อยากให้ผู้บริหารทุกคนใช้คุณธรรมในการบริหารบุคคล ชีวิตของคนมีค่าทุกเวลา หากช่วยเหลือเขาให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เขาพึงได้รับจะเป็นกุศลยิ่ง

ตั้งแต่เปิดบล็อคนี้ก็มีน้อง ๆ ที่เป็นครูในสังกัดสังเทศบาลโทรมาขอคำปรึกษาหลายกรณี  ยกตัวอย่างกรณีนี้แล้วกัน 

เธอเป็นครูผู้สอนอยู่โรงเรียนเทศบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต  บ้านเดิมอยู่จังหวัดพัทลุง  มีครอบครัวเป็นคนบ้านเดียวกัน สอนโรงเรียนเดียวกัน  มีลูกเล็กหนึ่งคน  ประสงค์จะโอนย้ายทั้งครอบครัวกลับบ้านเกิด  ปลายทางรับเรียบร้อยแล้ว  ต้นทางก็อนุญาตเรียบร้อย  กระบวนการเดินไปจะเรียบร้อยอยู่แล้ว  ลูกกับสามีได้ไปแล้ว

แต่เธอไปไม่ได้ สาเหตุเพราะเธอยื่นประเมินวิทยฐานะชำนาญการไว้ในเดือน เมษายน 2553  (ตามระเบียบยื่นได้ปีละสองครั้ง คือ 1-30 เมษายน  และ 1-31 ตุลาคม)  แต่เธอต้องโอนย้ายไปในวันที่ 14  พฤษภาคม 2553  เทศบาลบาลต้นทางของเธอบอกกับเธอว่า  ถ้าเธอไปเขาจะไม่ประเมินวิทยฐานะให้เพราะเจ้าตัวโอนย้ายไปแล้ว  ให้ไปยื่นที่ใหม่

ข้อคิดเห็นของผู้เขียน

ต้นสังกัดต้องประเมินวิทยฐานะให้ครูผู้นี้ เพราะผลงานที่ประเมินนั้นใช้ผลงานย้อนหลัง 2 ปี  การที่เธอโอนย้ายไปที่ใหม่  ผลงานเธอยังไม่ปรากฎ จึงคิดว่าความเป็นไปได้ที่เธอจะผ่านการประเมินมีน้อยมาก  และทำให้เธอต้องเสียเวลาในการสร้างผลงานให้ปรากฎใหม่  และเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเธอที่ใช้ผลเดิมสังกัดเดิมในการประเมินเลื่อนวิทยฐานะของตนเองในระยะเวลาที่ตนเองปฏิบัติงานอยู่

 และสังกัดเดิมก็สามารถกระทำได้  โดยแต่งคณะกรรมการประเมิน ฯ ภายใน 90 วัน (ตามระเบียบฯ) เมื่อประเมินผ่าน ก็เสนอ ก.ท.จ.พิจารณาให้ความเห็นชอบ  และออกคำสั่งเลื่อนวิทยฐานะให้เขา โดยนายกเทศมนตรีต้นทาง ย้อนหลังไป วันที่ 1 พฤษภาคม (ตามระเบียบ) ซึ่งตัวเธอก็ยังอยู่ ณ ต้นสังกัดเดิม  ส่วนที่เธอย้ายไปวันที่ 14 พฤษภาคม  นั้น  ไม่ใช่ปัญหา  ส่งคำสั่งไปให้ปลายทางที่เธอโอนย้ายไปแก้ไขเงินวิทยฐานะ เท่านี้ก็จบเรื่อง  ครูผู้นี้ก็มีความสุขไม่ต้องแยกครอบครัวของเธอให้เป็นบาป

อยากให้ผู้บริหารทุกคนใช้คุณธรรมในการบริหารบุคคล  ชีวิตของคนมีค่าทุกเวลา  หากช่วยเหลือเขาให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เขาพึงได้รับจะเป็นกุศลยิ่ง

เส้นทางใครก็ใครก็กำหนดเอง  เราแค่ผู้ดูแลให้ชีวิตของผู้อื่นเดิน      ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างมีความสุข