เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือเอาส่วนดีเขามีอยู่

        ช่วงเมษาที่ผ่านมาผมได้ไปดูงานที่เวียดนาม และได้เก็บภาพมาฝากชาว gotoknow  ไว้ดูเพลินๆ  นะครับ

        ผมถ่ายภาพกับไกด์ของเวียดนาม  เธอมีชื่อไทยว่าน้ำฝน  จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร  เมื่อปี 2551  เธอพูดไทยได้ชัดเจน ผมเลยคิดเล่น ๆว่าเขามาเรียนที่เมืองไทยเพื่อต้องการภาษา  เพราะเขาเล็งเห็นว่าประเทศของเขาจะเป็นตลาดท่องเที่ยวของคนไทย   เลยสงสัยว่ามีคนไทยเราไปเรียนที่เวียดนามบ้างหรือเปล่า

      ช่วงที่ไปเวียดนามคือ วันที่ 5 – 8  เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยเราแม่น้ำลำคลองค่อนข้างแห้งเหือด แต่ที่เวียดนามกลับไม่เป็นเช่นนั้น(ช่วงหน้าฝนเวียดนามเจอพายุ)

 

 

     เวียดนามยามค่ำคืนที่เมืองเว้  และมีสะพานข้ามแม่น้ำ(แม่น้ำหอม)  1 แห่งที่ให้วิ่งได้เฉพาะจักรยาน และมอเตอร์ไซด์เท่านั้นทั้งที่สะพานก็กว้างพอที่รถยนต์จะวิ่งผ่านได้อย่างสบาย  หรือเป็นเพราะว่าเขาให้ความสำคัญกับจักรยาน และมอเตอร์  ทำให้คนของเขาไม่หลงใหลกับค่านิยมในการ  มีและใช้รถยนต์(รถยนต์ที่เวียดนามต้องชื่อเงินสด  ภาษีแพงด้วย) ทำให้ไม่เป็นหนี้และดิ้นรนจนเกินตัว

 

      บรรยากาศยามเช้าที่เมืองเว้   เช้านี้ผมอยู่ที่ดาดฟ้าของโรงแรม  Roman  ดูๆ ไปแล้วก็ไม่ได้ต่างกันเลยกับเมืองไทยของเรา                             

 

      เขากำลังทำอะไรอยู่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจแต่พอมองออกว่าไม่ใช่โครงการเล็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย  เพราะนักลงทุนอาจมองประเด็น ความไม่ผันผวนทางด้านการเมือง และความไม่แตกต่างทางความคิดของคนในชาติ

 

จากเมืองเว้ เดินทางลงใต้มาประมาณ 2  ชั่วโมง  ก็จะมาถึงเมืองดานัง   ตอนกลางคืนก็ไม่ธรรมดาเช่นกันเป็นเมืองท่องเทียวได้เลยทีเดียว

 

    ที่เวียดนามรถมอเตอร์ไซด์เยอะมากทุกคนต้องใส่หมวกันน็อก(ไม่ใส่ค่าปรับ 300,000 ดอง  ประมาณ 600 บาทแถมรถโดยยืดไว้อีก 15 วัน )

 

 

นักเรียนของเวียดนามกำลังปั่นจักรยานไปโรงเรียน  ซึ่งกฎหมายของเวียดนามกำหนดไว้ว่า ถ้าอายุไม่ถึง 18 ปีไม่มีสิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซด์ได้เลย  และคนที่มีผ้าผูกคอสีแดงถือว่าเป็นนักเรียนระดีบดี- ดีมาก ซึ่งผ้าผืนนี้เป็นตัวแทนของลุงโฮ (โฮจิมินห์ , Hồ Chí Minh)           ซึ่งชาวเวียดนามเปรียบลุงโฮ  เสมือนหนึ่งเป็น  พระเจ้า         

 

 

         โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านฮองตรู จังหวัดเงอัน ตอนบนของเวียดนาม  เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2454 โฮได้ย้ายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น ต่อมาโฮจิมินห์ก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นโฮจิมินห์ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น โฮจิมินห์ก็ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนม ประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ชาวไทย โดยใช้ชื่อว่า " ลุงโฮ "

         โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ด้วยการที่รวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม

         โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าวได๋ จักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการเดียนเบียนฟู

         ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่นๆก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่บ้านในกรุงฮานอย (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

                             คณะที่ไปศึกษาดูงานที่เวียดนามเรียงตามอาวุโส

 

ภาพนี้เกิดที่ประเทศลาว เกิดเหตุรถชนกันโดยคนขับมอเตอร์ไซด์เป็นเด็กอายุประมาณ  15 ปี และไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก  โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก  ผมอยากสื่อให้เห็นว่า วุฒิภาวะของเด็กยังไม่เพียงพอต่อการใช้รถมอเตอร์ไซด์  ซึ่งลาวต่างกับเวียดนาม แต่ไทยคล้ายกับลาว  

 

       “ผมรักและภูมิใจในความเป็นไทย  แต่ถ้าเรามีกฎและระเบียบที่เข็มแข็ง  ผู้คนไม่เอารัดเอาเปรียบกันจนมากเกินไป คนส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง เหมือนที่ในหลวงท่านว่า...  เราคงเดินไปได้เร็วและไกลกว่าที่เป็นอยู่”