อาหารชะลอความแก่

       คนส่วนมากคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย, อารมณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เป็นสัญลักษณ์ของ "ความแก่" ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังที่เหี่ยวย่น, ผมหงอก, เหนื่อยง่ายหลงลืม, หงุดหงิด, ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่มีใครต้องการ และไม่อยากให้ผู้อื่นพบเห็น หลายคนจึงหันเข้าหา ศัลยกรรมพลาสติก เพื่อดึงหน้าหรือการตกแต่งอื่น ๆ

       จากการศึกษาพบว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะมีอายุได้ถึง 110 ปี หรืออาจมีกลุ่มคนบางเชื้อชาติ ที่อาจอยู่ได้ถึง 130 ปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้น ที่สามารถ มีอายุอยู่ถึง 100 ปี
       ดังนั้น ปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่จึงสนใจมองในแง่มุมที่ว่าทำอย่างไร จึงจะมีสุขภาพแข็งแรง, สมบูรณ์, ปราศจากโรค ที่เกิดจากการเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย และยังดูดีเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งถ้าเปรียบไปแล้ว ร่างกายก็เช่นเดียวกับเครื่องจักร เครื่องยนต์ ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ อยู่เสมอ หรืออาจต้องเติมน้ำมันหล่อลื่น หรือสารบางอย่าง เพื่อให้สามารถใช้งานได้นาน ๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

อนุมูลอิสระ (Free radical)
เป็นส่วนสำคัญและกำลังอยู่ในความสนใจขณะนี้เนื่องจากมีส่วนทำให้เซลล์เสียหาย, เปลี่ยนสภาพ ซึ่งปฏิกริยานี้เกิดอยู่ตลอดเวลาในร่างกาย

อนุมูลอิสระ เป็นโมเลกุลหรือชิ้นส่วนของโมเลกุล ที่อยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ (highly unstable) ต้องจับคู่กับโมเลกุลอื่น ไม่เป็นอิสระ คล้ายกับขั้วลบของอิเลคตรอน ที่พร้อมจะจับขั้วบวก ทันที การรวมตัวของอนุมูลอิสระ กับโมเลกุลอื่นนี้ ทำให้เกิดปฏิกริยาที่รุนแรง เพราะไม่ใช้จับกันเฉย ๆ แต่ก่อให้เกิความเสียหาย (damage) กับโมเลกุล, เยื่อบุผนังเซลล์ และโมเลกุลของไขมัน ที่อนุมูลอิสระไปจับ เปรียบได้กับออกซิเจน ที่ทำปฏิกริยากับเนื้อเหล็ก แล้วทำให้เหล็กเป็นสนิม และผุพังง่าย จากปฏิกริยาเติมออกซิเจน (oxidation)

การเกิดปฏิกริยาเติมออกซิเจน (oxidation) เกิดขึ้นตลอดเวลาในเซลล์ของร่างกาย ส่วนที่เหลือของอนุมูลอิสระหลังจากการเกิดปฏิกริยาเติมออกซิเจน (oxidation) แล้วจะไปทำความเสียหายต่อเยื่อหุ้มเซลล์และเซลล์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ที่พันธุกรรม ที่ควบคุมการสร้างเซลล์อีกที่หนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นคือ เกิดเซลล์ที่ต่างไปจากเดิม (Mutation) จนอาจจะกลายเป็นเนื้อร้าย (มะเร็ง) ซึ่งในร่างกายของคนเรา มีกลไกที่ทำลาย พวกอนุมูลอิสระที่เหลือจากปฏิกริยาเหล่านี้ได้โดยการสร้างเอมไซม์ (Enzyme) ขึ้นมา หรือได้จากสารอาหารบางอย่าง ที่เรารับประทาน เช่น เซเลเนียม (seleniun), วิตามินซี, เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) มาทำลายอนุมูลอิสระ หรือทำให้เป็นกลาง (neutralize) เสีย

นอกจากนี้ ยังมีไขมันไประเภทไม่อิ่มตัว (polyunsaturated) ที่เมื่ออนุมูลอิสระ จับแล้วจะเกิดปฏิกริยา และเกิดสารที่เรียกว่าอัลดีไฮด์ (aldehyde ) ซึ่งมีส่วน ทำให้เกิดมะเร็งได้

เพราะฉะนั้นหากไม่อยากแก่ควรรับประทานอาหารดังต่อไปนี้


1. บลูเบอร์รี่ :

แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น
ขอแนะนำให้ลองปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

2. พริกหยวก :

ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์
ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำ ๆ จากพริกหยวกช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง
ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง
แตงกวา น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาว ดูสิ จะได้ประโยชน์มหาศาล

3. กะหล่ำปลี :

อุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซี และเบตาแคโรทีน ที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ
เพียงหั่นกะหล่ำปลีบาง ๆ แล้วนำไปผัดกับขิงและกระเทียม

4. วอลนัท :

ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพผมไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร
ลองโรยวอลนัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

5. แอปริคอท :

สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา
ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชย
ให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

6. อะโวคาโด :

การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิว
จากอันตรายที่เกิดจากแสงแดดเนื่องจากจะอุดมไปด้วยวิตามินอี
บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

7. สตรอเบอร์รี่ :

วิตามินซี
และสารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดเพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

8. เต้าหู้ :

หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งเพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบ ๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็น
นอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

9. ข้าวโอ๊ต :

เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียงโรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่น ๆ
ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อย

10. กระเทียม :

มีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษและป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ
ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

11. แครนเบอร์รี่ :

ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากงานวิจัยล่าสุดพบว่าช่วยป้องกันโรคเหงือกและแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วยอาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่าง
ก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

12. ลินสีด :

ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อเพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่น
หรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้

13. กีวี :

วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

14. ลูกพลัม :

อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้มและโรยลงไปบนมูสลี่
หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

15. กล้วย :

เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

16. ส้ม :

การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหาร
อย่างเต็มที่ วิตามินซีในส้มช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัดกากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

17. ข้าวกล้อง :

อุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วยถ้าไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

18. มะเขือม่วง :

เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) มีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อย

19. ลูกพรุน :

โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ต
หรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

20. คะน้า :

ช่วยให้ตับผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโต
ของเซลล์มะเร็งเต้านมเลือกผัดคะน้าปลาเค็มเป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า
อย่าลืม ทุบกระเทียมลงไปด้วยจะยิ่งมีประโยชน์

21. ผักโขม :

ได้รับแคลเซียมจากผักโขม และแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี รับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัดจะช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

22. ราสเบอร์รี่ :

จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

23. ถั่วงอก :

สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็อร่อยไม่เบา

24. บล็อคโคลี่ :

รับประทานเป็นประจำ ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 20%
และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

25. บีทรูท :

มีเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็งรับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

26. องุ่นแดง :

จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้ว
ระหว่างมื้อค่ำ

27. ปลาที่มีไขมัน :

แซลมอน
หรือเนื้อปลาชนิดอื่น ๆที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้นสามารถช่วยป้องกัน
โรคภัยไข้เจ็บมากมาย โปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง
เด็ก ๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่าง ราดซอส ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

28. มะเขือเทศ :

สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยมาก ๆ ด้วย

29. หัวหอม :

ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน
ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำ
ช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว

"ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยให้สุขภาพดีและชะลอความแก่ได้"