๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

          สวัสดีค่ะครู

เมื่อวานไม่ได้เขียนจดหมายหาครู เพราะประมาทกับเสียงที่ดังขึ้นมาว่า “งีบสักหน่อยแล้วค่อยเขียน” แต่แล้วก็ล่วงเลยจนได้อ่าน mail จากครูเมื่อเช้านี้ที่ส่งมาว่า

ทำไมไม่เขียนบันทึกถอดบทเรียนทุกวัน? เก่งและชำนาญแล้วเหรอ


          รู้สึกสั่นสะเทือนกับประโยคสั้น ๆนี้ เหมือนกรดสาดเข้าไปภายในทอด รู้สึกปวดจิ๊ดตามมา ได้แต่หายใจอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทุกอย่าง ณ เช้านี้ก็ยังดำเนินไปตามปกติ แล้วมานั่งเขียนจดหมายถึงครูค่ะ

          เช้าเมื่อวานหนี้หนูตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งจัดแจงหุงข้าว ไป ๆ มา ๆ เลยลองกับตนเองว่า ไหนลองทำกับข้าวก่อนซิ เพราะชอบไปสาย  วันนี้ทำคะน้าน้ำมันหอย และเจียวไข่ให้ตนเองไปทานตอนเที่ยง เสร็จแล้วค่อยขึ้นไปทำวัตรเช้า แล้วไปวิ่งออกกำลังกาย กลับจากวิ่งพี่อ้อ หิ้วกับข้าวมาฝากไปวัด แต่อุณหภูมิร่างกายหลังออกกำลังกายยังสูงอยู่ จึงนั่งผ่อนคลายแล้วก็สังเกตแปลงดอกไม้หน้าบ้าน ที่ถูกสุนัขข้างบ้างมาขุดหลุมและนอนทับ ดูใจตนเองรู้สึกอย่างไร แปลกที่รู้สึกเห็นใจมัน เพราะอากาศค่อนข้างร้อน การหาที่เย็น ๆ จึงเป็นสิ่งที่พึงทำ เจ้าสุนัขตัวนี้ก็เช่นกัน ทำให้ระลึกถึง หนังสือที่ครูให้อ่าน เรื่องสัตว์มาขอพึ่งพิง ก็ให้เขาอยู่ หนูนั่งมองแล้วทำเช่นใดเรา จึงกวาดเอาดินที่กระเด็นออเข้ามาไว้ในแปลงแต่หลุมที่ถูกขุดก็ยังคงไว้เช่นนั้น จากนนั้นหนูก็อาบน้ำแต่งตัวไปวัด เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่มาถึงวัดเร็วกว่าปกติ มีเวลาจัดแจกอาหาร ขึ้นไปนั่งที่ศาลาก่อนท่านตีระฆัง แต่เช้านี้รู้สึกเป็นมัว ๆ งัวเงียส่วนหนึ่งเพราะเมื่อคืนเข้านอนดึกมาก ๆ

          พอมาถึงที่ทำงาน จัดแจงแบ่งงานทำความเข้าใจกับทีม พยายามอย่างที่สุด อดทน ให้โอกาสตนเองในการฝึกฝน การสัมพันธ์กับคนที่มีความคิดเห็นในแบบของตน ก็สะท้อนใจเราได้ดีนะคะครู หนูเห็นตนเองพยายาม แต่ก็รู้ว่ายังไม่อ่อนโยนพอ แต่ก็บอกตนเองว่า “นี่แหละฝืนใจกู ขัดใจกู ที่ครูสอน” การที่ชวนใครหลายคนมาทำงานนี้ไม่ใช่เพียงอยากให้เกอดความร่วมมือร่วมใจและเห็นคุณค่าในตนเอง การที่หนูพยายามหนูรู้สึกถึงความรู้สึกของครู ที่เคี่ยวเข็นหนูมา

          สาย ๆ เรียนปรึกษาหัวหน้าเรื่องความเป็นไปได้และการจัดการภายในองค์กรทั้งเรื่องงบประมาณและเรื่องคน ทำให้หนูได้แง่คิด แต่ก็รู้สึกว่า ทำได้ยาก เพราะยังอยู่ในระดับคิด แต่หนูก็ได้รับโอกาสให้ลอง นี่คือความงดงามของผู้ใหญ่ ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้เสมอ

          เที่ยง ๆ ทานข้าวไข่เจียวกับพี่อ้อย ครูขา ไข่เจียววันนี้เค็มมาก ต้องภาวนาว่า “อืม เค็มก็รู้ว่าเค็ม แล้วจึงหยิบมะม่วงสุกมาทานร่วมด้วยก็พอกร่อมแก่ม ได้บ้าง อย่างเข้าใจในฝีมือการทำอาหารของตนเอง

          บ่าย ๆ มีงานที่หัวหน้ามองหมายให้จักการเรื่องรายชื่อการทดสอบของสมุนไพรระดับกรม จัดกลุ่มแจกแจง ก่อนรับมาทำเรียนถามท่านว่า “ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้” คำถามที่หนูได้ยินเสียงถามออกไป มันแปลกมาค่ะครู เพราะหนูไม่เคนรู้สึกว่าตนเองถามแบบนี้ ซึ่งการถามแบบนี้ ได้จากการฝึกฝนจากครู หนูค่อนข้างมั่นใจ พอได้คำตอบ แม้จะไม่ทั้งหมดก็ทำให้มองเห็นแนวทาง ตั้งใจกับตนเองว่า ทำเต็มที่ และต้องเสร็จวันนี้ หนูทำไปเรื่อย ๆ ไม่ถึงกับเครียด ใช่ค่ะครูช่วงนี้หนูเครียดกับการทำงานนน้อยลง แม้งานจะยุ่งยากเพียงใด แต่ใจก็ผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ แล้วงานก็เป็นไปตามเป้า

          พอเลิกงานขับรถกลับบ้าน ใจแว๊บคิดถึงก๊อก แต่เงินมีไม่มากพอ ถึงตรงกลับบ้านก่อน พอถึงบ้าน รถน้ำต้นไม้ หนูรู้สึกง่วงและเพลียเพราะนอนน้อย นอนอ่านอะไรไปเรื่อย เผลอแว๊บเดียว จะสองทุ่ม กำลังจะหลับหลานสาวโทรมาบอกว่า มาทำฟันที่ขอนแก่น ไม่มีรถกลับมหาสารคาม ตอนแรกบอกเขาว่าเข้ามานอนที่บ้านพักก็ได้เสร็จเมื่อไหร่ก็บอกจะเข้าไปรับ ใกล้ ๆสามทุ่มหลานสาวโทรมาอีก บอกว่าพรุ่งนี้มีเรียนแปดโมง หนูพิจารณา ไหวไหม จะให้มานอนที่นี่แล้ว ออกไปเช้า หรือว่าไปส่งตอนนี้เลย แวบนึกถึงความลำบากที่เคยเผชิญ เอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วก็บอกตนเองว่า “ถึงเวลาที่ต้องน้อมรับความจริง” เพราะเคยทำพฤติกรรมคล้าย ๆ กันนนี้ค่ะครู แต่หนูจะปนความเอาแต่ใจและโทสะพอสมควร เห็นใจตนเองเช่นนี้จึงตั้งใจไปส่งหลานให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ เดินออกมาหน้าบ้านเจอพี่อุ๊ จึงลองชวนดู พี่เขาตกลงไปเป็นเพื่อน หนูรู้สึกประหลาดใจแต่ประทับใจที่ท่านเมตตา พอไปรับหลานที่ บขส กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เราคุยกันไปตลอดทาง การขับรถกลางคืนเส้นนี้ดูจะไม่ค่อยสะดวกนัก ทำให้หนูระลึกถึงคำเตือนของครูตอนที่บอกครูว่า “หนูจะขับรถจากยโสธรไปกรุงเทพตอนตีสาม” จึงเข้าใจครูว่าไม่แนะนำให้ทำ

          ตอนที่ปฏิบัติต่อหลานสาวและเพื่อนของเขาหนูตั้งใจ ทำดีที่สุด เต็มที่ ๆ สุด มันรู้สึกเบามากเลยค่ะครู เบาแบบไม่มีห่วงอะไร ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ เพราะแบบนี้ไม่ได้ ก็เอาใหม่ มันแค่นี้เองค่ะ สำหรับเมื่อวาน กว่าจะมาถึงขอนแก่นก็เกือบ ๆห้าทุ่ม แวะซื้อของที่ตลาด แล้วก็มาถึงบ้านกันประมาณห้าทุ่ม หนูรู้สึกง่วงและเพลีย แต่แล้วพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนล้า ไม่ได้เขียนจดหมายหาครูเมื่อวาน หนูกราบขอขมาครูค่ะ

ศีล

ข้อ ๑ หนูพยายามไม่เบียดเบียนใคร ณ ขณะที่แจกแจงงานบางทีก็รู้สึกว่า “เราเบียดเบียนเพื่อนร่วมงานหรือไม่” หมั่นถามตนเองเพื่อให้มีสติและระวัง เมื่อวานขับรถไกล แม้จะเป็นการลำบากบ้าง แต่การที่ยอมเหนื่อย แต่ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สูงสุดทำให้ใจเบาขึ้น

ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใครค่ะครู

ข้อ ๓ ไม่ได้แย่แฟนใครค่ะ ใจตอนนี้ไม่ปรารถนาใครมาเคียงข้าง เหมือนกับนิ่ง ๆ แบบอยู่ได้

ข้อ ๔ หนูไม่ได้เขียนจดหมายหาครูเมื่อวาน การพยายามทำให้ได้ตามที่พูดทั้งหมด ไม่ง่ายแต่หนูก็จะพยายามค่ะ

ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังประมาท เพราะไม่ค่อยทบทวนในตนเอง สติยังอ่อน ปัญญาก็เลยอ่อนตามเจ้าค่ะ