เขาพร้อมที่จะมอบ ความรู้เชิงวิชาการ ให้แก่เรา พร้อมกับสอดแทรก วิธีคิดของเขา ว่าเขาประยุกต์ใช้ ความรู้เชิงวิชาการนั้นอย่างไร? ผู้เขียนมองว่า เขาให้ทั้ง Explicit และ Tacit Knowledge

             ผู้เขียนร่วมเดินทางกับคณะดูงานจาก สคส. และภาคราชการ 8 หน่วยงาน ไปเยี่ยมชม การพัฒนาองค์กร ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด  จังหวัดสระบุรี  ในวันที่  26  มิถุนายน  2549

             ผู้เขียนดูงานในเครือซิเมนต์ไทย  ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3  นับตั้งแต่ผู้เขียน อายุประมาณ 25 ปี 

  • ในครั้งแรก เป็นการดูกระบวนการผลิต  ระบบคุณภาพ  ที่บ้านโป่ง  จ.ราชบุรี   ในฐานะ ลูกค้า ในฐานะทีมงานระบบคุณภาพ
  • ครั้งที่ 2 เป็นการดูงาน เรื่อง Culture  งาน HR  และระบบ IT ในงาน HR  ที่สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ในฐานะผู้ติดต่อประสานงาน ในฐานะ HR  ในฐานะองค์กรภายนอก ที่อาจจะเป็นลูกค้า
  • การดูงานครั้งนี้ ผู้เขียนไปเข้าใจตนเอง  ตอบจบการดูงาน ช่วง 15.00 น.  ว่า  ตัวเองมาดูวิธีคิด การประยุกต์ใช้ KM ที่ปูนแก่งคอย   ในฐานะ KM Internship ของ สคส.   ในฐานะ นัก KM ปฏิบัติ

             ความรู้เดิมจากการดูงาน 2 ที่ ถูกนำมาใช้ ในการอ่าน การมองเชิงวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ยืนยัน  เพราะ Tacit Knowledge ที่ติดตัวมายังไม่จางหายไปไหน  คือ การสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานของเขา  แนวนโยบายในการทำงาน เป็นต้น

  • ทุกครั้งที่ไปดูงาน ผู้เขียนก็ยังประทับใจ ในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เราสัมผัสได้จากการต้อนรับ
  • ทุกครั้งที่ไปดูงาน ผู้เขียนก็พบว่า เขาพร้อมที่จะมอบ ความรู้เชิงวิชาการ ให้แก่เรา  พร้อมกับสอดแทรก วิธีคิดของเขา ว่าเขาประยุกต์ใช้ ความรู้เชิงวิชาการนั้นอย่างไร?  ผู้เขียนมองว่า เขาให้ทั้ง Explicit และ Tacit  Knowledge
  • เมื่อเปรียบเทียบ การไปดูงาน 3 ครั้ง  ในเวลาต่างกัน  เรื่องราวต่างกัน สถานที่ต่างกัน คนอธิบายถ่ายทอดต่างกัน  ที่เหมือนกัน คือคนดู กับคนให้ดู ...เครือซิเมนต์ไทย     ผู้เขียนทึ่งในความเป็นเอกภาพ  แนวคิด การทำงานของคน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความทันสมัย ตามสภาวการณ์ ในแต่ละยุค
  • จริงๆผู้เขียนได้สัมผัส เครือซิเมนต์ไทย  ในอีก 2 มุม คือ ในฐานะผู้เรียนกับอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาการ ทางการตลาด  และ ในฐานะผู้ร่วมดูงาน Culture และ KM  ที่ AIS

สิ่งที่ผู้เขียนดูเขา แล้วยืนยันกับองค์ความรู้เดิมของตนเอง ในแนว KM ปฏิบัติ ยกตัวอย่าง เช่น

  • เขาจะทำให้คน Need to know คือเรียกร้องหา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เอง   ผู้เขียนใช้คำว่า ค้นคว้า และไขว่คว้า ที่จะรู้ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งแตกต่างกับ ปีพ.ศ. 2498 แน่นอน  ที่มี ครูบาอาจารย์ สอนให้ที่วัด  ที่โรงเรียน  เรียกผู้เรียนมาสอน แต่ยุคสมัยนี้ ผู้เรียนรู้ ต้องเสาะแสวงหา...เอง
  • คำว่า “สร้างโอกาส” ที่ปรากฏ ใน Mission  รวมถึงคำว่า  “เปลี่ยนแปลง” ยืนยันกับผู้เขียน โดยไม่ต้องตั้งคำถาม ว่า  เขาคิดในเรื่อง Management ระดับลึก   โอกาส จังหวะ  เป็นปัจจัยสำคัญ ที่นักบริหารต่างทราบกันดี   ...ถ้าผ่านมา แล้วไม่คว้าไว้ ปล่อยให้ผ่านไป ก็เหมือนทิ้งทองคำ   ดังนั้น ทำอย่างไร?  สร้างโอกาสให้เรา หรือ ทำให้ โอกาสเปิด จังหวะเปิดให้เราได้ทำ...      การเปลี่ยนแปลง อาจหมายถึงการปรับตัว สำหรับทุกสถานการณ์  ทุกรูปแบบ  หรือ พร้อมเผชิญ  ตามความเข้าใจของผู้เขียน
  • ผู้เขียนอยากถาม Engineer ของเขาว่า  "มีวิธีสร้างความคิดใหม่ๆ อย่างไร?"  แต่กลับได้รับคำตอบ โดยไม่ต้องถามอีกเช่นกัน  ผู้เขียน เชื่อโดยส่วนตัว ว่า “วงเหล้า” เป็นเคล็ดลับหนึ่ง ในการเปิดความคิดของคน  การสนทนากันเป็นกลุ่มแบบเปิดใจเช่นนี้ ก็อาจเรียกว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือ KM    ผู้เขียนเคยเจอ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักเขียน ไปนั่ง ดื่ม กิน และ สนทนากัน ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังเลิกงานโดยพกคุณลิขิต ไปคอยนั่งจดด้วย  ...รุ่งเช้าคงมีใครสักคนต้องบทความให้สำนักพิมพ์
  • การShare ทั้ง Best & Bad Practice  คงเป็นอีกประเด็น ที่น่าสนใจ ในอนาคต  ผู้เขียนมองว่า เป็นสิ่งที่ใช่  คือ ถ้าเราลองถูกก็เป็นประสบการณ์  ถ้าลองผิดก็เป็นบทเรียน  การลงมือทำ มีทั้งผิดและถูก เมื่อเราทบทวนก็จะเข้าใจ   ผู้เขียนย้อนคิดถึงตัวเองที่เคยผ่านวงสนทนาแบบกันเองนั้น   ผู้ชวนคุย ก็เล่าให้ฟังทั้งเรื่องที่เคยทำผิด และทำถูก    ณ ขณะเล่า ถ้ามีการตัดสินใจกระทำไปแล้ว ก็จะทบทวนให้ผู้ฟังรู้ ว่า ผู้ชวนคุยทำผิด หรือถูก  ถ้าทำถูกก็ดีใจกัน  ถ้าทำผิดก็ต้องหยุดพูดสักพัก  หรือไม่ก็ กินเจ  เป็นต้น   คนที่พบปัญหาชีวิต เมื่อได้ฟังบทเรียน ก็อาจได้คิด  และคิดได้ ในที่สุด

             เห็นจะจริงดังที่ผู้ดำเนินรายการบอกว่า  “เราเริ่มด้วย KM จบด้วย KM”   เพื่อพัฒนาบุคลากร ให้เป็น คนเก่ง  คนดี  และมีความสุข   นี่คือการพัฒนาองค์กร ที่แฝง KM  ปฏิบัติไว้อย่างแนบแน่น ...ที่ปูนแก่งคอย