วัยอนุบาลก็เครียดเป็นนะ
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะงงว่า เอ...เด็กเล็กขนาดนี้มีความเครียดด้วยหรือ วันๆ ก็เห็นเอาแต่เล่น กิน นอน ชีวิตเจ้าตัวเล็กดูออกจะสุขสบาย เมื่อเทียบกับพวกผู้ใหญ่ที่ต้องรับแรงกดดันมากมายในชีวิตประจำวัน แล้วเจ้าหนูจะเครียดได้อย่างไรกัน นั่นเป็นมุมมองของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยนะคะ ในเด็กวัยอนุบาล ก็ไม่เว้นเช่นกัน  
Antonette Saunders ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาภาวะกดดันในเด็กและครอบครัว ที่เมืองอีวานส์ตัน รัฐอิลินอยส์ กล่าวว่า "เด็กๆ รู้สึกหรือรับรู้ประสบการณ์ความเครียดเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกคนได้รับทางกายภาพ แต่ไม่มีความพร้อมทางด้านสติปัญญาพอที่จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนผู้ใหญ่นั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต เด็ก เพราะเขาไม่มีความสามารถที่จะตัดสินหรือกำหนดสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นแก่สายตาได้ เพราะทำในสิ่งที่ไม่ดีขึ้นก็จะกลายเป็นความล้มเหลวที่ติดตัวไป" เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าความเครียดที่เฝ้าทำร้ายจิตใจของเจ้าตัวน้อยวัยอนุบาลนั้นมีอะไรบ้าง

      ความเครียดที่จะต้องปรับตัว จาการที่เด็กจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ นั่นคือสังคมของโรงเรียน ในสถานที่ใหม่ๆ อย่างโรงเรียน กับคนใหม่ๆ เช่นเพื่อนและคุณครูรวมไปถึงบุคคลรอบตัวอื่นๆ นี้เป็นความเครียดระยะสั้นที่เจ้าตัวเล็กจะต้องเชิญ

ความเครียดในการเรียน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้การเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลบางแห่งจะมีแนวทางการเรียนการสอนที่เน้นด้านใดด้านหนึ่ง หรือการสอนแบบไม่ได้มุ่งเน้นในทางวิชาการมาก อย่างไรก็ตาม พบว่าการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำและความรู้ทางด้านวิชาการจนเกินไปเพื่อตอบสนองความต้องการให้ลูกเข้าเรียนต่อในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้เป็นความเครียดที่เด็กต้องเข้าสู่ระบบโรงเรียน (Formal Education) เร็วเกินไป

รู้ได้อย่างไรว่าลูกเริ่มเครียด

      คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปค่ะ จึงจะรู้ว่าเมื่อเจ้าตัวเล็กเริ่มมีอาการเครียดนั้นจะแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ กัน โดยอาจารย์ รัชชุกาญจน์ ทองถาวร อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ในบทความเรื่องความเครียดในเด็กอนุบาลนั้นจะเกิดแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับทั้งธรรมชาติของตัวเด็กเองและเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด" ผ่านการแสดงออกในทางต่างๆ ดังนี้

       1. ทางความรู้สึก โกรธง่ายขึ้น โมโหง่าย หรือไม่ก็จะออกแนวเซื่องซึม ไม่ร่าเริง

2. ทางความคิด สังเกตได้จากอาการของสมาธิสั้น ความสนใจในเรื่องใดๆ สั้นลง วอกแวก สับสน
3. ทางการแสดงออกตอบโต้ฉับพลัน เช่น การปลีกตัว หลบซ่อน หนีหรือชอบใช้ความรุนแรง รวมถึงพฤติกรรมขี้ขโมย
4. ทางร่างกาย บางครั้งความเครียดเกิดผลสะท้อนเป็นอาการทางกายได้ด้วย เช่น พูดติดอ่าง นอนกัดฟัน ปัสสาวะราดบ่อยๆ กัดเล็บ หรือดูดนิ้วเหล่านี้ล้วนเป็นอาการทางกายที่แสดออกถึงอาการเครียดในเด็กวัยอนุบาลทีนี้เรามาดูวิธีการแก้ไขกันต่อเลยดีกว่าค่ะ

    กรณีที่เป็นความเครียดระยะสั้น ที่เกิดในช่วงการเข้าโรงเรียนแรกๆ คุณพ่อคุณแม่อาจหาทางป้องกันโดยให้ลูกได้สัมผัสกับบรรยากาศดีๆ ของโรงเรียนเสียก่อน อาจจะใช้วิธีพาเจ้าตัวเล็กไปในเวลาเลิกเรียนหรือในวันหยุดเพื่อให้ลูกได้เห็นโรงเรียนและได้ทำความคุ้นเคยกับสถานที่เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปในตอนที่มีเด็กนักเรียนเข้ามาบ้าง ให้ลูกได้สังเกตดูเพื่อให้เกิดความเคยชิน ลูกจะลดอาการตื่นกลัวไปได้บ้างค่ะ

กรณีที่เป็นความเครียดระยะยาว หรือความเครียดที่เก็บกดมานานยกตัวอย่างเรื่องของการเรียนในระบบ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบางครั้งคุณแม่ก็ต้องเปิดใจว่าการเรียนการสอนนั้นมีหลายแบบ ทุกวัยต้องการให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทั้งสิ้น เด็กวัยอนุบาลเป็นวัยที่เรียนรู้ผ่านกระบวนการต่างๆ ได้หลายรูปแบบ แต่การเรียนนั้นหากเป็นการยัดเยียดจนเกินไป ก็เหมือนการเทน้ำจนล้นแก้ว เปรียบคนเราเป็นแก้วน้ำ ความรู้เป็นเหมือนน้ำ เด็กๆ เป็นเพียงแก้วใบเล็กๆ ที่หากเทน้ำเข้าไปมากเกิน นอกจากจะล้นแล้วยังหกออกมานอกแก้ว ต้องเสียเวลาเช็ดถู เห็นไหมคะว่าไม่เกิดประโยชน์แต่อาจมีโทษอีกต่างหาก สู้ให้ลูกได้เรียนรู้อย่างพอเหมาะ ผ่านกระบวนการที่ให้เขาได้พัฒนาความคิดและพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างสมช่วงวัยย่อมเป็นการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์มากกว่าค่ะ

 แย่แล้ว เจ้าตัวเล็กเครียด!!!

 หากเจ้าตัวเล็กของบ้านไหนมีอาการเครียดดังกล่าว คุณแม่สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ของลูกได้ก่อนจะสายค่ะ เริ่มจากวิธีง่ายๆ อย่างการพูดคุยสอบถาม ในเด็กเล็กบางคนอาจไม่กล้าเล่าเรื่องที่เป็นปัญหาเพราะกลัวว่าจะถูกดุ ขอให้ใช้วิธีถามอ้อมๆ หรือค่อยๆ พูดกับลูกนะคะ นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศที่ดี ก็จะช่วยให้ลูกลดความกังวลได้ การสัมผัสก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้ลูกเปิดใจได้ง่ายค่ะ อย่างเช่นโอบกอดก็เป็นการให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ลูก เมื่อได้สาเหตุแล้วก็ควรเสนอแนะวิธีแก้ให้ลูกด้วย เพื่อให้ลูกคลายกังวล บางปัญหาอาจจะต้องพึ่งพาคุณครูด้วย เชื่อแน่ค่ะว่าคุณครูทั้งหลายต่างก็ต้องการให้ความร่วมมือกับคุณแม่แน่นอนค่ะ

 อาจารย์ รัชชุกาญจน์ ยังได้แนะนำอีกวิธีว่าวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลูกในการลดความเครียดได้ง่ายๆ ซึ่งสามารถทำได้ในครอบครัวคือการใช้ บรรณบำบัด (Bibliotherapy) ฟังดูไม่คุ้นเลยใช่ไหมคะ แต่วิธีนี้ก็ไม่ยากเลยค่ะ เป็นวิธีที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ง่ายๆ โดยหลักการของบรรณบำบัดคือการบำบัดโดยใช้หนังสือสำหรับเด็กเล็กๆ ก็คือนิทานนั่นเองค่ะ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยให้ลูกสามารถหาวิธีในการจัดการกับปัญหาได้แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างข้อมูลเชิงบวกให้แก่ลูกอีกด้วย ในการอ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่อ่านให้ลูกฟัง หรือครูอ่านให้นักเรียนฟัง เด็กจะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และที่สำคัญหนังสือโดยเฉพาะนิทานมีให้เลือกหลากหลาย คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือก "สาสน์" ที่ต้องการจะ "สื่อ" ถึงลูกผ่านเนื้อหาของนิทานได้ทางอ้อมอีกด้วย ดังนั้นการที่ตัวละครที่มีปัญหาคล้ายกับเด็กสามารถหาทางออกจนสำเร็จนั้น จะทำให้เด็กรู้สึกคลายกังวลไปได้ เพราะเหตุการณ์จำลองเหล่านี้จะสร้าง "ทางออก" ให้เด็กรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น

 เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถลดความเครียดในลูกด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตนเอง เพราะเราทั้งหลายต่างก็หวังดีกับเด็กๆ ไม่ว่าจะทำอะไรไปก็ตาม เราเชื่อแน่ว่าต้องมาจากความรัก อย่างไรก็ตามอย่าทำให้ความรักของคุณกลับกลายเป็นอาวุธมาทำร้ายดวงใจน้อยๆ เหล่านี้นะคะ