ได้ไปบรรจุที่อำเภอขุนยวม  ชื่ออำเภอก็น่ารักดี  ที่สำคัญคนที่ทำงานในสำนักงานบอกว่าโชคดีแล้ว  จะได้ไปเที่ยวงานทุ่งบัวตองด้วย  เราดีใจมากเลย  แต่ต้องย้อนรถกลับมาอีก  100  กิโลเมตร   ภาพแรกของการก้าวย่างเข้าสู่โรงเรียน  คือ  ภาพเด็กน้อยแต่ละคนแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า  สีขาวบ้าง  สีแดงบ้าง  สีชมพูก็มี  ทุกสายตามาจดจ้องอยู่ที่รถของเรา  เด็กๆถามเสียงใสและพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่  มาทำอะไรหรือค่ะ   พอรู้ว่าเราเป็นครูใหม่  สีหน้าและแววตาของพวกเขาก็มีสีสันแห่งความดีใจขึ้นมาทันที

        มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตัวเล็ก ๆ รีบวิ่งไปบอกนักเรียนอีกหอพักหนึ่งว่า  ครูใหม่มาแล้ว  เราได้ยินแต่เสียงพูดกันว่าแล้วครูใหม่อยู่ไหนล่ะ  เด็กที่เหลือบอกว่าอยู่ทางนี้รีบมาดูเร็ว ๆ  แล้วเราก็ได้เห็นเด็กนักเรียนประมาณเกือบร้อยคนมายืนมุงดูรถของเรา  เราก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า  ทำไมเด็กในดรงเรียนจึงมีมากเช่นนี้  ถึงแม้จะเป็นเวลาเกือบ  6โมงเย็นแล้วก็ตาม  เราทักเด็ก ๆเหล่านั้นอย่างขอบใจในมิตรภาพ  และบอกเด็ก ๆว่า  ครูมาจากอีสานจะมาอยู่กับพวกเราทุกคน  เด็ก ๆ ปรบมือดีใจกันใหญ่เลย

       ผอ.โรงเรียนบอกว่าจะให่พักบ้านพักกับครูอีกคน  ซึ่งเป็นครูจ้างสอน  ชื่อครู อุไร  จะให้พักด้วยกัน  แต่ห้องนำไม่ดีเท่าไหร่  ต้องเทปูนและซ่อมก่อน  ครูอุไรก็ดีมากเลยพูดไทยได้ชัด  และดูท่าทางจะขยันมาก  เพราะวันที่เราไปนั้นกำลังพาเด็กเก็บเห็ดนางฟ้าที่ปลูกไว้อยู่  พอส่งเราเสร็จแล้ว  พ่อแม่และญาติๆ บอกว่าต้องเดินทางกลับเลย   เพราะมาอยู่กับเรา  ทั้งเดินทาง  พามารายงานตัวก็ปาเข้า  5  วัน  เรารุ้สึกใจหายมาก ดีใจที่จะได้สอนเด็ก  แต่เสียใจที่ต้องจากพ่อและแม่  และคงไม่ได้อยู่กับท่านอีกหลายเดือน  เราร้องไห้กอดแม่  แม่เองก็คงจะคิดถึงเราเหมือนกัน  เพราะเราไม่เคยไปไหนไกลบ้านเลย  พ่อพูดประโยคหนึ่งว่า  อยู่ไปก่อน  ถ้าอยู่ไม่ได้จริง ๆก็กลับบ้านเรานะแต่ที่นี่ไกลมาก  พ่อกับแม่คงไม่ได้มาเยี่ยมอีกแล้ว

       เราบอกพ่อว่า  เราจะอยู่ให้ได้  ถ้าคิดถึงพ่อกับแม่มาก ๆ จะโทรศัพท์ไปหาท่านเองตอบท่านทั้งสองไป  ทั้งๆ ที่ใจเราเองก็เริ่มหวั่นแล้ว  ว่าจะอยู่ไหวไหม  เราได้พักอยู่บ้านพักกับนักเรียนพักนอน  เป็นบ้านไม้  มีชั้นบนชั้นเดียว  มีห้องนอนห้องเดียว  ข้างนอกมีเด็กพักนอนและเสื้อผ้าของเด็กๆอีกประมาณเกือยบ 30 คน เราต้องนอนพักกับพี่อุไรสองคน  แค่ขนที่นอนเข้าไปก็เต็มห้องแล้ว  แต่พี่ก็ใจดีมากบอกว่านอนด้วยกันไปก่อน  เพราะบ้านพักครูหลังอื่นก็มีครูอยู่เต็มหมดแล้ว  คืนแรกเราหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียน  ฝนกำลังตกพอดี  ไฟก็ดับ  มีเทียนเล่มใหญ่ ๆ เล่มเดียวทั้งเขียนไป และร้องไห้ไป  คิดถึงบ้านจัง  คิดถึงพ่อแม่  คิดถึงอีสานบ้านเราเหลือเกิน  ทำยังไงนะถึงจะนอนหลับ  เขียนบันทึกเสร็จแล้ว  แต่ข้างนอกบ้านพักช่างเงียบเหลือเกิน  มีแต่เสียงฝนตกกระทบสังกะสีบ้านพัก  เรารีบเช็ดน้ำตาเมื่อได้ยินพี่อุไรถามว่า  นอนไม่หลับหรือ  คิดถึงบ้าน  ก็สวดมนต์แล้วอธิษฐานก่อนนอนสิ  จะได้หลับฝันดี  เราไม่รอช้าสวดมนต์เสร็จแผ่เมตตา  และขอพรจากนั้นเราก็หลับดีจริง ๆ

       ตื่นมาอีกที่  เกือบ 6  โมงเช้า  ที่หอพักเงียบมากไม่มีเสียงเด็ก ๆ เลย  เราแปลกใจมาก พี่อุไรและเด็ก ๆ ไปไหนกัน  เรารีบล้างหน้าแปรงฟัน  และลงมาเดินดูข้างล่าง  ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ  เด็ก ๆ กำลังช่วยกันกวาดถนน  เก็บขยะ  ล้างห้องน้ำ  ผ่าฟืน ทำกับข้าวและหุงข้าวอยู่  เราเดินไปหาเด็ก ๆ เห็นเด็กอยู่คนหนึ่ง  เพื่อนๆ เรียกเขาว่า อาตือ  กำลังใช้ไม้พายขนาดใหญ่คนข้าว  เราถามเขาว่าทำไมหุงข้าวเยอะจัง  เขาจึงอธิบายให้ฟังว่าเด็กนักเรียนที่นี่มีเป็นร้อย  ข้าวและอาหารแต่ละมื้อต้องทำเยอะ ๆ แบบนี้แหละ  เด็ก ๆ ถามเราว่าครูนอนหลับดีไหม  พวกผมตื่นมาออกกำลังกายตอนตี 5  วันพรุ่งนี้ถ้าครูตื่นเช้าก็จะได้มาออกกำลังกายกับพวกเรา 

       ตอนเช้าเด็ก ๆ ทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยทั้ง ๆ ที่กับข้าวมีเพียงอย่างเดียว  ก่อนกินเด็ก ๆ จะพูดขอบคุณข้าวและชาวนาก่อนลงมือกินใช้เวลากินข้าวไม่ถึง 15  นาที  กินเสร็จก็รีบเอาจานและช้อนของตนเองไปล้างและเก็บเข้าที่ไว้  เรามีความรู้สึกว่าเด็ก ๆที่นี่มีระเบียบวินัยดีเหลือเกิน  อดนึกถึงหลานที่อยู่บ้านไม่ได้ที่กินข้าวเสร็จแล้วแต่ไม่เคยล้างจานช่วยแม่เลย  ที่สำคัญเราสัมผัสถึงความจริงใจที่เด็ก ๆมีให้    และเริ่มรักเด็กบนดอยมากขึ้นแล้วสิ