ASEAN Community

ก้าวสู่ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2552 – 2561)

สู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)

     

           การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ.2552 – 2561) เกิดขึ้นจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ที่แถลงต่อรัฐสภา ต้องการมุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ นับจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว คงต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ว่าจุดประสงค์อันสูงสุดอย่างแท้จริงของการจัดการศึกษาตามมาตรา 6 นั้น มุ่งเน้นการพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม แต่จากการประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมากลับพบว่า ประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหน่วยงานทางด้านการศึกษาและการจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เท่านั้น แต่ในด้านคุณภาพของผู้เรียน ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษานั้น กลับพบว่าไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การประเมินของสมศ. ซึ่งถ้าหากจะว่ากันตามตรงก็คือล้มเหลวนั่นเอง เพราะในการพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยประชากรที่มีคุณภาพ ทั้งความรู้ ทักษะและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพนั่นเอง นับเป็นความล้มเหลวในวงการศึกษาของชาติที่ยังหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ อาจเป็นเพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545 นั้นเป็นกฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิด ฝ่าฝืน จงใจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการกระทำใดๆ ให้การจัดการศึกษาของชาติล้มเหลว ดังนั้นทั้งบุคคล หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ กับการกระทำต่อการจัดการศึกษาของชาติที่ผิดพลาดครั้งนี้

         ในการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ.2552 – 2561) จากการศึกษาพบว่า มีหลักการและแนวคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ว่า “คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” มีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าภายในปี พ.ศ.2561 มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบโดยเน้นคุณภาพ โอกาสและการมีส่วนร่วม ซึ่งในขณะนี้ก็จะพบว่ามีการขับเคลื่อนของกระบวนการปฏิรูปการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ ตามกรอบแนวทางที่วางไว้ โดยมีมาตรการต่างๆรองรับอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นสัมฤทธิผลในเร็ววัน แต่อย่างน้อยก็มีพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติ ตามข้อเสนอเร่งด่วนของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เป็นต้น แต่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวอยู่บางประการว่า หลักการ แนวคิด วิสัยทัศน์และกรอบแนวทางการปฏิรูปนั้นมีความสัมพันธ์ ยึดโยงและสอดรับกันอย่างเป็นระบบ สามารถมองเห็นภาพแห่งความสำเร็จอยู่รำไร แต่เมื่อมาดูกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปและกลไกสนับสนุนที่ต้องพัฒนาปรับปรุง พบว่ามีการจัดตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้อีกมากมายหลายคณะ หลายหน่วยงาน จึงเกิดข้อคำถามขึ้นว่าเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง และส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการมีอะไรบ้าง จะแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะถ้าต้องเสียเวลาไปกับการจัดตั้งคณะกรรมการคณะอนุกรรมการและจัดตั้งหน่วยงานใหม่ๆที่เกี่ยวข้องอยู่ การจัดการศึกษาของชาติอาจจะพบกับความสำเร็จที่ซ้ำรอยเดิมกับการปฏิรูปการศึกษาช่วงทศวรรษแรก นั่นหมายถึงว่าพัฒนาการด้านคุณภาพการศึกษาของชาติอาจต้องล่าช้าออกไป ไม่ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกอันทำให้ประเทศเสียโอกาสในการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ เราอาจเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน(ASEAN Community) ในปีพ.ศ.2558 ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้เตรียมการณ์ เตรียมคนพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว ที่เห็นอย่างเด่นชัดได้แก่เรื่องของการสื่อสาร โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศมีระบบเครือข่ายโทรคมนาคมแบบ 3G มาหลายปีแล้วและกำลังพัฒนาไปสู่ระบบ 4G ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มใช้ระบบ 3Gได้ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและบางจังหวัดใหญ่ๆ อีกด้านหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของการใช้ภาษาที่สองและภาษาที่สามสำหรับการสื่อสาร เช่นประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม มีการบรรจุการเรียนวิชาภาษาไทยเป็นวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรการศึกษา ประชากรของประเทศเหล่านี้สามารถอ่าน พูด เขียนภาษาไทยได้ ในขณะที่ผู้เรียนของไทยกลับไม่สามารถสื่อสารภาษาของประเทศเพื่อนบ้านได้ แม้แต่ภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นภาษาของโลก ในภาพรวมคนไทยก็ยังมีอัตราส่วนของความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศ และนี่อาจเป็นหายนะของประเทศในอนาคตหากรัฐบาล หน่วยงานบริหารการศึกษาและคนไทยยังไม่มีการบรรจุสาระการเรียนรู้ด้านภาษาของประเทศเพื่อนบ้านลงในหลักสูตรการศึกษาของไทยเพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามอัธยาศัย หรือยังยึดติดกับความคิดที่ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนและยังไม่ให้ความสำคัญต่อประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อนั้นก็อย่าหวังเลยว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างสง่างาม

           อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองนี้ คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านต่างๆ เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองได้เริ่มดำเนินการภายใต้หลักการและกรอบแนวคิดที่เน้นการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้ โดยกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ “คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ”ที่มีเป้าหมาย กรอบแนวทาง กลไกขับเคลื่อนและกลไกสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เน้นในเรื่องของการบริหารจัดการที่เป็นองค์รวมเท่านั้น ไม่มีส่วนใดบอกว่านอกเหนือจากการที่คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพแล้ว เราจะปฏิรูปและพัฒนาการศึกษาของชาติไปในทิศทางใด แล้วได้อะไรเป็นผลสัมฤทธิ์หลังจากที่คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องปรับกระบวนทัศน์และกลยุทธ์ ในการจัดการศึกษาอย่างครบวงจร ลำพังการได้เรียนรู้ตลอดชีวิตคงไม่สามารถทำให้ชีวิตมีคุณภาพขึ้นมาได้ หากเรียนมาแล้วไม่สามารถใช้ความรู้ในการดำรงชีพได้ ไม่สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ การขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการศึกษาคงไม่เกิดประโยชน์อันใด และถ้าหากกระบวนการปฏิรูปการศึกษายังคงยึดติดกับการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานมากมายแต่ยังไม่ได้ทำอะไรให้เป็นรูปธรรม และยังมัวสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร เมื่อนั้นการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาก็คงไม่สามารถพัฒนาประเทศไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับสากลได้            

           อนึ่ง ในการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาควรจะได้มีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อสารมวลชนต่างๆ ดังเช่นในครั้งที่ทำการปฏิรูปการศึกษาในช่วงทศวรรษแรก ที่มีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบความก้าวหน้าและข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง เพราะการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์แต่เพียงอย่างเดียวนั้น มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ด้อยโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและสารสนเทศ อาจไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองอย่างทั่วถึง เพราะการปฏิรูปการศึกษาเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องรับรู้ รับฟัง ปฏิบัติในกรอบแนวทางเดียวกันเพื่อคุณภาพของคนไทย และคุณภาพของประเทศไทย