ้”
2. การยอมรับ (Accommodation) จะเป็นพฤติกรรมที่เน้นการเอาใจผู้อื่น อยากเป็นที่ยอมรับและได้รับความรัก มุ่งสร้างความพอใจให้แก่คู่กรณี โดยที่ตนเองจะยอมเสียสละ แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งแบบนี้ เกิดผลลัพธ์ในลักษณะ “ชนะ-แพ้”
3. การหลีกเลี่ยง (Avoiding) เป็นวิธีจัดการกับความขัดแย้งในลักษณะไม่สู้ปัญหา ไม่ร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ไม่สนใจความต้องการของตนเองและผู้อื่น พยายามวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง พูดง่าย ๆ ก็คือทำตัวเป็นพระอิฐพระปูนนั่นเอง แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งแบบนี้ มักเกิดผลลัพธ์ในลักษณะ “แพ้-แพ้” เป็นส่วนใหญ่
4. การร่วมมือ (Collaboration) เป็นพฤติกรรมของคนที่มุ่งจัดการความขัดแย้ง โดยต้องการให้เกิดความพอใจทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เป็นความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาที่มุ่งให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่ Win-Win ทั้งสองฝ่ายแนวทางการแก้ไขแบบนี้จึงเกิดผลลัพธ์ในลักษณะ “ชนะ-ชนะ”
5. การประนีประนอม (Compromising) เป็นความพยายามที่จะให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้รับความพอใจบ้าง และต้องยอมเสียสละบ้าง แต่ก็มีแนวโน้มที่จะใช้วิธีที่ 1 คือวิธีเอาชนะมากกว่าวิธีอื่น แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งแบบนี้ จึงเกิดผลลัพธ์ในลักษณะ “แพ้-แพ้” หรือ “ชนะ-แพ้”
แนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีควรเลือกวิธีที่แก้ปัญหาแล้วปัญหานั้นจะยุติลงจริงๆ ซึ่งปัญหาความขัดแย้งจะยุติลงได้จริงๆนั้น คู่กรณีจะต้องมีความรู้สึกว่าตัวเองได้รับประโยชน์และเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ตามแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยการร่วมมือนั้นเอง ซึ่งปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยตอนนี้เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาในหลายๆด้านได้อย่างเต็มที่ และส่งผลกระทบออกไปในวงกว้างทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลในฐานะเป็นผู้บริหารก็เร่งแก้ปัญหาโดยยึดแนวทางการร่วมมือในการแก้ปัญหา เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และคู่กรณีก็เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ เพราะต่างฝ่ายต่างก็เห็นเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด และไม่ควรที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยแนวทางอื่น เพราะการเอาชนะหรือการยอมรับ จะต้องมีฝ่ายที่พ่ายแพ้หรือเสียผลประโยชน์ก็คือคนไทยด้วยกันนั้นเอง ส่วนแนวทางการหลีกเลี่ยงก็ไม่ควรเลือกเพราะปัญหายังคงอยู่และยังจำเป็นที่จะต้องแก้ไขโดยการร่วมมืออยู่ดี และแนวทางการประนีประนอมก็ได้ลองพยายามนำมาแก้ปัญหาแล้วแต่ล้มเหลว ฉะนั้นรัฐบาลและคู่กรณีจึงยอมรับแนวทางการแก้ปัญหาแบบร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งการแก้ปัญหาแบบร่วมมือนี้ก็ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ย เป็นขั้นตอนสำคัญและขาดไม่ได้ รัฐบาลจึงเปิดโอกาสและหาโอกาสที่จะเจรจาไกล่เกลี่ย
ตารางที่ 1 กระบวนการตัดสินใจแก้ปัญหาข้อพิพาทและผลแห่งการตัดสินใจ
ที่มา: หนังสือ “ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา” พิมพ์ครั้งที่ 2 ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ สถาบันพระปกเกล้า 2547 หน้าที่ 150
|
กระบวนการที่ใช้ |
ผู้ตัดสิน |
ผลการตัดสินใจ |
|
- ใช้ความรุนแรง (Violence/Fight) |
- ผู้ชนะ (The Winner) |
- แพ้-ชนะ (Win-Loose) |
|
- ใช้การเผชิญหน้าประท้วงอย่างสันติ |
- ผู้ชนะ (The Winner) |
- แพ้-ชนะ (Win-Loose) |
|
- ใช้การบัญญัติกฎหมาย (Legislation) |
- สภานิติบัญญัติ (The Legislature) |
- แพ้-ชนะ (Win-Loose) |
|
- ใช้การฟ้องร้อง (Litigation) |
- ศาล (The Court) |
- แพ้-ชนะ (Win-Loose) |
|
- ใช้อนุญาโตตุลาการตัดสิน (Arbitration) |
- อนุญาโตตุลาการ (Arbitrator) |
- แพ้-ชนะ (Win-Loose) |
|
- ใช้การเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง (Mediation) |
- คู่กรณี (The Parties) |
- ชนะ-ชนะ (Win-Win) |
|
- ใช้การเจรจาไกล่เกลี่ย (Negotiation) |
- คู่กรณี (The Parties) |
- ชนะ-ชนะ (Win-Win) |
|
- ใช้การหลีกหนีปัญหา (Avoidance/Fight) |
- |
- คงสภาพเดิม (Status quo) |
จากตารางที่ 1 จะพบว่าถ้าคู่พิพาทเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาผลที่ได้จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ และอีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ อย่างไรก็ดี หลาย ๆ คนมักจะมีความเชื่อว่า ความรุนแรงจะช่วยยุติความขัดแย้งได้ เช่น การทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐ ฯ ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เพราะต้องการให้สงครามในภาคพื้นแปซิฟิกยุติโดยเร็ว และลดการสูญเสียนาวิกโยธินของตนเองในการขึ้นยึดเกาะญี่ปุ่น แต่ความรุนแรงมักจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป เช่น ยุทธการเสรีภาพยั่งยืนของสหรัฐ ฯ ที่นำกำลังบุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน เพื่อตามล่า บินลาดิน และล้มล้างรัฐบาลตอลีบาน ซึ่งสหรัฐ ฯ สามารถล้มล้างตอลีบานได้แต่ ความขัดแย้งยังไม่ได้ยุติ เพราะทุกวันนี้สหรัฐ ฯ ต้องคงกำลังไว้ที่อัฟกานิสถาน และทหารสหรัฐ ฯ เองก็ยังมีการสูญเสียอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับ ยุทธการปลดปล่อยชาวอิรัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ สงครามอ่าวภาค 2 ที่สหรัฐ ฯ ยุติสงครามลงภายในเวลาไม่กี่วัน แต่ความรุนแรงยังคงมีอยู่ในอิรักตลอดเวลาจนมาถึงทุกวันนี้
ฉะนั้นการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ย และ การเจรจาไกล่เกลี่ยโดยมีคนกลาง เพราะผลลัพธ์ที่น่าจะเป็น ไปในลักษณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างชนะ (Win-Win) ซึ่งเป็นแนวทางในการเรียกร้องอย่างสันติวิธีและเป็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยก็เช่นกันรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีโดยร่วมกันหาทางออกที่สร้างสรรค์ด้วยการร่วมมือกัน จึงมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกัน เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งโดยยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ดังนั้นก่อนการเจรจาไกล่เกลี่ยกันต่างฝ่ายจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาของส่วนรวมมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย การเจรจาที่ควรจะเกิดขึ้นควรเป็นการเจรจาที่ยึดผลประโยชน์เป็นหลักและต้องเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมที่มาก่อน ก่อนการเจรจาทั้งสองฝ่ายจึงต้องลดจุดยืนของตัวเองลงบ้าง
ตารางที่ 2 แตกต่างระหว่างการเจรจายึดจุดยืนและการเจรจาโดยยึดผลประโยชน์เป็นหลัก
ที่มา: หนังสือ “ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา” พิมพ์ครั้งที่ 2 ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ สถาบันพระปกเกล้า 2547 หน้าที่ 174
|
การเจรจาโดยจุดยืน |
การเจรจาโดยยึดถือผลประโยชน์เป็นหลัก |
|
- ให้ได้ส่วนแบ่งที่มากที่สุดเท่าที่ทำได้จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด |
- ได้ความพึงพอใจจากทุกฝ่าย |
|
- เป็นผลลัพธ์แบบ แพ้-ชนะ |
- พยายามที่จะทำให้บรรลุต่อความต้องการของทุกฝ่าย |
|
- เกิดความสัมพันธ์แบบปฏิปักษ์ |
- ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน |
|
- ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งอีกฝ่ายหนึ่ง |
- มองหาจุดที่เห็น หรือมีประโยชน์ |
|
- พยายามยามเปิดเผยของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันพยายามที่จะปกปิดของเราและทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิด |
- แบ่งปันข้อมูลและช่วยกันสร้างทางเลือกเพื่อให้ผลประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย |
|
- ผู้มีส่วนเพื่อข้องจะเริ่มต้นที่ การตั้งความต้องการไว้สูง และเปลี่ยนจุดยืนอย่างลังเล |
- มุ่งผลประโยชน์ร่วมไม่ใช่จุดยืน |
|
- ใช้การคุกคาม ถกเถียงในการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี |
- ใช้เหตุผลและประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหา |
จากตารางที่2 จะเห็นได้ว่าการเจรจาโดยยึดจุดยืน การเจรจาในลักษณะนี้จะเป็นการเจรจาที่จะเอาแพ้ชนะเอาชนะกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนของตนเอง คู่เจรจาจะปฏิบัติต่อกันเหมือนเป็นศัตรูกัน ความเชื่อของการเจรจานี้จะเป็นลักษณะ Zero Sum Game ตามแนวคิดในทฤษฏีเกม (Game Theory) ที่ถ้าไม่แพ้ก็ต้องชนะ ผลของการเจรจาเช่นนี้มักยอมรับครึ่งทาง แต่การเจรจาในลักษณะนี้ไม่ควรจะนำมาใช้ในกรณีของความขัดแย้งในนโยบายสาธารณะ ส่วนการเจรจาโดยยึดผลประโยชน์ การเจรจาในลักษณะนี้ไม่มองถึงประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จะมองและทำความเข้าใจของความต้องการ ความห่วงกังวลของฝ่ายอื่น การเจรจาลักษณะนี้จะเกิดจากคู่เจรจาทุกฝ่ายมาร่วมกัน แก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันโดยหวังให้ความต้องการของทุกฝ่ายได้รับการตอบสนอง ทุกฝ่ายจะไม่ระบุถึงจุดยืนของตนเอง แต่จะบอกถึง ความหวัง ความต้องการ ความห่วงกังวล ความหวาดระแวง
และจากการเจรจาของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะเป็นการเจรจาโดยยึดจุดยืนเป็นหลักทั้งที่เป็นความขัดแย้งที่เป็นนโยบายสาธารณะ คู่เจรจามีจุดยืนที่ชัดเจนเป็นจุดยืนของใครเพียงบางคนหรือกลุ่มคน และยากที่จะเปลี่ยนแปลงยังไม่ได้ตระหนักถึงผลประโยชน์อันเป็นของส่วนรวมและของชาติบ้านเมืองเท่าที่ควร ซึ่งหากในทางกลับกันหากจุดยืนนั้นคือประโยชนของส่วนรวม คือความสงบสุขของบ้านเมืองไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากนัก การแก้ปัญหานี้ก็จะแก้โดยราบรื่นกว่านี้
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเพราะความเห็นหรือผลประโยชน์ และแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ควรยึดไว้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือการแก้ปัญหาแบบร่วมมือโดยการเจราไกล่เกลี่ยกัน และการเจรจาก็ต้องยึดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักหากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับคนหมู่มากหรือปัญหาระดับชาติ ทุกอย่างจะต้องถูกต้องและชอบธรรม คือการเจรจาต้องยึดเอาผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งหากมีผู้เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นเพียงสองคนสองฝ่าย ก็ไปเจรจากันเพียงสองคน หากไม่สามารถยุติปัญหาลงได้จึงค่อยหาคนกลาง บางคนอาจจะมีอคติกับความขัดแย้ง เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรที่จะให้เกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งมักจะสร้างความเสียหายในหลายๆอย่าง หากความขัดแย้งนั้นอยู่ในระดับที่มากเกินไป รุนแรงเกินไปความขัดแย้งก็จะกลายเป็นความขัดแย้งที่ทำลายล้าง แต่หากความขัดแย้งอยู่ในระดับที่พอดีพอเหมาะ ความขัดแย้งก็จะก่อให้เกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ แนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ เกิดการพูดคุยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และบางครั้งคู่กรณีอาจจบด้วยการมีไมตรีที่ดีต่อกัน ฉะนั้นผู้บริหารควรจะบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในระดับที่พอดี ในระดับที่จะก่อให้เกิดผลดี คือถ้าไม่มีความขัดแย้งต้องก็กระตุ้นให้มีเพื่อการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อใดที่ความขัดแย้งอยู่ในระดับที่รุนแรงเกินไป ผู้บริหารความขัดแย้งก็ต้องมียุทธวิธีลดความขัดแย้งลงมาให้อยู่ในระดับพอดีให้ได้
บรรณานุกรม
ยาเบ็น เรืองจรูญศรี. การบริหารความขัดแย้ง. http://www.kroobannok.com/blog/32308, 2553
วันชัย วัฒนศัพท์. หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา. สถาบันพระปกเกล้า, 2547
วิทยากร เชียงกุล.ทางแก้ไขความขัดแย้งต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ใช้เหตุผลและสันติวิธี. ชมรมศึกษาผลงาน
วิชาการ,2550
-สวัสดีครับ
-แวะมาทักทาย แลกเปลี่ยนความรู้ครับ