หลายๆ โรงพยาบาลคงจะประสบปัญหาเรื่องยาเปลี่ยนแผง เปลี่ยนสี บ่อยๆ โดยเฉพาะยาที่ใช้ในโรคเรื้อรังต่างๆ แต่ก็ทำให้พวกเราเภสัชกรมีงานทำเนื่องจากต้องอธิบายคนไข้ว่ายาอะไรเปลี่ยนไปบ้าง...
ที่ลำปางนอกจากเภสัชกรจะอธิบายตัวต่อตัวกับคนไข้หลังจากที่คนไข้พบแพทย์แล้วว่า วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงการรักษาอะไรบ้าง ยาอะไรบ้างที่เปลี่ยนไป แต่เป็นยาชนิดเดียวกันนะ ให้กินยาเก่าให้หมดก่อน แล้วค่อยแกะยาแผงแบบใหม่ คือ เอาตัวอย่างยาให้คนไข้ดู (ที่ ambu ไม่ได้จ่ายยาค่ะ คนไข้จะรับยาที่ห้องจ่ายยาไกลออกไปอีกประมาณ 200 เมตร) ทวนสอบจนแน่ใจว่ากินได้ถูกต้องแล้วจึงส่งคนไข้ไปรับใบนัดจากพยาบาล ซึ่งคนไข้ต้องนั่งรออีกนิดนึง
ขณะที่นั่งรอ สายตาก็จะมองเห็นบอร์ดที่ติดอยู่หน้าห้อง ambu เป็นบอร์ดที่จะบอกคนไข้ว่า ยาอะไร เปลี่ยนไปบ้าง แบบนี้ค่ะ
และที่สำคัญเขียนทั้งชื่อยาภาษาอังกฤษ และภาษาไทยให้คนไข้อ่านได้ด้วยค่ะ ลองมาคิดเล่นๆ ว่าถ้าฉลากยาที่เราให้คนไข้กลับบ้านเขียนชื่อยาเป็นภาษาไทย คนไข้ของเราก็จะจดจำชื่อยาได้ดี เพราะว่าอ่านได้ ถ้าเกิดปัญหาอาการไม่พึงประสงค์จากยา เค้าก็จะจำชื่อยาที่เค้าแพ้ได้ น่าจะดีนะคะ ฉลากยาเราพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ห้องยาอ่านและจัดยาให้ถูกต้อง แต่เราลืมกันไปรึเปล่าว่า ฉลากยาไปอยู่กับคนไข้อีก 3 หรือ 4 เดือน กว่าจะถึงวันนัดอีกครั้งหนึ่ง จริงๆ แล้วฉลากยาเราอยากจะให้ใครอ่านกันแน่ ใครกันที่จะได้ประโยชน์จากฉลากยามากกว่ากัน...
เห็นด้วยครับ อย่างนี้ถึงเรียกให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
ทำได้ง่ายๆเอง อยากให้ที่อื่นๆ ทำด้วยครับ
ในการเปลี่ยนชื่อยาเป็นภาษาไทย ให้คนไข้ได้อ่าน และจำด้วย
ถ้าเป็นยาที่ มีหลาย mg (ชื่อพ้อง) ก็วงเล็บสียาไว้ด้วยครับ จะได้ช่วยกันตรวจสอบว่าได้ยาถูกต้องตามฉลากหรือเปล่า
การวงเล็บสียาไว้ด้วย จะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง LASA ได้ดีทีเดียวค่ะ เสียดายที่รูปไม่ค่อยชัดค่ะเอนก รออ่านฉบับเต็มจากเอนกนะคะ