สภาพเช่นนี้นับเป็นบททดสอบประเทศไทยและคนไทยทุกหมู่เหล่าว่ามีพลังแห่งสติและพลังปัญญามากน้อยเพียงใด เรามีวุฒิภาวะรวมหมู่พอที่จะฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หรือว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยการแตกสลายของประเทศชาติในฐานะองค์รวม

            ปาฐกถาเนื่องในงานวันนักเขียน โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

จากปัญหาความไม่สงบของบ้านเมือง ทำให้ได้หยุดพักการทำงานหลายวัน  ผมพักอยู่ที่ราชบุรีครับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างเข้มข้น  ในยุคนี้ทำให้มีทางเลือกหลายทางในการติดตามข้อมูลข่าวสาร  บางครั้งก็เกิดอาการข้อมูลล้นและสับสน  หลายครั้งก็อดที่จะมีอารมณ์ความรู้สึกคล้อยไปกับเหตุการณ์ไม่ได้  หากแต่หลายทัศนะในข้อมูลเหล่านั้นกลับช่วยเตือนสติ  ให้มุมมองตัวเราได้เกิดการเรียนรู้  เกิดการใคร่ครวญไตร่ตรองในเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น...ทำนองปัญหามาปัญญาเกิด...555 ที่ผมรู้สึกชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นปาฐกถาของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล  หรือทัศนะของพระไพศาล วิสาโล  หรืออย่างบันทึก เรื่อง “ไฟกำลังไหม้ใจเรา” ของ นู๋ ตั้ม ครับ ที่บันทึกไว้ใน facebook ของ Woraphat Phucharoen ก็ให้แง่คิดที่น่าสนใจ ครับ

"....เราทุกคนมีงานการก็ต้องทำ อย่ามัวแต่ดูข่าว และอย่าลืมกลับมาอยู่กับตัวเองด้วย กลับมาอยู่กับลมหายใจ กลับมาดูใจของตัวว่า เราเครียด เรากำลังโกรธ เรากำลังจุดไฟเผาลนใจของเราแค่ไหน ไฟมันไม่ได้ไหม้เฉพาะรอบๆ ราชประสงค์ มันไหม้ใจเราด้วย อย่ามัวแต่ห่วงกังวลไฟที่ไหม้แถวราชปรารภ บ่อนไก่ ดินแดงเท่านั้น หันมาใส่ใจไฟที่กำลังไหม้ในใจเราด้วย ถ้าไฟไหม้ใจเราแล้วเรายังดับไม่ได้ ก็จะก่อปัญหามากขึ้น ตอนนี้พอเราเครียดแล้วไม่รู้ทันความเครียดเราก็ไปสร้างความเครียดให้กับคนอื่นใกล้ตัว ให้กับลูก ให้กับสามีภรรยา แล้วก็อาจจะอดรนทนไม่ได้ออกไปร่วมต่อสู้ ร่วมตอบโต้ ร่วมก่อความรุนแรง คนที่เป็นแบบนี้ก็เยอะ ดังนั้นเราจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นไม่ได้เลยตราบใดที่เรายังไม่รู้จักดับไฟในใจของเรา....."

นี่เป็นแง่คิดของพระไพศาล วิสาโล ก็น่าสนใจครับ

วิธีการแก้จึงไม่ใช่การปราบปรามไล่ยิง..... อย่าไปคิดว่าทำแบบนี้จบ มันไม่จบ อันนี้เป็นสัญญาณบอกว่าเราต้องจัดการกับความรู้สึกโกรธแค้นด้วย เริ่มจากยอมรับว่าเขามีความโกรธเกลียดไม่พอใจที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แล้วแก้ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

วิธีการที่จะต่อสู้กับความโกรธเกลียดต้องไม่ใช้ความรุนแรง แต่ต้องพยายามชนะใจเขา ต้องดึงเขามาเป็นพวกให้ได้ วิธีการเยียวยาความโกรธเกลียดต้องไม่ใช่การตอบโต้ด้วยความรุนแรงแรง ความรุนแรงทำได้อย่างมากแค่กำจัดคนโกรธเกลียด แต่ไม่สามารถกำจัดความโกรธเกลียดได้ เราต้องใช้สติปัญญาถึงจะแก้ปัญหาในระยาวได้

จาก “ยุติด้วยธรรม และการการแก้ปัญหาที่รากเหง้า”ปรับปรุงจากการสัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล โดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓

 ส่วนบันทึกใน facebook ของ Prapon Phasukyud ก็ให้แง่คิดที่ดีครับ

 ถึงจะ "กระชับวงล้อม" ได้สำเร็จ . . แต่งานนี้สงสัยจะ "ขยายวงแค้น" . . สลดใจ เศร้าใจ . . ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป

...................

ครับไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมเองได้เคยแสดงความเห็นกับเพื่อนในG2Kแห่งนี้ไว้ว่า

  • แม้เหตุการณ์บ้านเมืองภายนอกจะวุ่นวายสับสนแค่ไหน...หากแต่ใจยังเลือกที่จะยิ้มได้
  • ถึงแม้อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกกับปรากฏการณ์เหตุการณ์บ้านเมือง.....เราไม่ได้เบือนหน้าหนี  เราพร้อมที่จะเปิดใจรับรู้ด้วยใจที่ใครครวญไตร่ตรอง
  • หากแต่ด้วยใจยังมีอิสระที่จะเลือก....เลือกหยุดชั่วขณะแล้วไตร่ตรอง......
  • ด้วยความเชื่อว่าคนเราแม้จะมีมุมมองหรือรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสนใจที่แตกต่างกันไปนั้น   หากแต่ล้วนมีความปรารถนาอันเดียวกัน คือต้องการที่จะเรียนรู้....ต้องการอิสรภาพ อยากมีคุณค่าความหมาย...มีความรัก....ต้องการพื้นที่ยืน ณ ที่ใดที่หนึ่งที่รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
  • ที่สำคัญหากใจยังมีทางเลือก ....เราก็เลือกที่จะเชื่อในการมีความหวังกับอนาคตที่ดีงาม...เลือกที่จะมีพื้นที่ที่เรารู้สึกว่าเราชอบ ....ที่ที่เราคุ้นเคย......ที่ที่เรายังคุยกันได้.....ที่ที่เรามีความสุขร่วมกัน.....

..........

ในวันหยุดยาวเช่นนี้ผมถามตัวเองว่าเราทำอะไรที่ดีๆได้บ้างในสถานการณ์เช่นนี้ ครับผมเลือกที่จะอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นพิเศษ ผมอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆรอบกับหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า “วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” ที่พูนลาภ  อุทัยเลิศอรุณเป็นคนแปลจากหนังสือ  “Solving Tough Problems”  ของ อดัม คาเฮน  หนังสือเล่มนี้มี ศ.นพ.ประเวศ  วะสี และ จิระนันท์ พิตรปรีชา  เป็นคนเขียนคำนำครับ ...

.....

วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” เป็นประสบการณ์จริงจากผู้ที่มีส่วนช่วยคลายปมปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและซับซ้อนที่สุดในโลก ด้วยวิธีทางแบบเปิดกว้างเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยปราศจากความรุนแรง

เขาคือ อดัม คาเฮน ครับ  เขาได้เข้าไปมีส่วนช่วยหาทางออกแบบสันติวิธีให้กับปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง  ซับซ้อนและชะงักงันที่สุดหลายครั้งหลายๆสถานการณ์ทั่วโลก  ไม่ว่าจะเป็นที่แอฟริกาใต้(ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคแบ่งแยกสีผิวช่วงหลังจากที่เนลสัน  แมนเดลาพึ่งออกจากการคุมขังถึง 27 ปีในช่วงนั้นผู้ที่สนับสนุนเขาและแนวร่วมก็เป็นผู้ก่อการร้ายพรรคการเมืองของ เนลสัน  แมนเดลาก็เป็นพรรคนอกกฏหมาย) ที่โคลัมเบีย(ในช่วงสงครามกลางเมือง)ที่อาร์เจนติน่า(ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ)ที่กัวเตมาลา(ในช่วงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)รวมถึงความขัดแย้งขั้นวิกฤติในไอแลนด์เหนือ  ไซปรัส  อิสราเอล – ปาเลสไตน์ และแคว้นบาสก์ในประเทศสเปน  ประสบการณ์ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวคละเคล้ากันไป  ทำให้ อดัม  คาเฮน มองเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาถึงทางตัน และวิธีการทำให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาหาทางออกร่วมกันอย่างได้ผลโดยปราศจากความรุนแรง

.......

อดัม คาเฮน เป็นวิทยากรกระบวนการ(facilitator)ครับเขาเป็นคนที่มีมุมมองที่เป็นกลางในการแก้ปัญหา เพื่อช่วยเหลือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้สามารถร่วมกันคิดหาทางออกของสังคมแต่ละแห่งได้(เขาบอกว่ากรณีประเทศที่แก้ปัญหาไม่ค่อยสำเร็จมักจะอยู่ที่ผู้นำครับ โดยผู้นำของประเทศนั้นมักจะคิดว่าแนวความคิดปรองดองแห่งชาติของเขานั้นดีที่สุดแล้วเหมาะสมที่สุดแล้วห้ามมีใครต่อรองใดๆทั้งสิ้นสูเจ้าจงทำตามที่ข้าพเจ้าได้แถลงการณ์ไว้แล้ว..ทุกอย่างก็จะดีเอง...5555) ผมจึงมีความคิด  มีข้อเสนอว่า บ้านเราตอนนี้น่าสนใจไหมตอนนี้ที่เราจะได้เรียนรู้วิทยายุทธ์ของอดัม คาเฮน ไม่ใช่ให้เขามาเป็นคนกลางในการเจรจาต่อรองหรอกครับหากแต่เราน่าจะได้ฝึกฝนวิทยากรกระบวนการของบ้านเรา เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ในวันข้างหน้าจะดีไหมครับ

.........

ช่างน่าเจ็บปวดที่ได้เห็นผู้นำทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด(และมีอภิสิทธิ์สุดๆ...5555)กลับไร้น้ำยาเมื่อต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาเรื้อรังอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ(รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง...555) ถ้าหากปล่อยปัญหาเหล่านี้ไว้โดยไม่แก้ไข  อนาคตของลูกหลานเราคงต้องมืดมนอย่างแน่นอน

....เมื่อต้องเผชิญกับความจริงในข้อนี้  คนเหล่านั้นก็จะมองเห็นแต่ความรู้สึกสิ้นหวังในทุกแห่งหนรวมถึงการหันมาใช้ความรุนแรงกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ความรู้สึกสิ้นหวังที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักว่าปัญหาสำคัญๆกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงทุกที  ส่วนการใช้ความรุนแรงก็เป็นมาตรการที่ถูกงัดออกมาใช้เมื่อความรู้สึกสิ้นหวังสุกงอมจนถึงขีดสุด

.....แทบไม่มีใครที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านเมื่อได้ประจักษ์ชัดแล้วว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันกำลังหันมาพึ่งพาการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง(เหมือนบ้านเรากำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน)

หนังสือของ  อดัม คาเฮน  เล่มนี้ได้นำเสนอทางเลือกที่สาม ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยให้พวกเราหลุดพ้นจากปัญหาอันเรื้อรังเหล่านี้ไปได้ แม้ทางเลือกนี้จะถูกสบประมาทว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน และไม่มีทางทำได้จริง(โดยเฉพาะในสังคมไทย...555)หากแต่อดัม คาเฮน  ก็ได้พิสูจน์จากประสบการณ์จริงในการเดินทางไปร่วมหาทางออกให้กับปัญหาที่แก้ไขได้ยากที่สุดในสถานการณ์จริงที่ท่ามกลางความร้อนระอุของความขัดแย้ง  เต็มไปด้วยความความยุ่งยากซับซ้อนในประเทศต่างๆทั่วโลก(บ้างก็ประสบความสำเร็จ  บ้างก็ล้มเหลว)

นั่นเป็นบทเกริ่นนำของปีเตอร์ เซ็งเก้ ในหนังสือ“วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” ของ  อดัม คาเฮน  ที่ผมได้กล่าวถึงครับ