รูปแบบการจัดการศึกษาของไทย
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 กำหนดนั้นแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน ซึ่งการศึกษารูปแบบนี้จัดในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น สามารถจัดการศึกษาในชั้นเรียนหรือเป็นการศึกษาทางไกล
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา การวัดและประเมินผลโดยคำนึงถึงความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ
3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส สามารถศึกษาได้จากบุคคล สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ การศึกษาแบบนี้มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเลือกเนื้อหาที่สนใจตรงกับความต้องการของตนเองและสามารถศึกษาในเวลาที่ปลอดจากภารกิจอื่นได้ เช่น การฟังบรรยายพิเศษ การศึกษาจากเอกสาร การเยี่ยมชมการสาธิต การสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
การเชื่อมโยงการศึกษาทั้ง 3 ระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การศึกษาทั้ง 3 ระบบ เป็นวิธีการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งสามารถนำไปพัฒนาชีวิตและสังคมจึงต้องมีการผสมผสานการศึกษาทั้ง 3 ระบบเข้าด้วยกัน กล่าวคือ บุคคลเรียนรู้การศึกษาตามอัธยาศัยตั้งแต่เกิดโดยการเลี้ยงดูจากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และการเรียนรู้ อยู่ร่วมในชุมชน รวมถึงการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ จึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
การศึกษาไทยเกินขึ้นตามวัดมานานแต่ไม่ถูกเรียกว่าโรงเรียนแต่ชาวต่างประเทศมาเปิดโรงเรียนสอนศาสนาเลยเกิดโรงเรียนก่อนที่จะมีโรงเรียนคนในชาติอยากเรียนอะไรได้เรียนหมดไม่มาจะมีฐานะอะไรแต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโรงเรียนกลับถูกกระทรวงใช้ระบบสอบแข่งขันจะเรียนหมอต้อง3.00ขึ้น แถมยังบอกกับชาวบ้านว่าคนเรียนเก่งถึงจะเรียนหมอเรียนนายร้อยได้ส่วนคนเรียนไม่ดีให้ไปเรียนอย่างอื่นเมื่อ100กว่าปีคนที่อ่านหนังสือได้ก็คือลูกของคนมีฐานะ ส่วนลูกของครอบครัวที่ได้รับการเลิกธาตุก็เรียนไม่ได้จนส่งผลมายังทุกวันนี้คือเด็กที่เรียนดีเข้าไปโรงเรียนที่มีชื่อส่วนนักเรียนที่ถูกคัดออกไปเรียนโรงเรียนวัดแถมยังถูกกระทรวงใช้ระบบสอบมาวัดคนอีกว่าโรงเรียนเหลานั้นจัดการศึกษาไม่ดีแต่ไม่เคยรู้เลยว่าการพัฒนาคนที่เรียนไม่เก่งมันเป็นเรื่องช้างแต่โรงเรียนที่มีเด็กเก่งเป็นทุนเดิมละแถมมหาวิทยาลัยยังสนับสนุนเรื่องการคัดเลือกคนอีกส่วนมากโรงเรียนที่ตั้งมาก่อนคือโรงเรียนคริสต์ที่ต้องการเปลี่ยนคนหัวดีไปนับถือคริสต์เลยต้องตั้งกดเกณฑ์แบบนั้น