เรื่องของเด็กชายไมเคิ่ลกับเด็กชายต้นนี้เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วก็เปรียบได้เหมือนกับคนที่เข้ามาบวชในบวรพุทธศาสนาที่ได้เจอมาในช่วงสามปีกว่า ๆ นี้

 

คนที่เข้ามาบวชนั้นจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มแรก (ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) มีที่มาที่ไปเหมือนเด็กชายต้นคือ พ่อแม่นำมา เด็กไม่เคยมีพื้นฐานทางด้านพุทธศาสนา หรือไม่เคยรู้จัก "วัตรปฏิบัติ" อะไรมาก่อน แต่พอถึงวัยที่จะบวช พ่อแม่ก็หาวัดให้ โดยมีพื้นฐานการตัดสินใจจากการที่พ่อแม่นั้นได้รู้ได้สัมผัส

พอคิดว่าดีแล้วก็บอกลูกว่าให้บวชวัดนี้ ขอให้บวชวัดนี้ เพราะวัดนั้นดีอย่างโน้นอย่างนี้ พ่อแม่ศรัทธาแต่ลูกไม่ศรัทธา

และเมื่อบวชเข้ามาด้วยการร้องขอ หรือขอร้องจากพ่อแม่ พอเจออะไรลำบากเข้าหน่อยก็ท้อหรือไม่ก็ต่อรองกับพ่อกับแม่ให้นำบางสิ่งบางอย่างที่ผิดศีลหรือผิดธรรมมาให้ มิฉะนั้นจะ "สึก" นะ

 

การปฏิบัติของคนกลุ่มนี้ก็จะย่อหย่อนเพราะตนเองนั้น "ไม่มีศรัทธา" บวชเพราะพ่อแม่ร้องขอ ไม่มีปฏิปทาที่ตั้งมั่นด้วยตนเอง

 

แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเหมือนเด็กชายไมเคิ่ล คือ เห็นแนวทางปฏิบัติด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงไปบอกพ่อบอกแม่ว่าจะบวชนะ จะบวชวัดนี้นะ เด็กกลุ่มนี้จะมีปฏิปทาที่ตั้งมั่นโดยเฉพาะเมื่อบวชเข้ามาแล้วจะตั้งใจปฏิบัติข้อวัตรต่าง ๆ อย่างเข้มแข็ง ไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน

 

และในความเป็นจริงนั้น พระส่วนใหญ่ที่บวชเข้ามาด้วยการชักนำจากพ่อแม่นั้นอยู่ไม่นานก็สึก บวชได้ไม่นาน หรือบวชแค่ตามกำหนดที่ตั้งไว้

ส่วนพระที่บวชเข้ามาด้วยความตั้งใจของตนเองนั้นส่วนใหญ่แล้วอยู่นาน อยู่ได้เรื่อย ๆ เพราะตนเองมีศรัทธาอันแรงกล้าที่จะปฏิบัติตามปฏิปทาของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย

การที่ใครตัดสินใจจะทำอะไรด้วยตนเองเขาย่อมรับผิดชอบในการตัดสินใจนั้น แต่ถ้าหากเราตัดสินใจอะไรให้เด็กหรือลูกไปทั้งหมดเราก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจนั้นตลอดไป

การสร้างความรับผิดชอบในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องสร้างให้เด็กมีความรู้สึกร่วมในการตัดสินใจ ต้องสร้างโจทย์ให้เขาได้ไปในที่ต่าง ๆ ให้ได้รู้ได้เห็นก่อนถ้าได้สัมผัสด้วยยิ่งดี เพราะเมื่อเขาตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองแล้วเขาย่อมที่จะรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น...

 


 

ที่มาจากบันทึก การพัฒนาพื้นฐานจิตใจของเด็ก (ตอนที่ ๑)