.....ลืมวันที่ตะวันลับฟ้าไปเสียได้

   ชีวิตของผู้เขียนก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าหลายๆชีวิตบนโลกนี้เลย หนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น มีทั้งการพบและการจาก ที่แทรกๆอยู่ตลอดเวลา ที่โลกหมุนไป ผู้เขียนต้องพลัดพรากจากบิดา ที่เสียชีวิตไป เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2552 ก่อนปีเก่าจะผ่านไป ครั้นพอย่างเข้าปีใหม่ไม่นาน พี่สาวคนโต ก็เสียชีวิตอีกคน เมื่อ 20 มีนาคม 2553 จังหวะชีวิตไม่เคยบรรเลงเพลงสุขหรือทุกข์แต่ฝ่ายเดียวเลย

  

 

ตะวันดวงเดียวนี้ ยังเปลี่ยนบทบาทตลอดเวลา ประเดี๋ยวก็จะจมดิ่ง หายไปในผืนน้ำ เป็นภาพที่ชวนให้ดูแล้ว เหงาใจ คิดถึง และยอมรับกาลเวลาที่จากลากันในครั้งนี้ อย่างอาลัย

 

ไม่ช้านาน ตะวันดวงเดิม ก็ผุดผ่องล่องลอยเหนือแผ่นน้ำอีกครั้ง ดูแจ่มใสขึ้นมาทันที ปลุกชีวิตชีวากันอีกครั้ง และตลอดเวลาภายใต้แสงตะวัน ทำให้เรารู้สึกมีพลัง อบอุ่น และเป็นเงื่อนไข ให้อยากจะต่อสู้ในวันนี้ต่อไป อย่างมีหวัง.....ลืมวันที่ตะวันลับฟ้าไปเสียได้

 

ในเดือน กุมภาพันธ์ น้องชะเอม ลูกของหลานชายก็ถือกำเนิดมาสร้างความรู้สึกตื่นเต้น พร้อมมอบความสุขให้ตระกูลของเราอีกครั้ง เหมือนการชดเชยส่วนที่ขาดหายไปของจิตใจพวกเรา เราพากันอุ้ม กอด และทักทายต้อนรับ น้องชะเอมกันถ้วนหน้า

 

น้องชะเอมโตวันโตคืน และร่วมงานหลายๆงาน ที่พี่ป้าน้าอามารวมกัน ไม่นาน วันที่ 2 พฤษภาคม 2553 น้องเหมือนฝัน ลูกของหลานสาว ก็ถือโอกาสลืมตาดูโลก มาทักทายเราอีกคน สุขใจจังเลย แม่ยาใจทั้งสอง

 

 

  ทำให้เรียนรู้ว่า ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ มีเกิด และดับอยู่คู่กันตลอดไป แม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ไม่สามารถปฏิเสธความแน่นอนอันนี้ได้เลย

...........................