วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2553 ครูได้นำวิดิทัศน์เรื่องหนึ่งมาให้พวกเราในห้องได้ดูและคิดกัน เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักคำว่า "โรงเรียนทางเลือก" ซึ่งฉันไม่เคยได้ยินและรู้จักมาก่อน พอได้ยินครั้งแรกฉันนึกว่าเป็นโรงเรียนสำหรับผู้พิการซะอีก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยเป็นโรงเรียนของคนปกติดีๆ นี่เอง
จากการที่ได้ดูก็ทำให้รู้ว่าที่ต้องเป็นโรงเรียนทางเลือกน่าจะมาจากความที่ไม่ต้องการโรงเรียนที่มีอยู่ทั่วไป อาจจะเป็นเพราะระบบหรือไม่ก็การเรียนการสอนที่เข้มข้นเกินไป และผู้ปกครองส่วนหนึ่งก็ไม่อยากให้ลูกของตัวเองเรียนด้วยความเครียด จริงแล้วฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกันว่าไม่เห็นต้องรีบเร่งให้เด็กรู้อะไรมากมายหลายอย่างในเวลาเดียวกันเลย น่าจะให้ใช้ช่วงเวลาที่เป็นเด็กให้สนุกและคุ้มค่าที่สุดเพราะถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะมาทำอะไรแบบที่เด็กๆ ทำกันคงไม่ได้แล้ว (พอเห็นเด็กที่ทำตัวแก่เกินวัยรู้สึกยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก) มาเข้าเรื่องกันต่อ จากที่ได้เห็นตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกทั้งสามโรงเรียน ก็คิดว่าถ้ามีลูกก็อยากให้เข้าเรียนในโรงเรียนแบบนี้เหมือนกัน อย่างโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่เป็นการให้การศึกษาแนวพุทธตามหลักที่ว่า "ชีวิตมนุษย์คือการเรียนรู้" คือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามธรรมชาติของผู้เรียนเอง โดยทางโรงเรียนจัดบรรยากาศภายในโรงเรียนแบบอิงธรรมชาติ มีต้นไม้เยอะแยะ มีบึงน้ำ จัดเป็นเหมือนสวนหย่อม ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอนก็พัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม คือ ฝึกให้ผู้เรียนเกิดระบบคิด หรือกระบวนการคิด อีกโรงเรียน ชื่อ โรงเรียนเพลินพัฒนา โรงเรียนนี้จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เชื่อมโยงทุกวิชาเข้าด้วยกัน และให้ผู้เรียนเรียนตามความสนใจและความถนัดของตัวเอง ส่วนโรงเรียนสุดท้าย คือ โรงเรียนปัญโญทัย จัดการเรียนการสอนแบบวอลดอฟ (ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า) พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในทุกด้านโดยให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของผู้เรียนในแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริง แล้วจากการที่เขาสัมภาษณ์ผู้ปกครองทั้งสามโรงเรียนดูเหมือนว่าผู้ปกครองจะพึงพอใจและมีความสุขที่ได้เห็นลูกๆ เรียนอย่างมีความสุขที่โรงเรียนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ก็พอจะสรุปได้ว่าทั้งสามโรงเรียนนี้ เน้นการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นหลัก จะว่าออกนอกกรอบเลยก็คงไม่ใช่ แต่เขารู้จักปรับวิธีในการจัดการเรียนการสอนให้เข้ากับความเป็นธรรมชาติ ทั้งของตัวผู้เรียนเอง ตัวผู้สอน รวมถึงบรรยากาศในโรงเรียน ดึงความเป็นธรรมชาติของแต่ละส่วนออกมาแล้วผสมผสานให้เข้ากันอย่างประณีตและลงตัว ซึ่งจะเห็นว่ามีส่วนที่คล้ายกัน คือ 1.ไม่เน้นหนักทางหลักวิชาการ แต่จะหนักไปทางกิจกรรมปฏิบัติมากกว่า ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่หลากหลายที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และชีวิตปัจจุบันได้จริงๆ 2.เน้นให้ผู้เรียนได้คิดเอง เลือกเอง ตัดสินใจเองในการจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่โรงเรียนจัดให้ โดยไม่บังคับให้ต้องเรียนนั่นต้องเรียนนี่ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ศักยภาพและความสามารถของตัวเองว่าแค่ไหนและควรพัฒนาตัวเองอย่างไร และ3.เน้นให่ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด คิดอย่างเป็นระบบและเป็นเหตุเป็นผลกัน
มาคิดๆ ดูแล้วฉันว่าโรงเรียนทั่วไปก็สามารถทำแบบโรงเรียนทางเลือกได้ เพราะหลักจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างกันในเมื่อนโยบายการศึกษาปัจจุบันก็ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบเดียวกันไม่ได้ เห็นเด็กแข่งขันกันเรียนเอาเป็นเอาตายแล้วน่าหนักใจมิน่าเด็กถึงไม่อยากไปโรงเรียนกัน แต่ก็ไม่อยากพูดเลยได้ยินมาว่าโรงเรียนทางเลือกนะค่าเทอมแพงถึงหลักแสนเลย แล้วเด็กตาดำๆที่ไม่ค่อยมีเงินจะเรียนได้ไหมนะ ถ้าโรงเรียนทั่วไปจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียนทางเลือกได้ก็ดีสิเด็กมีเงินน้อยก็จะได้เรียนโรงเรียนดีๆ ด้วย
สุดท้ายแล้ว ให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขมากๆ นะ
***แวะมาทักทายและเรียนรู้ค่ะ
สวัสดีจ้า
ขอบใจมากนะที่เข้ามาทักทาย
เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อกี้เองนะนี่
เข้ามาดูเร็วจัง
แต่ก็ขอบใจนะจ๊ะ