บทความเรื่อง Learning From Nature ในนิตยสาร Business Week กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้  

          ที่จริงธรรมชาติมีตัวอย่างให้เรียนรู้และหยิบฉวยมาใช้เป็นโมเดลการดำเนินชีวิตได้มากมาย   และปรากฏการณ์เดียวกัน ก็อาจมีคนหยิบมาใช้แบบต่างขั้วต่างมุมมอง  

          ธรรมชาติอย่างหนึ่งคือ ความก้าวหน้าหรือพัฒนาเกิดจากการทำลาย   เรียกว่า destructive creation หรือ disruptive innovation   ซึ่งเรื่องราวของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ เรื่องสร้างโลกล้างโลก และเทพแห่งการสร้าง (พระพรหม) และเทพแห่งการทำลายล้าง (พระศิวะ) น่าจะสะท้อนสภาพได้ดีที่สุด   แสดงว่าปราชญ์โบราณมองเห็นความเป็นจริงข้อนี้มาช้านาน 

          Jeffrey Stibel ในหนังสือ Wired for Thought : How the Brain is Shaping the Future of the Internet  ระบุไว้ชัดเจนจากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองว่า “human intelligence is a matter of creating and destroying memories and ideas”   คนเราจะฉลาดได้ต้องทั้งสร้างและทำลาย ความรู้ ความคิด และความจำ   นี่คือธรรมชาติ   อ่านข้อสรุปในหนังสือเล่มนี้ได้ที่นี่   ผมเคยอ่านพบว่า ตอนนอนหลับ สมองจะ “กรอเทปกลับ” เรื่องราวต่างๆ ในอดีต เพื่อตัดเอาความจำเก่าๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้มี “disc space” ในสมองสำหรับบันทึกเรื่องราวใหม่ในอนาคต    เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า “brain pruning” คือคล้ายๆ เราตัดแต่งกิ่งของต้นไม้ไม่ให้แน่นเกินไปเพื่อให้ต้นไม้งอกงาม 

          ในทางธรรมะ นี่คือความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่คงที่ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่   สังคมก็ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่    สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตจากการที่เราเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ ในสังคมช้าไป    หรือบางกลุ่มก็พยายามทำให้ระบบมันคงที่   ทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมต่างๆ มันเปลี่ยนไป    จึงทำให้เกิดความเครียดหรือแรงบีบคั้นภายในสังคม 

          มองแคบเข้ามาในครอบครัว   เวลานี้คนรุ่นพ่อแม่กับรุ่นลูก อายุต่างกันเพียง ๒๕ – ๔๐ ปี   แต่ความคิดต่างกันมาก   เราจะหวังให้เหมือนกันคงไม่ได้   เพราะเติบโตมาในสังคมที่แตกต่างกันมาก และเขาจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในสังคม/สภาพแวดล้อม ที่แตกต่างยิ่งขึ้นไปอีก    จะหวังทำให้คงที่เหมือนรุ่นพ่อแม่ก็ไม่ถูกต้อง   ต้องหาทางติดอาวุธทางปัญญาให้เขาปรับตัวได้ในสังคมอนาคต ที่การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น
          ความฉลาดของสมองเหนือคอมพิวเตอร์คือสมองสามารถทำนายและตัดสินใจภายใต้สภาวะที่มีข้อมูลจำกัดได้   มีตัวอย่างมากมายของความสำเร็จของคนที่มีความสามารถพิเศษในการทำนายและตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด หรือใช้ “ปัญญาญาณ” (intuition)   จึงเกิดวลี “analysis paralysis”   คือในบางกรณีคนที่เรียกร้องข้อมูลมากเกินไป จะเผชิญปัญหา “คิดมากเกินไป”  
          กลับมาที่หนังสือ Wired for Thought บทที่ ๑๐ กล่าวถึงเทคโนโลยี BrainGate ที่ช่วยให้สมองสั่งการเปิดทีวีได้   คล้ายๆ ใช้สมองเป็น รีโมท คอนโทรล ได้   ดังนั้นก็จะสามารถเชื่อมสมองเข้ากับ อินเทอร์เน็ต ได้ 
          ผมค้นพบว่า มีบทคัดย่อของหนังสือเล่มนี้ทุกบทให้อ่านบนเว็บไซต์    จึงสามารถเข้าใจสาระสำคัญในหนังสือได้โดยไม่ต้องซื้อ และโดยใช้เวลาอ่านน้อยกว่าอ่านหนังสือฉบับเต็ม 
          อ่านแล้วผมเถียงว่า สมองจะฉลาดมากได้ต้องมี feed back loop จาก action ในชีวิตจริง   ไม่ใช่แค่จาก internet  
 
 
วิจารณ์ พานิช
๑๐ เม.ย. ๕๓