การเดินทางเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ตอนที่ 1


เมื่อวัศุกร์ที่ผ่านมา  กัลยาณมิตรทางธรรมที่สำคัญอย่างแม่สุ  ซึ่งเป็นคุณป้าท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์และศรัทธาคนสำคัญของหลวงพ่อธีที่แม่ฮ่องสอน    ได้โทรมาหาแต่เช้าว่า  มีเรื่องที่สำคัญที่อยากบอกหมอ  อยากให้หมอเดินทางไปที่วัดถ้ำวัว เชียงดาวร่วมกับคณะศรัทธาหลวงพ่อแม่ฮ่องสอน  ขุนยวม  
        เหตุสำคัญที่ต้องไปอย่างรีบด่วนครั้งนี้คือ  แม่เล่าว่าได้ข่าวว่าหลวงพ่อท่านจะไปโปรดญาติโยมที่รัฐฉานแล้วจะไม่กลับมาเมืองไทย  เพราะว่าท่านอายุ 90 ปีแล้ว ต้องการพักสังขาร  และคิดว่าที่นั่นน่าจะเหมาะที่สุด  ทางแม่ก็เล่าว่าอยากให้ท่านไปพำนักที่ขุนยวม 

   จึงอยากให้พวกเราคณะลูกศิษย์ไปนิมนต์ท่านเอาไว้ไม่ให้ไปพม่าแล้วอยู่เลยที่นั่น  อันจะทำให้ผู้คนที่ขาดโอกาสที่จะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอนัตตา ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงที่สุดและยากที่สุดเช่นกัน

    ผมรับปากกับแม่สุ  โดยที่จะจัดการแลกเวรวันอาทิตย์มาเป็นวันเสาร์  ซึ่งทำให้ต้องอยู่เวรติดต่อกัน 48 ชม  แล้วต้องตื่นเช้าขับรถไปเชียงดาว3.5ชม  และไปกลับ  เป็นเรื่องหนักเหมือนกัน  แต่ใจนั้นสู้บอกไม่เป็นไรกำหนดสติให้มั่น  มันเป็นการเดินทางไปที่สำคัญ เพื่อพบครูอาจารย์ทั้งสามท่าน คือหลวงพ่อ  แม่วิ ท่านพระอาจารย์ยาจินต์  ซึ่งจะเดินทางกลับวัดวันนี้จากกรุงเทพ ท่านลงเครื่อง 16.00 น สนามบิน ชม.  แต่ว่าคณะของเราได้เดินทางไปรอที่วัดที่เชียงดาวก่อนเเล้ว

             ผมออกเดินทางตั้งแต่เช้า9.30 น หลังจากราวว์เช้าไปเเล้ว  ผมชวนพี่เอื้อย นอท พี่ตุ๊ก  แต่คนที่ไปได้ 2 คนคือผมกับนอท  ระหว่างเดินทางไปเราได้สนทนากัน  เป็นเรื่องของการภาวนา เส้นทางธรรม และชีวิตทางโลกที่เป็นจริง  ทำให้ได้เข้าใจและเรียนรู้กัลยาณมิตรของเราเองมากขึ้น  แต่ที่สำคัญคือการย้อนกลับเข้ามาดูที่ตัวเราเอง

      เราเดินทางถึงเชียงใหม่ 12.30 น  และได้เเวะทานข้าวเที่ยงและซื้อของไปถวายหลวงพ่อและแม่วิที่โลตัส ชม. จากนั้นก็ขับรถมารับแม่เพ็ญเพื่อนแม่สุ  ที่สันทราย    ผู้ที่จะเข้ามาบวชเพื่อภาวนาเข้ม 3เดือน    แต่ก่อนที่จะมารับแม่  รถเราต้องไปติดที่ศาลากลางชม.   ตอนแรกอยู่ไกลๆไม่รู้ว่าติดอะไร  นานเกือบ1ชม  พอเข้าไกล้ก็ทราบว่าเราติดเพราะรถของพี่น้องนปช  จอดหน้าศาลากลางอยู่ 2 เลน   จิตใจตอนนั้นก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก  ก็ดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแบบสบายๆ เข้าใจเขา...

         เราไปถึงบ้านแม่เพ็ญ  ท่านกำลังเก็บของอยู่พอดี  จากนั้นก็พักสนทนากันนาน40 นาที  เป็นการสนทนาธรรมกับผู้มีประสบการณ์การภาวนามายายนาน20 ปี  และผ่านมาทุกสำนัก  ในฐานะผู้เริ่มต้นสู่เส้นทางนี้เราต่างสนใจสิ่งที่เเม่เล่าให้เราฟังเสมอๆ  รู้สึกได้เรียนจากผู้ที่ผ่านมาโดยตรง  ได้ข้อคิดที่ดี  สรุปคืออย่าติดสมถะ  อย่าหลงอภิญญา  แม่ท่านผ่านมาหมดแล้ว   มีอะไรอีกมากมายที่ฟังแม่เล่าตลอดการเดินทางจากชม  มาที่เชียงดาว1.5ชม

     ระหว่าทางที่แม่มาลัยก็ได้เเวะซื้อมะพร้าวน้ำหอมไปถวายวัด10 ลูก  และดื่มเองกัน ณ ตอนนั้น  อืมเย็นชื่นใจดีมากครับ  ใครผ่านก็แวะได้...      จากนั้นเราก็เดินทางต่อไป  ครั้งนี้เป็นการเดินทางไปวัดหลวงพ่อครั้งที่สอง  จำทางได้แม่นดี  ไม่หลงเหมือนครั้งแรกครับ  และระหว่าทางผมกับนอทน่าจะได้เจอฝนตกครั้งแรกที่หนักๆของปีนี้ที่เชียงดาว  เย็นสบายดีครับ  
        พลขับแบบผมไม่รู้สึกเมื่อยเลย  แม้ว่าจะอยู่เวรติดกัน 2 วันเพราะใจเขาตื่นจากการสนทนาธรรมกับเพื่อนร่วมทาง 

     เราเดินทางมาถึงวัด16.30 น  พบพี่หง  แม่สุเเละญาติโยมจากขุนยวมที่เดินทางมาก่อนแล้ว  กำลังกินข้าวอยู่  จึงร่วมวงด้วยเลย  อร่อยและรู้สึกอิ่มมากเลย  

     เมื่ออิ่มแล้วผมก็ชวนน้องกาฟิล  ลูกชายอายุ 5 ขวบของพี่หง  เดินเข้าไปสำรวจถ้ำด้วยกัน  น้องก็ยินดีที่จะไป   เมื่อเดินเข้าไปในถ้าก็พบผู้ภาวนากำลังนั่งสนทนาธรรมกันอยู่  เข้าใจว่าเป็นภาษาไทยใหญ่  ซึ่งผมก็ฟังออกน้อยมาก  แม้ว่าคนที่บ้านจะพูดภาษาไทยใหญ่  เพราะเข้าใจว่าเป็นภาษาไทยใหญ่แบบแท้ๆเลย    เริ่มต้นที่การกราบพระพุทธรูปขนาดใหญ่หน้าปากถ้ำก่อน  จากนั้นก็อธิษฐานจิตอโหสิกรรมต่อสิ่งต่างๆ ณ สถานที่แห่งนี้หากได้ล่วงเกินทั้งกายวาจาใจ    

    สิ่งแรกที่เข้าไปหาและดูคือ พระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ  ตั้งแต่ที่1-28     ซึ่งตรงนี้มีความน่าสนใจมากครับ  เป็นพระพุทธรูปที่สลักด้วยหินสีขาวน้ำตาล   ขนาดสูง60-80 ซม หน้าตักกว้าง40-60 ซม       ***ที่พิเศษคือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน  และฝีมือการแกะนั้นประณีตและดูสวยงามมาก   มีหินสี่เหลี่ยมเล็กๆวางที่หน้าพระพุทธรูป  สลักชื่อแต่ละพระองค์   และวันที่ท่านประสูติ    ผมตั้งคำถามในใจว่าอืมแล้วลักษณะของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่เกะสลักออกมาไม่เหมือนกันเลย  แถมดูงดงามอย่างจับจิตจับใจ  และสัมผัสถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละพระองค์  เขาเอาแบบมาจากไหนนะ..แต่ก็เพียงคิด       มาได้คำตอบจากพี่หง ตอนขับรถกลับตอนห้าทุ่มว่า  พี่หงเคยกราบถามหลวงพ่อ  ว่าหลวงพ่อเอาแบบมาจากที่ไหนเจ้าค่ะ...  หลวงปู่ท่านไม่ตอบ  แต่เอามือชี้ที่ศีรษะท่าน  คือท่านทราบด้วยตัวท่านเอง  เเล้วเขียนออกแบบออกมาให้ช่างแกะสลัก   ...

    สวยมากครับ  ผมว่าถ้าที่อื่นมีเหมือนกันที่นี่ก็ไม่น่างดงามน้อยไปกว่าเช่นกัน  น่าจะไปกราบสักการะสักครั้งในชีวิตกันก็ดีนะครับ    น่าจะต้องต่อตอน 2  ชักจะยาวเกินไป 

    kmsabai  pai ER01.30  (กลับมาอยู่เวรต่อเที่ยงคืนถึงเช้า)

หมายเลขบันทึก: 359246เขียนเมื่อ 17 พฤษภาคม 2010 02:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2012 22:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)
จันทร์เพ็ญ กัวพานิช

วันนี้ไปสมัครเรียนต่อ ปรากฏว่าอาจาร์ยแนะแนวบอกว่าต้องเรียน 4 ปี (วันเสาร์-วันอาทิตย์ เพราะวันจันทร์-ถึงวันศุกร์ต้องทำงาน)

โอ้ พระเจ้าต้องเรียน 4 ปี เชียวหรือ ข้าพเจ้าไม่อยากประมาทกับชีวิตเพราะไม่รู้พรุ่งนี้กับชาติหน้าอย่างใหนจะมาก่อน ข้าพเจ้าขอมอบ เวลาของชีวิตที่เหลืออยู่แสวงหาทางพ้นทุกข์ เรียนวิชาของพระพุทธเจ้า เตรียมเสบียงไว้เพื่อนาทีฉุกเฉินของชีวิต

สรุปคืออย่าติดสมถะ อย่าหลงอภิญญา

ชอบประโยคนี้ค่ะ

เข้ามาเยี่ยมคุณหมอค่ะ

อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

หนังสือที่มีคนส่งไปให้อ่าน อ่านแล้วค่ะ คงต้องค่อยๆทำความเข้าใจจากการฝึกปฏิบัติเพราะบางเรื่องก็ไม่ค่อยเข้าใจค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอสุพัฒน์ พี่กุ้งเองนะคะ ดีใจที่ได้เจอเเละรู้จักค่ะ ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่งดงาม ที่ช่วยเหลือในวันกลับ

คงมีบุญสัมพันธ์กันอยู่นะคะถึงได้มาช่วยเหลือกัน มีโอกาสเชิญที่ขอนเเก่นนะคะ จะพาไปกราบหลวงพ่อกิติศักดิ์ กิติสาโร

หากมีบุญวาสนาคงได้พาครอบครัวไปเที่ยวปายค่ะ

คุณหมอหายไปนาน สบายดีไหมครับ...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี