ในความพริ้วไหวของการมีชีวิต หนูเป็นคนหนึ่งที่ต้องหัดยอมรับกับตนเองว่า มีนิสัย
"การมุ่งเป้าหมาย เมื่อตัดสินใจว่าจะต้องได้สิ่งนี้ กระบวนท่าที่จะได้มา ดูจะหลากหลายจนคว้ามาได้"
ในวัยเด็กฝันจะเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอล ตื่นตีสามฝึกฝนตนเอง จนเป็นหัวหน้าทีมและมือตบอันดับหนึ่ง ที่แม้ผู้ชายยังต้องขยาด พอโตขึ้นเห็นว่าที่สุดของการเป็นนักกีฬาก็คือ การติดทีมชาติ การฝึกฝนหนักขึ้น โดยไม่สนใจการเรียน
แล้วความประมาท ก็พรากเอาฝันไปให้ไกลห่าง เพราะการบาดเจ็บของหัวไหล่ขวา แม้จะเจ็บปวด แต่ก็อดทน ฝึกจนตบมือซ้ายได้ แต่ก็ไม่ได้ถอย สู้ถึงที่สุดจนยอมรับกับตนเองว่า
"นี่คือที่สุดแล้ว เล่นวอลเล่ย์บอลต่อไม่ได้อีกแล้ว ร่างกายไม่เอื้อ"
นี่คือบทเรียนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ว่า "เราไม่ได้ในสิ้งที่หวีงเสมอไป"
โชคดีที่บาดเจ็บตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๓ พร้อม ๆ กับการเฉียด ๆ สอบตกตอนมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ต้องหยุด แล้วถามตนเองว่า
"จะเอายังไงต่อไป"
คำตอบที่ได้คือ ตั้งใจเรียน พิสูจน์ตนเอง
ด้วยความขยัน ฮึกสู้ มีเป้าหมายชีวิตคือ การเป็นวิศวกรหญิง
เริ่มตั้งใจเรียนตั้งแต่ม. ๔ อ่านหนังสือตามตารางที่ตนเองออกแบบตั้งแต่ม. ๕ เทอมสอง ปฏิบัติอย่างทุ่มเท เข้มงวดและตั้งใจ
ผลการสอบในโรงเรียนเป็นบทพิสูจน์ความขยัน
ผลคะแนนเอ็นทราน แม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้สอบติดคณะที่ตั้งใจ คือ "วิศวกรรมศาสตร์"
ไม่ทราบด้วยโชคชะตาหรือ เหตุใด ทำให้ร่อนใบสมัครด้วยความปรารถนาเอาใจคนที่บ้านที่อยากมีลูกเป็นหมอ จึงลองสมัครเภสัชภาคสมทบ และแล้วเมื่อวันประกาศผล ทำให้เกิดความรู้สึกลำบากใจ เพราะติดทั้งคณะที่ตนเองชอบและที่บ้านอยากให้เรียน
สุดท้ายการตัดสินใจก็เลือกคนที่บ้าน แต่ในใจยังรู้สึกเพ่งโทษเสมอมา ทำให้ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ขยัน เรียนแบบพอผ่าน ๆ
เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้รู้สึกว่า เขียนเนื้อหาคล้ายกันนี้แทบจะเป็นบันทึกที่สาม เป็นความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ภายในที่ต้องเรียนรู้ในตนเอง
เป็นสิ่งที่สะท้อนใจตนเองว่า
"เมื่อใดก็ตามที่ลงใจว่ามันคือ เป้าหมาย ใจก็พร้อมลุย แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำด้วยเหตุผลอื่น เช่น ตามใจคนที่บ้าน หรือตามใจครู ก็เป็นการทำแบบแกน ๆ สุดท้ายก็แทบจะบาดเจ็บไปตาม ๆกัน"
โดยส่วนตัวแม้จะไม่ได้ลึกซึ้งกับคำว่าวิชาชีพ แต่ก็เชื่อมั่นในความตั้งใจทำงานของมนุษย์ ทำให้เกิดทักษะความชำนาญ และหากบวกกับจิตใจที่อยากให้ผู้อื่นหายจากโรคแล้ว นี่แหละคือ วิชาชีพของเภสัชกร
เอาหล่ะนอกเรื่องไปมาก บันทึกนี้เพียงต้องการเขียนบอกตนเองว่า
"เมื่อธรรมชาติมีลักษณะการมุ่งเป้าหมาย แล้วทำไมไม่ตั้งเป้าหมายให้ชีวิตเล่า"
แล้วมานั่งถามตัวเองซ้ำ ๆ ทำไมว่า
"เกิดมาเพื่ออะไร"
"มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร"
"ถ้าอยากรู้ก็ต้องหาดู หาเองดิ หาอย่างที่เคยหามาตามนิสัย ไม่ใช่เลียนแบบ"
ที่ผ่านมามีแต่เป้าหมายหลอก ๆ ที่เขียนเพื่อเอาใจคนโน้นทีคนนี้ที แต่ไม่ใช่เป้าหมายใย ที่ตั้งใจหาคำตอบจริง ๆ
รู้น่าว่าถ้าต้องการรู้อะไรจริง ๆ ไม่มีทางปล่อยไปอย่างนี้แน่ ๆ ไม่มีทาง
หาคำตอบให้ตนเองซะ ว่าเป้าหมาย ณ ปัจจุบันนี้คืออะไร แล้วทำอย่างที่ทำอยู่ทำไม
ถ้าหาไม่ได้ ก็จบกัน
ที่ทำไป สูญเปล่า
โกรธอะไรเหรอ?