...รักและอาลัย...

 

                “  น้องบอม .. น้องอาร์ท .. วันนี้มาเอาข้าวแทนพ่อเหรอ  ”   หรือ

                “  น้องบอม .. ขยันจัง  ปิดเทอมก็มาช่วยงานพ่อแม่  ”

ฯลฯ

                นี่เป็นประโยคที่แม่จะพูดหรือถามเรื่องทั่ว ๆ ไป  เมื่อน้องบอมและน้องอาร์ทลูกของน้าปาร์กและน้าดำ  มาเอาข้าวไปสีที่โรงสีข้าวของพวกตน

                และต่อไปนี้แม่ก็ไม่มีโอกาสพูดหรือถามประโยคเหล่านี้อีกแล้ว  เพราะน้องบอมได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ท่ามกลางความเศร้าโศกอาลัยของพ่อแม่  ญาติพี่น้อง  รวมทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงและตัวดิฉันด้วย  เมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของน้องบอม  ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่า

“ ทำไมคนดีถึงได้อายุสั้นนัก  ”

                น้องบอมเป็นเด็กธรรมดาทั่วไป เติบโตมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง  พ่อแม่มีอาชีพทำนา    ทำไร่ อยู่ที่บ้านหัน อำเภอโนนศิลา  จังหวัดขอนแก่น  บอมมีน้องชาย  1  คน ชื่ออาร์ท  เด็กทั้งสองเป็นเด็กขยัน เรียบร้อย  ช่วยงานพ่อแม่  ว่านอนสอนง่าย  เชื่อฟังผู้ใหญ่  เป็นที่รักของญาติมิตร 

                เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น  เด็กทั้ง 2 คน  ก็ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังหรือคนในหมู่บ้านเดือดร้อนในเรื่อง

การชกต่อย เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไปในหมู่บ้าน  ซึ่งมีงานที่ไหนต้องยกพวกตีกันกับหมู่บ้านอื่นหรือวัยรุ่นบ้านอื่นที่เป็นคู่อริขับรถผ่านเวลากลางคืน อาจถูกรุมทำร้ายร่างกาย เพราะบ้านหันเป็นทางผ่านที่จะไปหมู่บ้านอื่น

                เด็กทั้งสองไม่สูบบุหรี่  ไม่ดื่นเหล้า  ไม่หาเรื่องชกต่อยใคร ไม่เที่ยวเตร่  ทุกครั้งหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์อาทิตย์  หรือช่วงปิดภาคเรียน ทั้งคู่จะมาช่วยพ่อแม่สีข้าว  เพราะน้าปร์ากและน้าดำมีโรงสีข้าวตั้งอยู่ที่สวนใกล้ ๆ บ้านหัน มีรถกระบะหนึ่งคัน เพื่อช่วยบริการลูกค้ารับและขนส่งข้าวให้ถึงที่  รวมทั้งแม่ดิฉันด้วย  ทุกคนจะเห็นภาพเด็กทั้งคู่ช่วยกันแบกข้าวและเป็นภาพที่พ่อแม่ดิฉันประทับใจและชื่นชมพ่อแม่ของเด็กที่เลี้ยงลูกได้ดีขนาดนี้

                วันที่  8  พฤษภาคม  2553  น้องอาร์ท  จะเข้าอุปสมบท เป็นงานที่คนในครอบครัวมีความสุขและจะได้อิ่มบุญ  ก่อนงานทุกคนช่วยกันจัดสถานที่  หาซื้อสิ่งของมาเตรียมไว้ และซื้อเครื่องอุปสมบท บอมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องทำงานอย่างหนัก ไม่ว่ากลางวัน  ตอนเย็น และกลางคืน  ไม่ค่อยได้นอนเป็นเวลาหลายคืน และช่วงนั้นอากาศร้อนมาก ๆ   วันที่แห่นาค บอมเปรยว่าเหนื่อยให้ญาติ ๆ ฟัง แต่ญาติ

ทุกคนไม่ได้คิดอะไร นึกว่าเหนื่อยธรรมดา  ถึงเวลาแห่นาครอบ ๆ หมู่บ้าน บอมมีหน้าที่ขับรถ

 

แต่ขณะนั้นร่างกายบอมไม่ไหวจริง ๆ จึงต้องให้คนอื่นขับรถแทน  และถึงเวลาแห่รอบโบสถ์  บอมก็ให้น้องนั่งคอตนจนแห่ครบสามรอบ ก่อนเข้าไปในโบสถ์ เป็นอันเสร็จพิธีการบวช

                บอมกลับมาบ้าน ก็มาช่วยเตรียมอาหารให้แขกที่ยังไม่กลับ  ถึงเวลาเข้านอนบอมนอนกับญาติ ๆ

4  คน ที่บ้านน้อยกลางสระน้ำใกล้ ๆ กับโรงสีข้าว  บอมนอนคว่ำหน้า  ญาติ ๆ นอนใกล้ ๆ บอม ประมาณ

เที่ยงคืน  ญาติได้ยินเสียงบอมคราง อือ ๆ จึงเรียกชื่อบอม  บอมอือ ๆ  ญาติที่นอนด้วยกันก็ไม่เอะใจนึกว่า

บอมขานรับ  ตอนเช้าน้าปร์ากมาปลุกทุกคนให้ไปช่วยเก็บของทุกคนลุกขึ้นยกเว้นบอม  น้าปร์ากจึงเข้าไปเขย่าลูก เมื่อมือสัมผัสร่างกายบอม  น้าปร์ากก็ร้องบอกทุกคนว่า  “  บอมไปแล้ว  บอมตายแล้ว ”  ญาติที่นอนด้วยกันได้ยินก็รีบวิ่งไปส่งข่าวให้ญาติพี่น้องในหมู่บ้านทราบ  ทุกคนเสียใจมากกับการจากไปแบบกระทันหัน  บอมตายเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน หรือคนอีสานเรียกว่านอนไหลตาย

                ยิ่งน่าเศร้ามากสำหรับพระอาร์ท วันแรกของการออกบิณฑบาต  ยังไม่รู้ว่าพี่ชายตาย  เดินถือบาตรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ทุกคนไม่กล้าบอกการตายของบอม  จนมาถึงบ้านญาติ  ญาติจึงบอกว่าบอมตายแล้ว  พระอาร์ทได้ยินดังนั้นเกือบล้มทั้งยืน ญาติต่างช่วยพยุงให้พระอาร์ทนั่งลง  พระอาร์ทร้องไห้แบบไม่อายใครและเข้าไปดูศพพี่ชาย ตั้งแต่วันนั้นหม่อมอาร์ทก็ไม่ฉันข้าว ทุกคนเป็นห่วงสุขภาพก็หานมมาให้ฉันเพื่อให้มีเรี่ยวแรง  เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย  จัดงานอุปสมบทน้องแล้วมาจัดงานศพของพี่ในวันต่อมา

                ดิฉันเขียนมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน  เพราะอยากจะให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ทำไมคนดีต้องจากไปเร็วจังเลย  น้องบอมกำลังเป็นความหวังของครอบครัว  กำลังจะมีงานทำเลี้ยงดูพ่อแม่  น้องบอมจากไปอายุเพียง  25  ปี  เท่านั้น  นี่คือเศษเสี้ยวของคน 1 คนในประเทศไทยที่เป็นคนดี และน่าเสียดายที่สังคมไทยขาดคนดีไปอีกคนแล้ว

 

............................................................