ครม.ปรับเกณฑ์ 50-58 ปี เออร์ลี โอน 110 ภารกิจรัฐให้ "เอกชน"

ครม.ไฟเขียวปรับแนว "เออร์ลีรีไทร์" วางกรอบปีงบประมาณ 2554 ข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีอายุไม่เกิน 58 ปี เห็นชอบถ่ายโอน 110 ภารกิจของส่วนราชการให้เอกชนทำแทนภายในปี 2555 ขณะที่ข้าราชการเฮ ครม.เห็นชอบจัดสรรโบนัส วงเงิน 23% ของงบที่ได้รับในปีที่แล้วเท่านั้น นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (11 พ.ค.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ หรือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) ระหว่างปีงบประมาณ 2554 และปีงบประมาณ 2555 โดยปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ จากเดิมที่กำหนดให้เหลืออายุราชการตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เป็นตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป หมายความว่าต่อไปนี้ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ได้ ต้องอายุ 50-58 ปีเท่านั้น  ส่วนหลักเกณฑ์อื่น ๆ ให้คงไว้ต่อไป เช่น ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป และกรณีเป็นข้าราชการทหารกำหนดอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือมีเวลาสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ไม่รวมเวลาทวีคูณ

ก่อนหน้านี้ นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ระบุว่า สาเหตุที่ต้องกำหนดให้ข้าราชการที่มีอายุ 50-58 ปีเท่านั้น ที่เข้าร่วมโครงการเออร์ลีรีไทร์ได้ จากเดิมที่กำหนดอายุที่ 50-59 ปี เพราะจะทำให้หน่วยงานภาครัฐลดค่าใช้จ่ายในการเออร์ลีรีไทร์ได้ เช่น ข้าราชการคนหนึ่งมีอายุ 59 ปี มีเงินเดือน
4 หมื่นบาท หากให้รับราชการต่อไปอีก 1 ปี คือ รับราชการจนเกษียณอายุ เงินที่รัฐต้องจ่ายเป็นเงินเดือนจะอยู่ที่ 4.8 แสนบาทต่อปี  แต่หากข้าราชการคนนั้นเข้าโครงการฯ รัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าชดเชยสูงกว่าเงินเดือนที่รัฐต้องจ่ายพอสมควร อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่เป็นการตัดสิทธิข้าราชการที่จะเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ คปร.
จึงกำหนดให้เริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นไป

นายวัชระ กล่าวว่า สำหรับการอนุมัติให้ข้าราชการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ นั้น ให้ส่วนราชการบริหารจัดการและกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดกรองผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็น รวมทั้งต้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่องานราชการ

นายวัชระ ระบุด้วยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการทบทวนบทบาทภารกิจของส่วนราชการตาม มาตรา 33 แห่ง พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยอนุมัติให้มีถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองรับรองมาตรฐานงานใน 110 ภารกิจ ของ 33 กรมให้ภาคเอกชนดำเนินการแทนหน่วยงานรัฐ

ขณะที่ การถ่ายโอนภารกิจแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก (เม.ย. 2553 - ก.ย. 2554) ถ่ายโอนงาน 37 ภารกิจงานใน 19 ส่วนราชการ ระยะที่ 2 (ต.ค. 2554 - ก.ย. 2555) การเตรียมและถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานที่ยังเหลืออยู่ 56 งานให้แล้วเสร็จ และระยะที่ 3 (ปี 2555) เป็นต้นไป ศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมดำเนินการถ่ายโอนภารกิจด้านอื่น ๆ นอกจากภารกิจการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน

สำหรับตัวอย่างภารกิจงานที่โอนให้เอกชน เช่น งานตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติสินค้าศุลกากรและสูตรการผลิตสินค้าศุลกากร งานวิเคราะห์คุณสมบัติสินค้าสรรพสามิต งานประเมินและรับรองมาตรฐานด้านบริการการท่องเที่ยว งานประเมินมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ งานวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการประเภทห้องปฏิบัติการประเภท
แล็บบริการ งานทดสอบความรู้ด้านความสามารถทางภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารทางวิทยุของผู้ถือใบอนุญาต  งานตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค งานทดสอบด้านฝีมือแรงงาน งานประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาชีวอนามัย สุขอนามัย ความปลอดภัยของโรงงาน เป็นต้น

นายวัชระ ระบุว่า ครม.ยังเห็นชอบแนวทางการจัดสรรเงินรางวัลสำหรับส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2552 หรือเงินโบนัสข้าราชการให้กับส่วนราชการต่าง ๆ ซึ่งปีนี้จะมีงบประมาณสำหรับจัดสรรเป็นเงินโบนัสได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดย

ส่วนราชการแต่ละแห่งจะได้รับเงินเพียง 23% ของเงินโบนัสที่ได้รับในปีที่แล้ว หรือ 5,500 ล้านบาท ส่วนข้าราชการรายใดจะได้รับโบนัสเท่าใดก็แล้วแต่ผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการรายนั้น ส่วนข้าราชการระดับสูงจะไม่ได้รับการจัดสรรเงินโบนัสในปีนี้ ขณะที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ระบุว่า การจัดสรรเงินโบนัสต้องจัดสรรให้เป็นธรรมและต้องไม่ให้มีการกระจุกตัว

กรุงเทพธุรกิจ  12  พ.ค.  53

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สรุปข่าวประจำวันของห้องสมุดกรมบัญชีกลาง



ความเห็น (1)

ครูเก่า
IP: xxx.173.11.8
เขียนเมื่อ 

โครงการฯจะให้ยื่นเขียนคำขอลาออก เมื่อไหรครับ ช่วยประกาศให้เรวด้วยน่ะครับ โบนัส ยังไม่ได้รับจัดสรร ราชการช้ามากๆ

ต้องปรับปรุง