การเดินทางของแต่ละคนมีจุดหมายอันเดียวกันคือไปให้ถึงปลายทาง  บางคนขึ้นรถ ลงเรือ นั่งเครื่องแล้วก็หลับปุ๋ย  จอดแล้วพัก ถึงแล้วลงสิ้นสุดการเดินทางแต่ละครั้งโดยสวัสดิภาพ บางคนไม่ให้ความสนใจกับคนรอบข้างนั่งตัวแข็งทื่อเห็นคนข้าง ๆ เป็นมนุษย์แพร่พันธุ์โรคร้ายประมาณนั้น 

              วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ฉันเดินทางไปหนองคาย มีหนังสือไปเป็นเพื่อน ๑ เล่ม และพบกับเพื่อนร่วมทางคนแรกของฉันเป็นเด็กสาวอายุอานามประมาณ ๓๐ ต้น ๆ เธอบอกว่าเมารถ ฉันจึงขยับเปลี่ยนที่นั่งให้เธอนั่งแทนที่ฉัน เพื่อที่จะได้มองไปข้างหน้าสบาย ๆ เธอบอกขอบคุณอย่างแผ่วเบา แต่ดวงตาและสีหน้าเธอเศร้าสร้อยเหลือเกิน  ฉันหาจังหวะทักทายเพื่ออยากจะถามว่าเธอไม่สบายหรือเปล่า  ในที่สุดเธอบอกว่าไม่เป็นอะไร  สักครู่เธอได้พูดโทรศัพท์แล้วร้องไห้น้ำตาไหลพราก ฉันจึงส่งกระดาษเช็ดหน้าให้เธอและแตะหลังมือเธอเบา ๆ เธอมองหน้าฉันและยิ้มทั้งน้ำตา เดาว่าอาจจะเป็นอาการของความผิดหวังอะไรบางอย่าง  เมื่อถึงจังหวัดเลยเธอลงจากรถไปหันมาส่งยิ้มอีกนิด ๆ

            ฉันเดินทางต่อไปจังหวัดอุดรธานี  นั่งคู่กับผู้หญิงหน้าตาดีผิวเนียนสีแทนรับกับในหน้าที่คมคาย  นั่งเบาะคู่หน้า  ภายในรถเปิดหนังเรื่อง"แหยมยโสธร" มีการแต่งกายสุดเฉี่ยว สีสันแสบทรวงและพูดจาหยาบโลนบ้าง รู้สึกว่าเธอจะรับไม่ได้กับหนังเรื่องนี้อยากจะให้พนักงานรถปิดและเปิดเรื่องอื่นแทน เธอแสดงอาการไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา  ฉันส่งยิ้มเพื่อให้เธอสบายใจ เธอเข้าใจว่าฉันคงมีความเห็นเช่นเดียวกับเธอ ฉันมองดูหนังบ้างและอ่านหนังสือบ้าง 

            เมื่อยังไม่ถึงปลายทางก็ต้องเดินทางต่อไป  ภรรยาของพนักงานขับรถโวยวายเรื่องอะไรไม่ทราบ เพราะเป็นภาษาอิสาน  แต่พอจับเค้าความได้ว่า "เธอเสียเปรียบอะไรสักอย่าง" แต่สามีเธอดูเฉยกับการบ่นของภรรยามาก ภายหลังได้ยินเสียงสามีถามเบา ๆ ว่า "เสียเงินไปหรือยังละ"  ภรรยาตอบแบบตะคอกใส่ว่า "เสียไปแล้วโว้ยถามอยู่ด้าย  รำคาญชะมัด" สามีพูดสั้น ๆ ด้วยถ้อยคำนุ่มนวลว่า"เสียเงินแล้วก็แล้วไปเงียบซะ" อาการของภรรยาก็ยังบ่นจากรุนแรง เป็นเบาลงและเงียบไป 

           วันต่อมา...ฉันนั่งรอรถคุณพรรณี พี่สาวคุณปรีดาอีกคนหนึ่ง ภายหลังที่กลับจากเวียงจันทน์ ที่ด่านตรวจฝั่งหนองคาย หญิงชายคู่หนึ่งเดินตามกันมาแล้วหยุดยืนใกล้ ๆฉัน หน้าตาบึ้งอมทุกข์ บอกบุญไม่รับ ฝ่ายหญิงพูดขึ้นว่า "เมื่อไหร่คุณจะเลิกกับนังนั่นเสียที โกหกพกลมกันอยู่ได้ วันแล้ววันเล่า" ฝ่ายชายก็สวนขึ้นทันทีว่า "แล้วเมื่อไหร่เธอจะเลิกถาม อยากเลิกจะเลิกเองไม่ต้องมาบังคับ พูดอะไรให้ฟังก็บอกว่าโกหก ๆ งั้นเธอก็มีนิสัยโกหกใช่ไหมจึงไม่เคยเชื่อฉันเลย" ฉันกำลังหันหลังกลับคุณปรีดาส่งสัญญาณว่าคุณพรรณีมารับแล้ว

           อีกวัน..ณ ที่โรงพยาบาลหนองคายตอนเช้า  ฉันลงจากรถคุณปรีดาและไปรออยู่ที่บันไดทางขึ้นตึก  มีสุภาพสตรีสวยมาก แต่งกายดูดีไปหมด ไม่ว่าเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และการแต่งหน้าทาปาก ขับรถมาจอดริมบันไดทางขึ้นด้านซ้าย ซึ่งเป็นทางผ่านปกติและเป็นที่จดรถส่งผู้ป่วย  เธอถามยามว่า "ฉันขอจอดตรงนี้สักครู่เดียวได้ไหม ฉันจะนำอาหารไปให้ญาติผู้เฝ้าไข้" ยามไม่ปฏิเสธแต่บอกว่า"ให้ไปจอดด้านขวาแทน" หากเธอจะขับไปอีกนิดเดียวก็ถึงที่จอดรถ  เธอทำตามที่ยามบอก แต่ปากก็ถามเหมือนเดิมว่า "ตรงนี้ได้นะ"แล้วเธอก็จูงมือลูกชายเล็ก ๆ เดินขึ้นไป  ยามเดินผ่านมาและบ่นให้ฉันฟังว่า "ถึงแม้ว่าห้ามจอดหรือจอดไม่ได้แต่เขาก็จะจอดอยู่ดี"

          วันกลับ..บนรถมุกดาหารแม่สอด  ฉันนั่งแถวเดียวกับคุณหนานเกียรติแต่คนละฝั่ง  เพื่อร่วมทางคนข้าง ๆ ฉันเป็นผู้ชายวัยไม่หนุ่มและไม่แก่ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย ก่อนรถออกเขายกโทรศัพท์ขึ้นมาพูดกับปลายสายว่า "ลูกจ๋า..พ่อกำลังเดินทางกลับอยู่บนรถแล้วนะคะ ทานข้าวและปิดประตูบ้านเรียบร้อยหรือยัง บอกคุณแม่ว่าไม่ต้องโทรถึงพ่อนะ เมื่อพ่อถึงบ้านแล้วก็สว่างพอดี  พ่อกลับเองได้ นอนหลับนะคะ"        

             ทุกเหตุการณ์ที่ฉันพบอาจจะมองแบบหยาบ ๆ ว่าเป็นเรื่องของชาวบ้าน  สำหรับฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก  ทุกเรื่องแม้เพียงนิดหน่อยกลับมีความหมาย มีคุณค่าต่อฉันมาก เป็นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ความนิยมชมชอบ ความควรหรือไม่ควร การเดินทางสำคัญมากว่าเราได้อะไรระหว่างการเดินทาง  ไม่ควรมองข้ามว่าเป็นเรื่องเพียงนิดน้อย  เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมควรตระหนักในคุณค่าที่พึงมี "เรามีความสุขกระนั้นหรือเมื่อเห็นคนอื่นเป็นทุกข์"